เชียงใหม่-น่าน และบันทึกการเดินทาง


ทุกการเดินทางย่อมมีวันที่สิ้นสุดลง ฉันเดินทางจากกรุงเทพมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทย ถามว่าไปทำไมนะหรอ มันก็มีเรื่องหรือหาเรื่องที่จะไปมากกว่าละมั้ง พี่รหัสฉันเคยถามฉันว่า...


"ไปบ่อยแบบนี้ที่นั่นต้องมีอะไรดีแน่ ๆ"

ถ้าถามว่ามันมีอะไรดี มันก็คงจะมีอะไรดี ๆ ที่ถูกซ่อนอยู่ในนั้นนั่นแหละคุณว่าไหม?

การเดินทางมันเหนื่อยนะ มันคือ 'ระยะทาง + เวลา = จุดหมายปลายทาง' ก็คงเหมือนกับอะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิตละมั้งที่ต้องใช้ 'การกระทำ+เวลา = ผลลัพธ์' ของเป้าหมายนั้น ๆ ทุกอย่างล้วนสัมพันธ์กันคุณว่าไหมล่ะ?

หลังจากที่ถึงเชียงใหม่พวกเราทั้งสามก็พากันไปพักยังบ้านของคุณอาเพื่อนที่อยู่ติดไปทางวัดพระธาตุดอยคำ ท่านให้การต้อนรับพวกเราทั้งสามคนเป็นอย่างดี อีกทั้งเช้าของอีกวันที่จะต้องออกเดินทางท่านยังบอกกล่าวกับพวกเราทั้งสามคนว่า "อย่าลืมกลับมาเที่ยวเล่นหาอากับน้องเจนอีกนะ" และพวกเราก็ถ่ายรูปหมู่คู่กันกับคุณอาก่อนที่จะออกเดินทางมุ่งหน้าไปสู่ 'อำเภอแม่อาย' อำเภอเหนือสุดของจังหวัดเชียงใหม่ ถ้าฉันจำไม่ผิดน่ะนะ

ในระหว่างทางของการเดินทางฉันได้มุมมองอะไรใหม่ ๆ ได้เห็นอะไรที่แตกต่างแปลกตามากมาย ฉันกล้าพูด กล้าทัก กล้าถามมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น วิวสองฝั่งข้างทางสวยจนทุกคนแอบบ่นกันในรถว่า..."อยากจะเก็บพับเอากลับบ้านจังเลย" และในระหว่างนั้นฉันก็แอบคิดอะไรพิเลน ๆ ขึ้นมาอีกว่า เดี๋ยวไปถึงในสถานที่ ๆ ชอบ ฉันจะเอาถุงแกงเก็บอากาศมัดปากถุงกลับมาฝากแม่ พอพูดถึงแม่ วันที่ฉันเดินทางแม่แทบไม่โทรหาฉันเลย จริง ๆ ท่านเป็นคนที่เป็นห่วงฉันมาก ไม่ว่าจะไปไหนก็มักจะโทรมาถามฉันตลอด แต่รอบนี้กลับแตกต่างออกไปก็ตรงที่ 'ไม่โทรเลย' จนฉันต้องเป็นคนกดเบอร์แม่โทรออกไปเองสะงั้น

ถามว่ามันสนุกไหมที่ได้แวะเที่ยวตรงนั้นตรงนี้ ฉันขอตอบตรงนี้เลยว่า 'สนุกมาก ๆ' แต่ก็มีแอบเพลีย ๆ ปวดหลังด้วยเพราะขับรถนาน แต่ทุกอาการก็ถูกกลบไปด้วยเสียงเพลงของรถแห่ที่พวกเราชอบฟังกันเป็นชีวิตจิตใจ มันกระตุ้นต่อมความสุข เฮฮา และเพลิดเพลินออกจังหวะโจ๊ะ ๆ ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ ^^

