จากฉัน; ถึงความอ่อนแอที่แข็งแกร่ง

สวัสดี, ตัวฉันอีกคน

กันยายนผ่านพ้นไปแล้วและเดือนแห่งความอ่อนแอในใจฉันกำลังคืบคลานเข้ามา 


ฉันเริ่มเขียนบันทึกนี้ ในบ่ายวันแรกของเดือนตุลาคม และยังไม่รู้ว่าจะเขียนจบเมื่อไหร่ อาจจะใช้เวลาทั้งวันหรือนานกว่านั้นก็ไม่อาจคาดเดา 


หรือไม่แน่ บางที.. อาจไม่มีโอกาสกดอัพเดตใดๆ เลยก็ได้ เพราะความร้าวลึกที่ก่อตัวอยู่ในเวลานี้ ทำหัวใจฉันเจ็บปวดเพียงแค่เริ่มต้นวันแรกของเดือน




ตุลาคมปีที่แล้ว คือเดือนที่ฉันเฝ้ารอจะทำเซอร์ไพร้ส์ให้เธอในวันคล้ายวันเกิด แพลนในหัวฉันมีมากมาย ไม่ว่าจะเค้ก การทำบุญ และอื่นๆ แต่แล้วก็จบลงที่ความเรียบง่าย ด้วยการเข้าครัวทำอาหารเมนูที่เธอชอบทานและฉลองด้วยกันสองคน 


ฉันมีความสุขมากกว่าเจ้าของวันเกิดเป็นร้อยเท่า แม้จะผิดหวังเล็กน้อยที่มันจบลงแบบเรียบง่ายเกินไปก็ตาม เธอไม่ชอบอะไรหวือหวา ไม่ชอบให้มันยุ่งยาก และฉันก็รักในตัวตนของเธอที่เป็นอย่างนั้น 



ยังคงรัก..เสมอมา




ขอให้ปีต่อๆ ไปยังมีกันแบบนี้อีกนะ 





ทว่าปีนี้และปีต่อๆ ไป

จะมีแค่ฉัน..

ที่เฝ้าฉลองให้เธอเพียงลำพัง..ด้วยน้ำตา








เช้านี้ ฉันตื่นขึ้นมาด้วยสภาพป่วยทั้งร่างกายและจิตใจ พิษสงของฝุ่น PM 2.5 เล่นงานฉันหนักจนหัวปักพื้น อาการภูมิแพ้ของฉันรุนแรงกว่าที่ผ่านมา โพรงจมูกฉันอักเสบ และไม่สามารถหายใจได้อย่างสะดวก 



ฟังดูเล็กน้อยสำหรับคนปกติทั่วไป แต่กับเจ้าแม่ขี้โรคอย่างฉัน กลับสาหัสกว่าเดิมเป็นสิบเท่า และมันก็ส่งผลกระทบจนร่างกายฉันฟ้องถึงความพัง..




แค่เริ่มต้นวัน..
หัวใจฉันก็เต็มได้ด้วยความผิดหวังและน้ำตาซะแล้ว




ความอ่อนล้าทั้งกายใจรุมเร้าจนฉันต้องนอนซมไปค่อนวัน การลางานตั้งแต่เริ่มต้นเดือนทำให้ฉันรู้สึกผิดหวังในตัวเองจนท้อแท้ มันน่าผิดหวังจนรู้สึกหดหู่ แต่ฉันก็ทำได้แค่นอนนิ่งๆ บนเตียงและกรอกยาสารพัดชนิดลงกระเพาะ เพื่อรักษาทุกอาการที่กำลังเป็นให้ทุเลา 




คิดอยู่เหมือนกัน
หลับไปแล้วไม่ต้องตื่นมาเลยก็คงดี...






โลกคงสมน้ำหน้าฉันน่าดู เย้ยหยันฉันให้หนำหัวใจเธอเลยสิ... ฉันคิด ในชั่วขณะหนึ่ง แต่สุดท้าย ฉันก็ยังตื่นขึ้นมาได้หลังหลับยาวไปเกือบ 6 ชั่วโมงเพราะสารพัดเม็ดยาในกำมือที่อัดเข้าไปช่วงเช้าของวัน 




ความคิดของฉันบิดเบี้ยวไม่เป็นรูป ฉันพอรู้
ไม่สิ รู้ดีเลยล่ะ แต่ห้ามอะไรมันไม่เคยได้เลย.. 






