4 เหตุผลที่ควรเน้นพัฒนาจุดแข็งมากกว่าจุดอ่อน
คนที่ประสบความสำเร็จใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพัฒนาจุดแข็ง เขารู้ตัวว่าเขาถนัดอะไร ชอบอะไร แล้วเขาใช้เวลาเรียนรู้ ปรับปรุง จนสำเร็จ แต่ยังมีหลายคนที่พยายามทำตัวเองให้เพอร์เฟค คือ ให้เก่งรอบด้าน เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นจุดอ่อนก็ใช้เวลาที่มีไปปรับปรุง แก้ไขสิ่งนั้น จนลืมพัฒนาจุดแข็งให้แกร่งขึ้น

มีบางองค์กรส่งบุคลากรไปอบรมในสิ่งที่เขาไม่ถนัด บางหน่วยงานก็มีการปรับโครงสร้างภาระงานโดยที่ไม่รู้แน่ชัดว่า ใครเหมาะกับงานอะไร ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ คนที่ทำงานในสิ่งที่ไม่ชอบ กลายเป็นคนที่ไม่มีความสุขในการทำงาน เพราะต้องฝืนทำในสิ่งที่ไม่ถนัด

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ คนๆ นั้นไม่รู้ว่า ตัวเองถนัดอะไร ชอบอะไร จึงไม่มั่นใจว่าจะทำงานได้ดีไหม สมัครงานไปโดยที่ไม่รู้ว่าเหมาะกับเขาหรือไม่ เมื่อเริ่มทำงานนานไป รู้แล้วว่าไม่ใช่ ก็ไม่มีใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่สนใจจะพัฒนางาน ดังนั้น การเลือกทำในสิ่งที่เราชอบและถนัด จึงเป็นทางลัดที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราพัฒนาไปได้ไกล และ 4 เหตุผลนี้จะมาอธิบายว่าทำไมเราควรเน้นพัฒนาจุดแข็งมากกว่าจุดอ่อน


1. ยิ่งพัฒนาจุดแข็ง ยิ่งไปได้ไกล
ถ้าเรารู้ว่าเรามีจุดแข็งในเรื่องอะไร และพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จะช่วยให้เราทำงานนั้นได้ดียิ่งขึ้น เพราะทุกทักษะจะกลายเป็นความชำนาญได้นั้น ต้องอาศัยการฝึกฝน ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง

มีงานวิจัยจาก GALLUP (บริษัทให้คำปรึกษาด้านการวิเคราะห์และการจัดการกับองค์กรทั่วโลก) พบว่า การสร้างจุดแข็งของพนักงานเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการพยายามปรับปรุงจุดอ่อน เมื่อพนักงานรู้และใช้จุดแข็ง พวกเขามีส่วนร่วมในองค์กรมากขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น และมีโอกาสน้อยที่จะออกจากบริษัท

ถ้าเราได้นำจุดแข็งของตัวเองมาใช้ในการทำงานบ่อยๆ เช่น เป็นคนชอบวิเคราะห์ และองค์กรก็ส่งเสริมให้พัฒนาจุดแข็งด้านนั้น โดยให้ทำงานและเข้าอบรมเพื่อเพิ่มทักษะด้านการวิเคราะห์ ยิ่งจะทำให้มีพลังในการทำงาน และยอมรับในความท้าทายในงานนั้น 

ความเป็นมืออาชีพจึงเกิดจากการที่เราทำสิ่งที่เราถนัด และเมื่อเราถนัดอะไร เราก็สนใจที่จะพัฒนางานด้านนั้น สร้างผลงานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จนก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เมื่อองค์กรสนับสนุนในการพัฒนาจุดแข็งของเขา เท่ากับให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาสนใจ เขาจะยิ่งรู้สึกว่า เขาได้ทำงานในที่ที่ใช่ โอกาสที่เขาจะทำงานที่นั่นไปจนเกษียณก็มีความเป็นไปได้สูง