เรามาถึงอำเภอแม่อายช่วงสี่โมงเย็นของวันนั้น บรรยากาศวิวของสอองข้างทางสวยมาก ทิวเขาสูงสลับซับซ้อนกัน มีแสงของพระอาทิตย์สาดส่องมาทาบทับตัดกันทำให้ภาพที่เห็นตรงหน้าสวยมาก ๆ จนฉันแอบคิดในใจว่า นี่มันคือภาพรีทัชของโลกหรือเปล่านะ ที่นำทุกอย่างเข้ามาตัดแปะทาบทับกัน ใส่แสงเงาชาโดว์ต่าง ๆ ได้อย่างสมดุลและลงตัว มันคือภาพกราฟฟิกของธรรมชาติที่โลกสรรสร้างค์มันขึ้นมาได้ลงตัวเสียจริง ๆ 

หลังจากนั้นพวกเราก็พากันหาที่พักและได้เข้าพักที่บ้านท่าตอน ซึ่งเป็นชุมชนไม่เล็กและไม่ใหญ่มาก อยู่กันอย่างเงียบสงบ เงียบจริง ๆ นะ แบบเงียบมาก ๆ บรรยากาศแบบขับรถมามองเห็นหมู่บ้านและทิวเขามี 'แม่น้ำกก' ไหลตัดผ่าน มีฝูงนกที่บินหยอกล้อล่องลอยอยู่บนนั้น มีวัดและพระธาตุ ทุกคนอยู่กันอย่างเงียบสงบจริง ๆ ซึ่งฉันคิดว่ามันเหมาะมากถ้าใครอยากจะมาแบบปลีกวิเวก หรือหามุมสงบ ๆ เขียนหนังสือสักเล่มฉันอยากจะขอแนะนำที่นี่ที่ 'ท่าตอน' นี้เลย

ฉันยืนอยู่ที่บนริมสะพานข้ามแม่น้ำกกนั้น มองไปที่เส้นขอบฟ้า แล้วทอดสายตาลงมายังแม่น้ำส้มอมแดงน้ำตาลขุ่น ๆ ข้างล่างน้ำน่าจะเชี่ยวน่าดู พอตกเย็นพลบค่ำแสงของเงาที่สะท้อนบ้านพัก ร้านอาหารเล็ก ๆ ลงไปยังบนผิวของแม่น้ำนั้นก็ชวนทำให้ภาพที่อยู่ตรงหน้าชวนมองได้มากขึ้น

เด็ก ผู้ใหญ่ กลุ่มวัยรุ่น เริ่มพากันทยอยมาจอดรถบนริมสะพานนั้นเพื่อหยุดตกปลา บ้างก็นั่งเล่นคุยกันตามประสาอย่างสนุกสนาน มันเป็นภาพและอีกมุมมองนึงในชีวิตที่ฉันได้มาเห็นและสัมผัสมัน ณ ที่ตรงหน้านั้น ฉันรู้สึกชอบมันมาก ๆ เลยล่ะ ต่อให้บรรยายก็ไม่เท่าตาที่ได้เห็น จมูกที่ได้กลิ่น และกายที่ได้สัมผัส คุณว่าไหมล่ะ? หรือไม่จริง ^^ 

เมนูวันแรกของการฝากท้องกของพวกเราสามคนที่ท่าตอนก็คงจะหนีไม่พ้น 
"กินหม่าล่ากันเถอะพี่หมิว"
ฉันแอบคิดค้านในใจเงียบ ๆ เพราะทุกคนต่างก็ถามฉันเป็นอย่างดีว่า "เราจะกินอะไรกัน ตามใจพี่เลย" สุดท้ายก็หนีไม่พ้น 'หม่าล่า' พวกฉันนี่เป็นอะไรกับหม่าล่ามากก็ไม่รู้เนอะตั้งแต่ลำปางล่ะ และน้องสาวฉันคนเดิมกับที่ไปแอ่วลำปางก็จัดหม่าล่าไม้ละ 5 บาทไปงาม ๆ กว่า 20 ไม้ ซึ่ง 5 ไม้คือปลาหมึกของฉัน ส่วนพวกเนื้ออื่น ๆ ฉันก็กินด้วยไม่ได้เหมือนตามเคย ดู ๆ ไปแล้วเหมือนฉันเป็นคนเรื่องมากในการกินยังไงก็ไม่รู้