มันคอยตะโกนใส่หัวฉันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แกมันขี้แพ้ แกมันอ่อนแอ แกมันไร้ค่า แกมันคนไม่เอาไหน... และอีกสารพัดคำก่นด่าที่พร้อมจะฉีกกระชากสมองให้กระจุย เสียงหวีดแหลมก้องในหัว และภาพน่าขยะแขยงของรอยยิ้มร้ายกาจก็ชวนให้อยากอาเจียน 





ฉันห้ามตัวเองไม่ได้ การห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลกลายเป็นเรื่องยากเกินเอื้อม ราวกับว่า ยิ่งห้ามมันก็ยิ่งพรั่งพรูอาบแก้ม ความเหนื่อยล้ากัดกินหัวใจฉันทีละนิด ก้อนสะอื้นดันอยู่ในหลอดลมจนรู้สึกหายใจลำบาก โพรงจมูกถูกอัดแน่นของเหลวเหนียวหนืด



ทุกครั้งที่พิมพ์ตัวหนังสือลงในนี้ คล้ายตัวฉันกำลังใช้มีดผ่าตัดคมกริบกรีดหัวใจตัวเองทีละนิด เลือดทะลักข้น เนื้อเยื้อเปิดเปลือย หากยังไม่สาแก่ความเจ็บปวด ฉันค่อยๆ ชำแหละก้อนเนื้อเท่ากำปั้นของตัวเองให้ละเอียดเป็นเศษเล็กเศษน้อย 




ฉัน.. ช่างเลือดเย็นไม่ต่างจากเธอเลย
ไม่สิ..ตัวฉันนี่แหละ ที่เป็นปีศาจและร้ายกาจกว่าใคร





การเขียนบันทึกในนี้ นับเป็นการเปิดเปลือยความรู้สึกของฉัน ที่ไม่อาจบอกเล่าให้ใครฟังได้ในชีวิตประจำวัน ทุกคนรอบตัวหาว่าฉันบ้า หาว่าฉันคิดไปเอง หาว่าฉันเอาแต่จมจ่อมกับความเศร้า หาว่าฉันอ่อนแอและโง่เง่าเกินเยียวยา  




พวกเขาละเลยความเจ็บปวดของฉัน แต่กลับพยายามยัดเยียดความเข้มแข็งอย่างคนปกติให้




..ทั้งที่รู้ว่า ฉันไม่ปกติ.. 











ฉันอยาก ปกติ...

อยากหายจากโรคนี้

ทำไมพวกเขาถึงมองไม่เห็น.. ?







ทุกก้าวที่ฉันกำลังเดินมันยาก และยากขึ้นทุกครั้งเมื่อต้องต่อสู้กับอีกคนที่แทรกอยู่ในความคิด 



ถ้าให้เปรียบการเดินด้วยเท้าของคนปกติ ต่อให้ถนนขรุขระก็ยังมีทางให้หลบหลีกและก้าวต่อไปได้



แต่การก้าวไปข้างหน้าของฉัน เป็นการก้าวที่ใช้เรี่ยวแรงมหาศาลในผืนมหาสมุทรกว้าง ท่ามกลางผืนน้ำที่มองไม่เห็นฝั่ง ท่ามกลางลุ่มน้ำเย็นเยียบท่ามกลางการแหวกว่ายที่ใช้ทั้งแขนและขาเพื่อพยุงตัวเองให้รอดพ้นจากการถูกกลืนลงใต้ผืนน้ำ.. คุณว่ามันเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน?




บางครั้ง ฉันเหมือนคนจมน้ำที่พยายามตะกายเอาตัวรอด หลายครั้งหลายคราที่จมลงสู่ก้นนทีลึก ในวินาทีเป็นวินาทีตาย เกลียวคลื่นก็ผลักฉันให้ลอยขึ้นเหนือผืนน้ำแต่กลับไม่เคยซัดพาให้ฉันไปถึงฝั่งได้สักครั้ง ปล่อยให้ฉันเวียนว่ายอยู่กลางมหาสมุทรกว้าง ทั้งเหนื่อยหอบและหนาวเหน็บ 




ให้โกาสฉันได้หายใจชั่วขณะ
แล้วก็ดูดกลืนฉันให้จมลงสู่ก้นมหาสมุทร
อีกครั้ง อีกครั้ง...และอีกครั้ง..




ซ้ำๆ วนเวียน... ไม่รู้จบ




ฉันเหนื่อยกับการพยายามเข้มแข็ง เหนื่อยกับการแสดงออกว่าไม่เป็นไร เหนื่อยกับการพยายามพยุงตัวเองว่ายน้ำขึ้นฝั่ง เหนื่อยกับการพยายามหยุดร้องไห้ เหนื่อยกับการพยายามยิ้มเพื่อใคร... 





"อยากให้ยิ้มเยอะๆนะ"



ข้อความสุดท้ายของเธอ ก่อนเธอจะหายไปจากชีวิตของฉันตลอดกาล..



คำขอ..ที่เธอทิ้งไว้ในข้อความ คำขอที่ฉันเฝ้าทำ เฝ้าคิด เฝ้าวนเวียน เฝ้าพยายาม คำขอที่มันก้องอยู่ในหัวของฉันตลอดเวลา 



"ทำได้อยู่แล้ว..." เธอบอก 



ทว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา
ฉันพยายามแล้ว..ที่รัก แต่มันไม่เคยได้ผลเลย 



ฉันขอโทษ.. 

