ปาฏิหารจริงๆ ครับ ร้านชำของคุณนามิยะ
รีวิวหนังสือ "ปาฎิหารร้านชำของคุณนามิยะ" 
จากกระแสอันโด่งดังในวงการนักอ่านปกติแล้วผมแทบไม่อ่านนิยายเลย แต่เห็นจากการตั้งใจรีวิวและคอมเมนท์ที่ทุกคนต่างพากันชื่นชมหนังสือเล่มนี้ คงมีหลายคนรีวิวแล้วแต่ผมก็อยากรีวิวบ้างด้วยความรู้สึกที่ "อิ่มเอมใจ" จากตอนแรกคิดว่าจะเป็นนิยายแฟนตาซีทั่วๆไป แต่พออ่านจบกับรู้สึกสุขใจ และยิ้มออกมาแบบไม่รู้ตัว 
พระเจ้าเป็นเพียงผู้ให้คำถาม มนุษย์มีหน้าที่หาคำตอบ" พระเจ้าเป็นเพียงผู้ให้คำถาม มนุษย์มีหน้าที่หาคำตอบ " ประโยคนี้ผมพึ่งติดหูมาจากซีรี่เกาหลีเรื่อง "ก๊อบลิน" ณ ตอนนั้นผมก็ยังไม่เข้าใจประโยคนี้เท่าไหร่นักแต่หนังสือเล่มนี้ขยายความประโยคนี้ได้อย่างชัดเจนมาก พระเจ้าไม่ได้มีหน้ากำหนดชะตามนุษย์หรอกเพียงแค่โยนคำถามให้มนุษย์จะตอบอย่างไรนั้นคือหน้าที่ของมนุษย์ มันลึกซึ้งกินใจจนรับมวลอารมณ์ทั้งหลายไม่ไหว หนังสือเล่มนี้จำนวน 506 หน้า อาจจะบอกได้ว่า "นี่คือการอ่านหนังสือได้เยอะที่สุดในชีวิตแล้วครับ" ใครจะคิดว่าคนขี้เกียจอ่านหนังสือแบบผมจะอ่านนิยายที่มีความหนาของเล่มได้ขนาดนี้ เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงการลาพักร้อนผมจึงมีเวลา อ่านวันละประมาณ 2 ชั่วโมงต่อวัน ใช้เวลา 3 วันในการอ่าน สถานที่อ่านหนังสือของผมคือ สวนโมกข์ฯ กรุงเทพฯ สัปปายะสถานที่ทำให้ใจเราสงบได้มีลมพัดเย็นมีเสียงน้ำไหลเหมาะกับการอ่านหนังสือได้เป็นอย่างดี หนังสือเล่มนี้ส่งมวลอารมณ์มาหาผมหลายรูปแบบมาก บางครั้งผมหัวเราะ บางครั้งผมกัดฟัน บางครั้งกลับเศร้า(แต่ไม่มีน้ำตานะ) บางครั้งกลับมีความสุขไปกับตัวละคร เขียนมาขนาดนี้ยังไม่ได้เล่าเรื่องย่อเลย ขอบอกความรู้สึกก่อนละกันเนอะเราไม่ใช่นักรีวิวหนังสืออาชีพแค่อ่านแล้วสนุกอยากมาบอกต่อ หนังสือเล่มนี้ช่วยผมไว้หลายอย่างเลยลืมบอกไปที่ผมลาพักร้อนเพราะตอนนี้ผมป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหนักมาก คุณหมอบอกว่าสารเคมีในสองทำงานผิดปกติให้หยุดงานอย่างน้อย 3 วัน ถ้ายังอยากมีใช้ชีวิตได้แบบคนปกติ หลังจากเคียร์โปรเจคใหญ่จบผมก็รีบขอหัวหน้าลาพักร้อนถึงแม้ในใจก็รู้ว่าช่วงนี้ Covid-19 กำลังระบาด งานที่แผนกก็มีเรื่องที่ต้องทำอีกเยอะเลย แต่ถ้าฝืนทำต่อไปงานผมยิ่งทำมันก็ยิ่งจะทำให้งานแย่กว่าเดิม พี่นักจิตวิทยาที่ผมไปขอคำปรึกษาบอกให้ผมออกไปสร้างความสัมธ์ดีดีกับคนรอบตัว และทำความรู้จักกับคนใหม่ ๆ เพื่อให้รู้สึกว่าโลกนี้กว้างขึ้นและไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยว ให้ผมทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ หนึ่งในนั้นคือการอ่านนิยายนี่แหละครับ สรุปแล้วร้านชำของนามิยะมีปาฏิหารจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่แค่ให้คำปรึกษากับคนที่ไปหย่อนจดหมายแต่ตอนนี้ร้านชำของคุณนามิยะ ได้ให้คำปรึกษากับผมด้วย ขอขอบพระคุณร้านชำนามิยะแห่งนี้มากๆ เลยครับ 