เรานั่งกันในร้านอาหารที่มีดนตรี มีเครื่องดื่ม แต่พวกเราคงไม่ใช่คอชิลอะไรขนาดที่จะต้องมานั่งดื่มกันขนาดนั้น แค่น้ำเปล่าคนละขวดจากเซเว่น ก็เพียงพอแล้ว อาหารของที่นี่ให้ผ่านเลยนะเพราะรสชาติถูกปาก แถมราคาถูกอีกด้วย ยกนิ้วโป้ให้เลยล่ะ

พวกเราต้องอยู่ที่ท่าตอนกันตั้ง 4 วัน 3 คืน คุณลองคิดดูสิว่าอยู่ในที่เดิม ๆ ตั้ง 4 วันแหนะ มันยาวนานและฉันก็เริ่มชักอยากจะกลับบ้านแล้วถ้าไม่ติดตรงที่เพื่อนมีสอบพนักงานราชการในวันที่สามในแม่อาย และเป็นวันที่สองที่ฉันเลือกที่จะพากันเดินทางเที่ยวไปยัง 
'ดอยแม่สลอง' 
"วันนี้เราจะไปไหนกัน" น้องถามฉันขึ้นในขณะที่ทุกคนกำลังจะแต่งตัวเสร็จ เพื่อการออกเดินทางกันในครั้งนี้ 

"ดอยแม่สลอง"
ดอยแม่สลองเป็นเขตของจังหวัดเชียงราย ซึ่งอยู่ไม่ใกล้และไม่ไกลจากท่าตอนมากเท่าไหร่ (เหรอ~) กว่าจะถึงดอยแม่สลองก็พากันหยุดรถถ่ายรูปกันอย่างเพลิดเพลิน พอไปถึงสถานที่มันจริง ๆ พากันซึมซับบรรยากาศแล้วก็พากันเดินทางกลับท่าตอนเหมือนเดิม

คุณจะเชื่อไหมว่า โคตะระเขาและโค้งมาก ๆ กว่าจะถึงที่พักที่ท่าตอนก็ทำเอาเพลลียสลบไสลไปตาม ๆ กัน ส่วนวันที่สามเป็นวันที่เพื่อนต้องไปสอบ และหลังจากที่เพื่อนสอบเสร็จแล้ว พวกเราทั้งสามก็พากันเก็บกระเป๋าใส่หลังรถมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางต่อไปนั่นก็คือ...


เชียงราย-วัดร่องขุน > พะเยา > ปลายทาง 'น่าน'

ในระหว่างทางที่เราจะพากันไปยังจังหวัดน่านเมืองแห่งขุนเขาที่ลือเลื่องชื่อในเรื่องภาพกระซิบรักบันลือโลกนั้น เราก็ได้พากันแวะไปถ่ายรูปกันยังวัดร่องขุน แล้วก็ค่อยมุ่งหน้าสู่ จังหวัดพะเยา และจุดหมายปลายทางที่สิ้นสุดของพวกเราก็คือ น่าน นั่นเอง...

ระหว่างทางที่เราขับรถไปเรื่อย ๆ กับอีกสองชีวิตที่คอยเปิดเพลงสลับกันไปมานั้น พวกเราก็พากันมาถึงยังจังหวัดพะเยา และมุ่งหน้าตามกูเกิลแมพของพวกเราไปสู่่จังหวัดน่าน พระอาทิตย์ก็ค่อย ๆ เริ่มจะลับขอบฟ้า เสมือนท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันใด 'อังกอร์' แฮะ ๆ ไม่เกี่ยวกับหนังอังกอร์นะ เราแค่อยากบรรยายถึงบรรยากาศระหว่างทางให้มันตื่นเต้นอ่ะ ^^