คือเสียงที่อยากตะโกนบอกเธอ ฉันหวังให้เธอรับรู้ว่าฉันรู้สึกแย่แค่ไหนที่ไม่สามารถทำในสิ่งที่เธอร้องขอได้.. การพยายามฉีกยิ้มในชีวิตประจำวันมันทรมานหัวใจฉันเกินทน 



ความสุขกลายเป็นเรื่องยากเกินเอื้อมสำหรับฉัน ฉันยังคงเอาแต่ร้องไห้อยู่ทุกวันคืนและยังคงเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา ฉันพยายามจะมีความสุข พยายามยิ้มให้ทุกเรื่อง หัวเราะให้ทุกปัญหา แต่ในหัวใจของฉันกลับกำลังกรีดร้องอย่างหนักและเต็มไปด้วยน้ำตา



ภาพของฉันที่สะท้อนอยู่ในกระจกช่างแสนน่าเกลียด น่าเกลียดจนแม้แต่ตัวฉันเองยังทนมองไม่ได้ 



ฉันฝืนฉีกยิ้มให้กว้างอยู่หน้ากระจก ฉีกยิ้มให้กว้างที่สุด แต่แล้วภาพคราบน้ำตาที่เปื้อนอยู่รอบแก้ม กลับฟ้องว่ามันคือ...การฝืนที่โคตรทรมาน 




ฉันจะเอาเรี่ยวแรงจากไหนมายิ้ม...
ในเมื่อพลังใจทั้งหมดโดนเธอเรียกคืนไปหมดแล้ว?




ฉันยอมแพ้ให้กับน้ำตาไปอีกหลายลิตร ทีแรกฉันคิด ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ ก็แค่อาการของคนหัวใจสลายในชั่วขณะหนึ่ง ไม่นานคงหาย ไม่นานคงดีขึ้น แต่ความจริงมันก็ย้ำชัด ว่าฉันย่ำแย่แค่ไหน 




ฉันประเมินความอ่อนแอของตัวเองต่ำไป




ความอ่อนแอในยามนี้ ไม่ใช่แค่ความอ่อนแอทั่วไป แต่มันคือความอ่อนแอที่โคตรจะแข็งแกร่ง



มันเอาชนะทุกอย่างได้โดยไม่ต้องพยายามอะไรแม้แต่น้อย ฉันกลายเป็นหนูสกปรกตัวกระจิ๊ดที่ถูกกดทับด้วยน้ำหนักของความเศร้าอันมหาศาล มันกลืนกินทุกพลังบวกที่ฉันเคยมีและคายความคิดด้านลบมาเติมใส่สมอง มันถมทับทุกความสดใสและเรียงความหม่นเศร้าไว้กองมหึมา



มันกัดกินหัวใจฉันจนเกิดช่องว่างขนาดใหญ่ ไม่รู้ว่าวิธีการที่กำลังรักษาอยู่นี้ จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ และตัวฉัน จะยอมแพ้จนอยากลาโลกนี้ไปตอนไหน... 



ไม่รู้เลย  




หนึ่งวันของฉันหมดไปกับการจมอยู่บนที่นอนและดำดิ่งไปในก้นบึ้งของความปวดร้าวทั้งปวง ราวกับกำลังกลืนกินความปวดปร่าเป็นอาหาร ความหนักอึ้งทั้งมวลพาให้ฉันทำได้แค่นอนกอดตัวเองและจมไปกับกองน้ำตา รวมถึงฟังเสียงก่นด่าตัวเองในสมองวนไปจนกว่าจะหลับไปอีกรอบ




.
.




ฉันใช้เวลาเขียนบันทึกสั้นๆ นี้ถึง 2 วัน

และใช่... ฉันยังไม่ตาย โลกนี้ยังมีฉัน 

น่าเสียดายที่โลกยังคงต้องเจียดพื้นที่ให้คนอย่างฉันได้ซุกหัวต่อไปอีกสักระยะ



และภาพวาดใบหน้าฉันที่เธอเคยให้เป็นของขวัญยังคงแขวนอยู่ที่เดิม ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง มันจะถูกตั้งไว้หน้าโลงศพของฉันเมื่อจากไปอย่างแน่นอน




 


จากฉัน,ถึงฉันอีกคน
และเจ้าตัวอ่อนแอที่โคตรแข็งแกร่ง

#บันทึกซึมเศร้า 






SHARE
Writer
Peekthum
เสพโศกแทรกเศร้า
ติดปีกให้ตัวอักษร กอดเศษหัวใจที่แตกสลาย ปล่อยปีศาจร้ายให้โบยบินในฝัน

Comments