Deep Listening
        ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของคนในยุคสมัยเพิ่มมากขึ้น ทำให้การสื่อสารกับผู้คนนั้นเป็นไปได้อย่างงายดาย ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยผ่านFacebook, Line, Instagram เป็นต้น ทำให้การสื่อสารนั้นเป็นไปได้รวดเร็วและดียิ่งขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันครับว่า ความรวดเร็วเหล่านั้นส่งผลถึงการดำเนินชีวิตของคนเรา ที่ทำให้การสื่อสารในชีวิตจริงๆรวดเร็วตามไปด้วย ทำให้ผู้คนต่างรีบด่วนสรุปความจากสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน โดยเพียงแค่ไม่กี่ประโยค หรือการที่เขาคนนั้น (ผู้พูด)ระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจออกมา แต่คุณกลับฟังเพียงแค่ตอบโต้ หรือไม่ได้ฟังจากใจจริงๆ ทำให้เขารู้สึกว่า ทำไมไม่มีคนเข้าใจเราเลย

 การได้ยินกับการฟัง
        การได้ยิน ก็คือการได้ยินทั่วๆไป เสียงไหนดังขึ้นก็ได้ยินเข้ามา ใครจะพูดอะไร ใครเปิดเพลงดนตรีอะไร ก็แค่ได้ยินเฉยๆ ส่วนการฟัง คือการได้ยินสิ่งต่างๆและนำมาคิดต่อ นำมาทบทวนต่อโดยใช้ตรรกะ และเหตุผล แต่สิ่งที่มากกว่าการได้ยินและการฟังคือ “การฟังด้วยหัวใจ”

การฟังด้วยหัวใจ 
        การฟังด้วยหัวใจ หรือ Deep listening คือการฟังโดยไม่ใช้เหตุผลฟัง แต่ฟังโดยใช้ใจฟัง เพราะหากคุณเป็นคนรับฟังปัญหาอยู่ และพบว่าสิ่งที่เขาทำ มันไม่มีเหตุผลเลย ทำไมต้องทำแบบนั้นทำไมไม่ทำแบบนี้ แล้วถ้าหากเราเผลอพูดออกไป มันจะทำให้การพูดคุยจบลงทันทีครับ เพราะคุณไม่สามารถรู้ได้ 100% ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง เขาต้องพบเจอกับอะไรต่างๆแล้วทำไมเขาถึงทำเช่นนั้น         
   แต่หากคุณใช้ใจฟังคุณจะไม่ไปตัดสิน และบอกเขาว่าคุณต้องทำแบบนี้นะ ลองทำแบบนี้สิมันดีนะ เพราะคุณจะแค่รับฟังเขา และให้เขาได้ระบายความรู้สึกที่มันอัดอั้นในจิตใจเขาออกมา ทำไมต้องฟังด้วยหัวใจ 
        เพราะถ้าหากมีคนมาขอคำปรึกษาจากคุณ คุณจะตีความหมายไปว่า เรากำลังเป็นที่ปรึกษาให้เขาอยู่ และคุณก็จะฟังเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาในรูปแบบของตัวคุณ และบอกเขาออกไป ซึ่งสิ่งที่คุณบอกไปนั้น มันอาจจะเป็นสิ่งที่เขารู้อยู่แล้วก็ได้ว่าเขาควรต้องทำยังไง แต่สิ่งที่เขาต้องการที่สุดในเวลานี้คือ “ผู้ที่ฟังปัญหาของเขา โดยไม่ตัดสิน หรือบอกว่าให้เขาทำแบบนั้น แบบนี้”

สิ่งที่ดีที่สุด คือการไม่ทำอะไรเลย 
        ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าคุณแค่รับฟัง ฟังๆๆอย่างเดียว แต่สิ่งที่คุณต้องทำคือ การคอยถามคำถามครับ ถามเพื่อให้เขาได้ตอบได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจเขาออกมาแค่นั้น เพราะโดยปกติมนุษย์เรานั้นเมื่อพบเจอกับปัญหาต่างๆ ก็จะหาทางออกที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเราเองอยู่แล้วครับ คงไม่มีใคร หาทางออกแค่ลวกๆใช่ไหมครับ