ในระหว่างนั้นนั่นเอง เราก็เริ่มเจอกับภูเขาและภูเขา ชาวบ้านเริ่มทยอยกันกลับจากไร่สวน แถวนั้นภูเขาจะเป็นที่ดินทำกินของชาวบ้าน ไร่สวนส่วนมากจะเป็นการปลูกไร่ข้าวโพดสะส่วนใหญ่ คือ ระหว่างทางมีแต่ทิวเขาข้าวโพดนั่นเอง

แรก ๆ สองชีวิตในรถก็ครื้นเคลงพอตะวันเริ่มจะลับขอบฟ้าเข้าสู่ห้วงเวลาอันโพล้เพล้ สามสาวสามชีวิตก็เริ่มที่จะเข้าสู่โหมด 'เงียบ' แบบวังเวง ๆ จากที่เปิดเพลงสนุก ๆ ปลุกใจ ก็เริ่มปิดเพลงและนั่งเงียบ หาเรื่องชวนกันคุย และแอบนินทาคนอื่น ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในระหว่างการเดินทางข้ามเขาประมาณ 1,999 ลูกได้ กับระยะทางที่โคตะระจะคดเคี้ยวเลี้ยวโค้งตลอดทั้งเส้นทาง 'พะเยา-น่าน' และระหว่างทางก็มีแต่ป่าเขาลำเนาไพร ในใจเราคนขับก็ได้แต่ภาวนาขอให้พระคุณพ่อคุณแม่ช่วยปกปักรักษาคุ้มครองตลอดทั้งเส้นทางจนไปถึงน่าน และอีกแล้วครับท่านสัญญาณจีพีเอสก็เริ่มขาด ๆ หายๆ สัญญาณมือถือยิ่งเป็นเอาใหญ่ หายเงียบเลย ฮือๆ....

และอยู่ ๆ ก็มีเสียง ๆ หนึ่งส่งเสียงออกมาจากทางด้านหลังรถ...


"ถ้าเห็นอะไร หรือได้ยินอะไรห้ามส่งเสียงเด็ดขาด"
มันช่างกล้าพูดขึ้นมาในขณะที่อีกสองชีวิตด้านหน้ากำลังหาเรื่องชวนกันคุยเพื่อกลบเกลื่อนความกลัวที่มีอยู่ในใจ

ระหว่างทางมีแต่โค้งกับโค้งใจฉันมีแต่บอกกับตัวเองว่าให้มีสติ ถ้าเราไม่เป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของอีกสองคนแล้วใครจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้แก่กันและกันล่ะ

ทางก็เริ่มคดโค้งชันขึ้นลงเรื่อย ๆ แบบแทบไม่ต้องเหยียบคันเร่งกันเลยทีเดียว นาน ๆ ทีจริง ๆ กว่าจะมีรถสักคันผ่านมาเป็นเพื่อนให้คอยอุ่นใจ จวบจนใกล้จะถึงน่านอีกประมาณยี่สิบกว่ากิโลได้ ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

แต่ฉันไม่แน่ใจว่าคนที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นถนนฝั่งที่ฉันขับผ่านนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เพราะเท่าที่เห็นก็ไม่อาจจะพรรณนาได้ และไม่มีใครอาจรู้ได้ว่ารอดหรือไม่ นอกเสียจากกู้ภัยสองคนที่คอยยืนโบกรถให้สัญญาณที่ริมข้างทางนั้น แต่เอาเข้าจริง ๆ มันก็แทบจะไม่มีรถผ่านมาเลยนะ ไม่มีเลย นาน ๆ ทีจะมีผ่านมาทีสักคันไม่เกินนี้แน่นอน
ฉันเริ่มขับเข้าไปในระยะประชิด ฉันไม่กล้าเหลือบตาออกไปมองยังกระจกข้างตัวเองนั้น ให้ตัวเองเสียขวัญและกำลังใจ ฉันจึงได้แต่ไม่สนใจและขับรถมุ่งหน้าต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่เหลือเพียงอีกไม่กี่สิบกิโลก็จะถึงตัวจังหวัดน่าน และพวกเราก็จะรอดพ้นจากโค้งมันหันตภัยนี้แล้ว

