ไดอารี่แมวส้ม ฉบับที่ 1 วันเกิด/การเติบโต/ความหมายของการมีอยู่
1 กันยายน 2562

แม้ว่าตั้งแต่แรกเริ่มที่จักรวาลอุบัติขึ้นมา วันเวลาเป็นสิ่งที่มีอยู่เฉย ๆ โดยไร้สิ่งใดมาให้ความหมายของมัน จนกระทั่งมีมนุษย์เกิดมาบนโลกใบนี้แล้วให้นิยามความหมายของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวพวกเขาขึ้นมา ซึ่งนิยามที่แต่ละคนให้คำนิยามของวันต่าง ๆ ของแต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน

วันนี้อาจจะเป็นวันอาทิตย์หรรษาของหลายคนสำหรับการผ่อนคลาย หรืออาจเป็นวันอาทิตย์ที่น่าเบื่อของหลายคนเพราะวันต่อมาคือวันจันทร์ที่ต้องไปทำงานที่แสนน่าเบื่อ

แต่วันนี้สำหรับเราเป็นวันที่ถูกปักหมุดไว้แล้วเรียบร้อยว่าเราโตขึ้นอีกปี...
อายุ 27 แล้วนะ...
เป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกปีแล้วนะ...
...งั้นเหรอ?

เราไม่เชื่อเรื่องพรมแดนของความเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่...เพราะเราสมมติมันขึ้นมาเพื่อให้ง่ายต่อการนับ ง่ายต่อการที่จะถูกใครหรือกลุ่มก้อนใดนำอะไรมาครอบหัวไว้แล้วบังคับเราให้เป็นสิ่งที่เรียกว่า "docile body" ตามแนวคิดของ มิเชล ฟูโกต์ นักปรัชญาแห่งสำนักฝรั่งเศสในประเด็นเรื่อง “ร่างกายใต้บงการ” เช่น อายุ 18 มีสิทธิเลือกตั้ง อายุ 20 เข้าร้านเหล้าได้ อายุ 22 เรียนจบต้องมีงานทำไม่พึ่งพาพ่อแม่แล้ว...ในขณะที่เราเพิ่งได้เลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตตอนอายุ 26 แต่ดื่มสุราเป็นตั้งแต่อายุ 17 (และเลิกแล้วเพราะปัญหาเกี่ยวกับตับจากยาบางประเภท) และปัจจุบันอายุ 27 แล้วก็ยังพึ่งพาพ่อแม่อยู่ (แต่เดือนหน้าเงินทุนน่าจะเข้าแล้ว คงจะพึ่งพาพ่อแม่น้อยลงนะ)

ที่ผ่านมาเราเจอมาไม่น้อยที่มีคนบางคนเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนนู้นคนนี้ว่าเรียนสูงเสียเปล่าสุดท้ายไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทำไมไม่ทำอย่างงั้นอย่างงี้ เมื่อก่อนเราอาจจะเจ็บปวดกับคำพูดเหล่านั้น แต่ในตอนนี้เราก็คิดได้ว่าการที่เขาพูดแบบนั้นออกมาเป็นเพราะเขาไม่เคยเจอประสบการณ์แบบเราและไม่เคยคิดที่จะทำความเข้าใจเราเลยแม้แต่น้อย...เพราะเราให้นิยาม “คุณค่าของชีวิต” ไม่เหมือนกันตามแต่ว่าใครจะเก็บ “ค่า exp” อะไรแบบไหนมา ไม่แปลกที่จะเกิดการเปรียบเทียบว่านิยามใครดีหรือด้อยกว่าใคร ซึ่งก็ต้องขอบคุณตัวเองที่เลือกที่จะ “ไม่ปล่อยวาง” กับคำพูดเหล่านั้น แล้วได้แนวคิดเรื่องความแตกต่างในการให้ “นิยามความหมาย” ที่พอจะต่อยอดในการสร้าง “อะไรสักสิ่ง” ในขณะที่เรียนปริญญาเอกได้ แม้การได้ไอเดียเหล่านี้มันจะทำให้เราเจ็บปวดบ้างจากการคิดต่อยอดจากการ “ไม่ปล่อยวาง” นั่นแหละ