แล้วตอนไหนเราถึงจะรู้ว่าเวลานี้ควรแค่รับฟัง เวลานี้ควรให้คำแนะนำ
        ในเรื่องนี้เราต้องแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันก่อนครับ 1. เวลาที่ควรรับฟัง คือเวลาที่เขา เข้ามาหาคุณที่มาพร้อมกับความรู้สึกที่อัดอั้นในจิตใจ แต่ไม่สามารถบอกใครได้ และจะมาพร้อมกับแววตา น้ำเสียง และความรู้สึก ที่แค่ต้องการผู้ฟังหรือการที่เขาเข้ามาแล้วบอกคุณว่า “ช่วยฟังผมหน่อยครับ ผมอยากระบายสิ่งที่อยู่ในใจครับ” 2. เวลาที่ควรให้คำแนะนำ คือเวลาที่เขาเข้ามาจะมาพร้อมกับความใคร่รู้ สงสัย และต้องการหาคำตอบ หรือเขาเข้ามาแล้วบอกว่า “คุณครับ ผมมีเรื่องอยากปรึกษาครับ” และรับรู้ได้จาก การพูดคุยสักไปสัก 4-5 ประโยคแรกครับ และคุณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่เขาอยากได้คนให้คำปรึกษาครับ แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าเขาจะเข้ามาโดยปรึกษา หรือเพื่อแค่อยากระบาย ก็ตาม คุณควรที่จะตั้งใจฟัง ฟังด้วยหัวใจในขณะที่เขากำลังบอก กำลังระบายกับเราอยู่ ส่วนคำปรึกษาค่อยให้หลังจากนั้นก็ได้ครับ

สติ 
        สติคือ สิ่งสำคัญสำหรับการใช้ใจฟังครับ เพราะถ้าคุณไม่มีสติในการใช้ใจฟัง คุณจะเปลี่ยนจากการใช้ใจฟัง เป็นการได้ยินแทนครับ เพราะการใช้ใจฟังจะต้องมีสติควบคู่กันไป เหมือนกับคุณกินน้ำพริกก็จะต้องมีผักเคียงครับ แต่การได้ยินคุณแค่ได้ยินเฉยๆโดยไม่ได้ใช้ใจฟังครับ


ยิ่งให้ยิ่งได้รับ 
        ผลที่ได้จากการใช้ใจฟัง คือคุณจะได้ความอดทนกลับมา เพราะการใช้ใจฟังคุณจะต้องอดทน และให้เวลากับเขา บางครั้งอายนานเป็นชั่วโมง ตัวเองมีคุณค่าเมื่อคุณได้รับฟังใครแล้ว และเขามีความรู้สึกที่ดีขึ้น จนถึงบางครั้งเราอาจช่วยเขาจากการฆ่าตัวตายโดยที่เราแค่ใช้ใจฟังเท่านั้นเองครับ ได้ความสัมพันธ์ครับ เพราะหลังจากการฟังครั้งนั้นจบ ก็จะมีความสัมพันธ์ที่ดีเกิดขึ้นด้วยครับ
ถึงเพื่อน ถึงเพื่อนมนุษย์

ฉันรู้ว่าคุณทุกข์ระทมมาก

ฉันยังไม่เข้าใจว่าคุณลำบากและทุกข์ระทมแค่ไหน

ฉันไม่ได้ทำให้คุณต้องทุกข์ระทมมากขึ้น

แต่ตรงกันข้ามต่างหาก

ดังนั้นโปรดบอกฉัน ถึงสิ่งที่คุณกำลังทุกข์ระทมและความยากลำบากของคุณ

Thich Nhat Hanh   
SHARE
Writer
L-Mon
Student
Nothing, isn't mean "Nothing"

Comments

BBBUN
5 days ago
ดีมากๆเลยคุณ
Reply
L-Mon
3 days ago
ขอบคุณครับ
nutnokdoanjj
5 days ago
deep listen ชอบบทความนี้ครับ
Reply
L-Mon
3 days ago
ขอบคุณครับ
Ka_jaja
4 days ago
เกิดมา อายุจะ 30 แล้วคะ ยังไม่เคยเจอคนที่จะใช้ใจฟังเราเลยสักคน แม้แต่จิตแพทย์ ที่เราคิดว่าเค้าคือคนที่จะช่วยให้เราดีขึ้นจากอาการซึมเศร้า หรือเราเอง ที่ร้องขอและคาดหวังมากเกินไป ที่จะเจอคนที่ใช้ใจฟัง
Reply
L-Mon
3 days ago
ทุกคนมักคาดหวังจากบางสิ่งบางอย่างเสมอครับ แต่ถ้าเราคาดหวังน้อยลง เราจะผิดหวังน้อยลงด้วยครับ และผมรู้สึกขอบคุณมากครับ ที่เข้ามาอ่านบทความนี้
bluemooooood
14 hours ago
ขอบคุณมากนะคะ :-) 
Reply