จวบจนกระทั่งรถเคลื่อนตัวเข้าสู่จังหวัดน่านเปผ้นที่เรียบร้อย ฉันน้ำตาซึมออกมาอย่างบอกไม่ถูก ฉันเหลือใจกับเส้นทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวโค้งนั่น และคิดถึงแต่คำบอกเล่าของคุณครูท่านหนึ่งในโรงเรียนสมัยที่ฉันเรียนอยู่ชั้นม.ปลาย วิชาพระพุทธศาสนาที่มักจะมีเรื่องเล่าของจังหวัดน่านปะปนอยู่ในนั้นตลอดทั้งคาบวิชา และฉันได้รู้จักชื่อจังหวัดนี้จริง ๆ จากเรื่องเล่าของคุณครูเป็นครั้งแรก "น่าน เมืองแห่งขุนเขา" ขุนเขาจริงๆ แอบคิดถึงเรื่องการกินหมูกะทะข้ามภูเขาของคุณครูจนมาเจอเข้ากับตัวเอง ถึงรู้ว่า "ขุนจริง ๆ มันเป็นยังไง " เขาทั้งนั้น 

อยู่ ๆ น้องสาวที่นั่งเงียบมาแทบตลอดทั้งเส้นทางอยู่ ๆ ก็เอ่ยเสียงขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่เสียงนั้นเริ่มเงียบหายไปในระหว่างที่พบเจออุบัติเหตุที่ผ่านมาเมื่อไม่นาน


"พี่หมิวกับพี่ฟ้ารู้ไหมว่าหนูเจออะไร หนูไม่อยากจะพูดเลย แต่ถ้าหนูจะพูดตอนนี้หนูพูดได้เลยใช่ไหม"
แหม...นั่งเงียบมาตั้งนานพึ่งอยากจะพูด ฉันก็เลยพูดขึ้นว่า "ถ้าจะพูดก็พูดไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วถึงน่านแล้ว" น้องก็พูดขึ้นถึงเรื่องอุบัติเหตุที่พวกเราพึ่งพบเจอมา ฉันก็ตอบน้องกลับไปแกมหัวเราะว่า "กูสาดไฟสูงไปก็เจอแล้วป่ะ กูตกใจกว่ามึงอีก เพราะมึงอ่ะนั่งด้านหลัง กูนี่จัง ๆ ข้าง ๆ ฝั่งกูคนขับเลยไม่เห็นพูด" น้องมันก็หัวเราะดังขึ้นมา "ก็หนูกลัวอ่ะ" ฉันก็เลยตอบกลับไปอีกว่า "กูนี่กลัวคูณสามกว่ามึงอีก แค่ไม่อยากพูด"....(เสียงหัวเราะ) "ก็นั่นแหละที่หนูเงียบ" 

และเรื่องทุกอย่างก็ผ่านไป เรามาถึงยังที่พักในน่านและเช็คอินในเวลาสามทุ่มแล้วก็พากันออกไปหาอะไรรองท้องก่อนจะเข้านอนสู่เช้าวันใหม่ที่สดใสกว่าเดิมในจังหวัดน่าน และสุดท้ายก็คงจะหนีไม่พ้น แทน แท๊น!! "หม่าล่า" อีกแล้วคราบท่าน แลดูอีกสองชีวิตท่าจะชอบหม่าล่าน่าดู และร้านหม่าล่านี่เยอะจัง มีแทบจะทุกที่จริง ๆ เลย แต่รับรองอร่อยกว่าแถวกรุงเทพที่เราอยู่แน่นอน