เรื่องย่อสั้นๆ คือ หัวขโมยสามคนกำลังจะไปขโมยของแต่หลงเข้าไปในร้านชำเก่าๆและมีจดหมายขอคำปรึกษาจากอดีตส่งมา ทั้งสามคนจึงตอบจดหมายและช่วยแก้ปัญหาให้กับตัวละครหลายคนเลย และตัวละครแต่ละตัวมีความเกี่ยวข้องกันเวียนมาบรรจบพบกันได้อย่างสวยงามจริงๆ ผมสนุกตั้งแต่อ่านบทแรก "คำตอบจากกล่องนม" ชอบประโยคที่ว่า พวกเราแค่โจรกระจอกหากินไปวันๆ จะมีปัญญาไปให้คำปรึกษาใครได้วะ แต่สุดท้ายความที่หัวขโมยเหล่านั้นไม่ใช่คนจิตใจโหดร้ายหรือใจดำเกินกว่าที่ผนเห็นความทุกข์ของคนที่เขียนมาขอคำปรึกษา พวกเขาทั้งสามตั้งใจตอบจดหมายของคนที่มีปัญหาความทุกข์ที่ไม่มีทางออก ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ผมอ่านไปยิ้มไปและจดหมายที่เขียนมาไม่มีใครลงชื่อจริงซักคน ขอบคุณทุกเรื่องราวที่เขียนมาปรึกษาร้านชำของคุณนามิยะนะครับ ความจริงแล้วคุณตาแกชื่อ นายะมิ ต่างหากล่ะ (นามิยะ ภาษาญี่ปุ่นแปลว่าปัญหากลุ้มใจ) คุณตาเลยเปิดกล่องรับคำปรึกษาจากคนที่มีปัญหา ถึงแม้ตอนแรกๆจะมีเด็กที่เขียนเล่นๆมาว่า อยากสอบได้ที่หนึ่งแต่ไม่อยากเรียน แต่คุณตาก็ตอบแบบติดตลกว่างั้นก็ให้ครูออกข้อสอบเกี่ยวกับตัวหนูสิ หนูรู้จักตัวเองมากที่สุดยังไงหนูก้สอบได้ที่หนึ่ง จนถึงหลังมีปัญหาที่มันเครียดจริงๆ คุณตาก็ตั้งใจตอบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิตและจากไปอย่างสงบแถมยังทิ้งพินัยกรรมให้ลูกหลานสืบต่อกันมายาวนานถึง30ปี อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปอ่านเลย ขอบคุณ คุณกระต่ายในดวงจันทร์,คุณนักดนตรีร้านขายปลา,คุณลูกสุนัขที่หลงทาง จดหมายของพวกคุณและการให้คำปรึกษาของทั้งสามคนทำให้ผมมีความสุขจริง ๆ สุดท้ายนี้อยากจะบอกว่านิยายเล่มนี้สนุกมาก อยากให้เพื่อนๆ ลองหามาอ่านดูจำนวน 506 หน้า ราคา 295 บาท ผมว่ามันคุ้มค่าทั้งเงินและเวลาที่คุณเสียไปสิ่งที่คุณได้กลับมามันความสุขและอิ่มเอมใจแบบที่ผมบรรยายให้พวกคุณไม่หมด จะบอกว่าผมอวยไส้แตกแหกไส้ฉีก อันนี้ก็ยอมรับเลย อย่าลืมไปหามาอ่านนะครับ 
SHARE
Writer
p_pongsiri
writer
ในชีวิตเราเต็มไปด้วยเหตุการณ์สุข ทุกข์ เต็มไปหมด ตราบใดที่เรายังไม่เล่าเรื่องให้ตัวเองฟัง สิ่งนั้นจะเป็นเรื่องร้ายหรือเป็นความทุกข์ แต่เมื่อเราเริ่มเล่าเรื่องให้ตัวเองฟังเมื่อไหร่ความทุกข์จะเปลี่ยนสภาพตัวเองกลายเป็น "ความหมายของชีวิต"

Comments