เราคิดว่าการกำหนดหมุดหมายเพื่อนับรอบอายุนั้น มันอาจจะเป็นการช่วยคาดคะเนว่าเรามีเวลาเก็บ exp เหลืออยู่มากน้อยแค่ไหนเพื่อให้บรรลุ lifetime achievement ของแต่ละคนมากกว่า และ quest ในการสะสม exp ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน exp ของคนที่มีอายุมากกว่าบางคนอาจมีน้อยกว่า exp ที่คนที่อายุน้อยกว่า แต่ทำ quest เยอะกว่าด้วยซ้ำ มันคงไม่แฟร์สักเท่าไหร่ที่จะเอาประเด็นเรื่องอายุเพียงประเด็นเดียวมากำหนดว่าใครมีอำนาจมากกว่าใคร ซึ่งทำให้หลายคนในสังคมนี้หวังว่าเมื่อวัยวุฒิของตนเองมากพอจะสามารถใช้อำนาจนั้นในการบงการคนอื่นให้ "สยบยอมต่อนิยามความหมายที่เรามโนมาเอง" มากกว่าจะบงการให้ตัวเองไปเพิ่ม exp เพื่อให้เข้าใจนิยามความหมายที่หลากหลายและพัฒนาตัวเองดูมีคุณค่ามากกว่าการมีแค่ "วัยวุฒิที่มากขึ้น แต่มีคุณวุฒิที่จำกัด" เพียงอย่างเดียว

เราเชื่อว่าการที่เรายังรักษาคุณสมบัติหนึ่งของ “เด็ก” ไว้ มันคงจะดีกว่าการที่คิดว่าตัวเองกร้านโลกแบบ “ผู้ใหญ่” หลาย ๆ คนที่ยังติดกับดักของประสบการณ์ตัวเองจนมองข้ามหลายสิ่งอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปตามห้วงเวลาของโลก เหมือนที่ โยสไตน์ กอร์เดอร์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “โลกของโซฟี” ที่กลายมาเป็นหนังสือที่นักศึกษาสายมนุษยศาสตร์หลายคนต้อง (จำใจ) อ่าน กล่าวว่า “นักปรัชญากับเด็กน้อยมีคุณสมบัติประการสำคัญร่วมกันอยู่ ซึ่งในการที่เป็นนักปรัชญาที่ดีต้องมีความสงสัยใคร่รู้เป็นคุณสมบัตินั้น” (Philosophers and small children thus have an important faculty in common. The only thing we require to be good philosophers is the faculty of wonder…)

เราอาจจะโตขึ้นด้วยวัยวุฒิ
แต่จะไม่ยอมให้ความโตทางวัยวุฒิหยุดการพัฒนาความคิดในการมองโลกของตัวเอง
เพราะธรรมชาติของมนุษย์คือการเรียนรู้ต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบ
ท่ามกลางโลกที่กว้างใหญ่ แต่ก็เล็กมากเมื่อเทียบกับจักรวาลอายุนับหมื่นล้านปี

ขอบคุณทุกคนทั้งที่ยังอยู่และไม่อยู่ในวงโคจรชีวิตของเรา
ขอบคุณทุก quest ที่ได้ทำ ทุก exp ที่เก็บสะสมได้
ที่ทำให้เรายังหายใจบนโลกนี้มาได้ 27 ปี
และก้าวสู่การเก็บ exp ต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้งในอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะหมดลงเมื่อใด
 
รักทุกคน
วิฬาร์นุรักษ์ 
SHARE
Writer
Wilarnuraks
Meaning Explorer
นศ.ปริญญาเอกที่ต้องการเรียนจบมาเป็นทาสแมวแบบฟูลไทม์

Comments