เช้าของอีกวันที่พวกเราเลือกที่จะเที่ยวในตัวเมืองน่านก่อน ก่อนที่เช้าของอีกวันจะต้องออกเดินทางไปยัง 'บ่อเกลือ' & 'ปัว' และวันนั้นก็คงจะหนีไม่พ้น "วัดภูมินทร์" ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์ที่ใครใดได้มาเยือนน่านเป็นอันต้องมา 
"กระซิบรักบันลือโลก"
ฉันจำคำกระซิบไม่ได้หรอกนะ แต่ได้มาเห็นกับตามันสวยมากจริง ๆ วิถีชีวิต วัฒนธรรมการเป็นอยู่ ความน่ารักของคนน่านและจังหวัดน่าน

จังหวัดน่านเป็นจังหวัดเล็ก ๆ ที่น่าอยู่มาก ๆ เงียบสงบ รถไม่เยอะ ไม่วุ่นวาย รายล้อมด้วยธรรมชาติ ภูเขา วัดวาอารามที่ยังคงถูกอนุรักษ์ รักษา ขนบธรรมเนียมและประเพณีนี้ไว้ ไม่แปลกเลยที่ใคร ๆ จะหลงรักจังหวัดนี้ 'น่าน'

ฉันจอดรถไว้ที่ริมถนนฝั่งตรงข้ามกับวัดภูมินทร์ก่อนจะมองไปเห็นป้ายว่าให้เช่ารถจักรยาน มาเมืองอินดี้ทั้งทีก็ต้องอินดี้ ๆ ตามเมืองเขาหน่อย...เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม และพี่ที่ให้เช่ารถจักรยานก็แสนจะใจดีแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวนั่นนี่เต็มไปหมด ฉันนี่ซึ้งใจกับคนบ้านเขาจริง ๆ 

ก่อนเวลาจะเริ่มบ่ายคล้อยลงมา พวกเราต่างก็พากันตกลงกันว่าจะขอกลับไปพักผ่อนกันก่อน ก่อนที่ตอนเย็นพวกเราจะมาเดินหาอะไรกินกันรองท้องที่ถนนคนเดิน หรือที่ตรงหน้าศูนย์โอท๊อป น่าน แต่ถนนคนเดินจะมีทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ถ้าฉันฟังและจำมาไม่ผิดนะ และเขามีชื่อเรียกกันอีกอย่างว่า..."ข่วง ๆ " อะไรนี่แหละฉันก็จำไม่ได้เหมือนกัน ตามที่พี่ให้เช่ารถจักรยานคนนั้นแนะนำมา

พวกเราเดินซื้อของกินและมานั่งกินกันยังโต๊ะนั่งเล็ก ๆ ที่ทางโอท๊อปเขาจัดไว้ให้นั่งกินลมชมวิว เสพบรรยากาศเมืองน่าน น่ารักจริง ๆ เลย วัฒนธรรมบ้านเขาน่ะนะ กินไปกินมาพี่นักร้องผู้ชายคนหนึ่งประจำศูนย์โอท๊อปก็ร้องเพลง ๆ นึงขึ้นมา มันทำให้ฉันอดที่จะหยิบมือถือขึ้นมาอัดวีดีโอนี้ลงอินสตราแกรมไม่ได้...อีกสองชีวิตก็แซวกันจริง บอกว่ามีแต่เพลงที่ฉันชอบทั้งนั้นเลย แต่มาติดอยู่ที่เพลงหนึ่งเพลงงเดียวที่ฉันทุ่มใจให้ไปเต็ม ๆ เลยก็ว่าได้ที่ร้องว่า....


🎶...ได้มายืนมาเยือน ถิ่นเมืองเหนือ ช่างงามเหลือเหนือคำที่เล่าขาน ได้มาพบเจอเธอที่ริมน่าน เหมือนสายธารแห่งรักพัดพามา เธอพาฉันท่องไปในความฝัน เธอพาฉันเที่ยวเมืองที่งามตา ทำให้ฉันรักเธอ และรู้ว่าไม่ขอลาจากเมืองน่านแห่งนี้...จะกลับไปได้ยังไงเมื่อหัวใจมันอยู่ที่น่าน คิดถึงภาพเมื่อวานวันที่ฉันได้พบกับเธอ กลับไปได้ยังไงเมื่อหัวใจมันเฝ้าแต่เพ้อ คิดถึงเพียงแต่เธอ ฝากหัวใจไว้น่าน...อยากให้เธอช่วยรับหัวใจไว้ ฝากดูแลหัวใจไว้นานน่าน อยากกระซิบรักเธอเหมือนปู่ย่าม่าน ให้เป็นตำนานจะอยู่น่านกับเธอ...🎶 #ฝากหัวใจไว้น่าน

เท่านั้นแหละ เหมือนทุกอย่างหยุดหมุนเลยล่ะ ฉันชอบนะและชอบมาก ๆ เพลงนี้ทำให้ฉันหลงรักจังหวัดนี้ขึ้นมาเลยล่ะ และอีกอย่างมันทำให้ฉันลืมเรื่องของการเดินทางที่แสนจะยาวไกลคดโค้งของเมื่อคืนวานนั้นเลยล่ะ ฉันหลงรักเพลงนี้มาก ๆ จนตลอดทั้งเส้นทางฉันแอบโหลดเพลงนี้ลงมือถือและเปิดวนฟังซ้ำ ๆ ในรถจนทุกคนเอ่ยแซว...ที่แซวไม่ได้แปลว่่าฉันแอบชอบคนที่น่านนะ แต่ที่แซวเพราะฉันแอบหลงรักเพลงนี้เข้าแล้วอย่างจังยังไงล่ะ....ขอบคุณนะ 
น่านไง ตกหลุมรักเลย ^^
เรื่องเล่าของการเดินทางในจังหวัดนี้ยังมีอีกเยอะแยะมากมาย จนฉันไม่อาจจะรู้ได้ว่าถ้าหากว่าฉันหยิบยกเรื่องราวทั้งหมดมาเล่าให้จบภายในคืนนี้ ฉันคิดว่าทุกคนคงจะเบื่อ และคร้านที่จะอ่านเรื่องราวเรื่องเล่านี้ของฉัน 

ถ้าใครอ่านจนจบแล้วแอบไปค้นหาเพลง "ฝากหัวใจไว้น่าน" นั่นก็แปลว่าเราได้ส่งสารของความรู้สึกดี ๆ ที่มีนั้นถึงใครคนใดคนหนึ่งผ่านบทเพลงที่แทนคำเล่าขาน แทนความรู้สึกของเมื่อวันวาน แทนการเดินทางที่ได้้สิ้นสุดลง...

และฉันหวังว่าคุณจะชอบมัน 'ชอบฉัน' อาจจะไม่ใช่ แต่ถ้า 'ชอบน่าน' นั้นอาจจะใช่

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านจนจบบรรทัดนี้นะ
>ฝันดี<



SHARE
Written in this book
Bantuek By กูนี่แหละเขียน
คนเรามีทั้งช่วงดีและไม่ดี บางคนทุกข์ บางคนท้อ แต่อย่ารอให้มันนานจนกัดกร่อยใจ ถ้าใจยังบอกว่า 'สู้ไหว' ก็ขอให้คุณจงลุกขึ้นสู้เดินต่อไป แค่เดินต่อไป แต่นั้นจริง ๆ
Writer
Bantuek28
Bantuek28
สวัสดี สบายดีไหม? วันนี้ได้ทำอะไร พักผ่อนบ้างได้ไหม แค่หลับตา

Comments

LifeCafe
1 month ago
ขอบคุณนะคะที่ชอบเมืองน่าน...ครั้งหน้ามีโอกาสลองแวะเที่ยวเมืองปัวด้วยน๊า...((บ้านเค้าเอง))
คนเมืองน่านมาอ่านคงสุขใจที่มีคนรักเมืองน่านเพิ่มอีกคน 😘
Reply
Bantuek28
1 month ago
ไม่ได้แวะเที่ยวปัวเลยค่ะ ^^ ไว้โอกาสหน้าจะไปเที่ยวนะคะ ^_^ ขอบคุณนะคะ