2. จุดอ่อน ปรับได้แค่พอผ่าน
ถ้าเราได้ทำงานในสิ่งที่เราไม่ชอบ ต่อให้พยายามปรับปรุงแค่ไหนก็ทำได้แค่พอผ่าน เช่น คนที่ชอบทำงานเบื้องหลัง ถ้าต้องปรับปรุงเรื่องการแสดงออกในที่สาธารณะก็ไม่สามารถปรับการพูดนำเสนอให้เป็นธรรมชาติได้ดีเท่าคนที่รักการสื่อสาร

มีงานวิจัยของ K. Anders Ericsson ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาได้แสดงให้เห็นว่า “เมื่อถึงเวลาต้องเลือกเส้นทางชีวิต คุณควรทำในสิ่งที่คุณรัก – เพราะถ้าคุณไม่ได้รัก คุณก็จะไม่เชื่อว่าจะสามารถทำงานที่ยากให้ดีได้ คนส่วนใหญ่ไม่ชอบทำสิ่งที่พวกเขาทำได้ไม่ดี”

เพราะทุกงานมีความท้าทายที่แตกต่างกัน บางงานต้องอาศัยความอดทนทำอย่างสม่ำเสมอ บางงานต้องกล้าเผชิญหน้ากับผู้คนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และบางงานต้องเจอความกดดัน 

ดังนั้น เราจึงควรเลือกงานที่เราสามารถรับความท้าทายนั้นได้ เช่น คนที่มีจุดแข็งด้านการต้อนรับ จะสามารถต้อนรับ พูดคุยกับลูกค้า มีไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ถ้าจะให้คนที่ชอบทำงานด้านวิเคราะห์มาดูแลลูกค้าแทน เขาก็ไม่สามารถดูแลลูกค้าได้ดีเท่าคนที่มีจุดแข็งด้านการต้อนรับ ถ้าจะปรับปรุงก็สามารถทำได้ แต่ทำได้ไม่เด่น และเป็นการฝืนธรรมชาติของเขา


3. ยิ่งโฟกัสจุดอ่อน จุดอ่อนยิ่งขยายตัว
ถ้าเรามีข้อเสียข้อไหนที่ต้องการปรับปรุง เช่น ถ้าเราเป็นคนชอบเก็บตัว (Introvert) แล้วเราไม่ยอมรับในสิ่งที่เราเป็น เรามองว่าตัวเองแปลกแยกจากเพื่อนร่วมงาน แต่ลืมจุดเด่นของคนที่มีลักษณะเช่นนี้ไป เช่น มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นผู้ฟังที่ดี ลืมจุดดี แต่มองจุดด้อย ทำให้เรายิ่งเก็บตัวกว่าเดิม

คุณขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร นักจิตวิทยาพัฒนาสมองได้อธิบายเรื่องของกฎแรงดึงดูดไว้ว่า 
“สมองจะมองเห็นเฉพาะในสิ่งที่เรามองหา 
ระบบ RAS (Reticular Activating System)  
จะทำหน้าที่กรองเฉพาะสิ่งที่สำคัญมาให้เรารับรู้ 
ถ้าเรายังตั้งโจทย์ไม่ชัดว่าจริงๆ แล้วต้องการอะไร 
สมองจะตัดสิ่งเหล่านั้นและมองข้ามมันไปตลอด”  

อย่างในกรณีของคนชอบเก็บตัว ถ้าเราเปลี่ยนโฟกัสไปสนใจที่จุดเด่นของเราแทน เช่น เอาเวลาไปพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ หาไอเดียใหม่ๆ หรือฝึกเป็นผู้ฟัง ช่างสังเกตมากขึ้น ก็ทำให้เราเปิดใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ทำความรู้จักผู้คนมากขึ้น เพราะการฟังต้องมีปฏิสัมพันธ์ ไอเดียดีๆ อาจจะมาจากการสอบถามความคิดเห็นที่แตกต่าง เมื่อเราโฟกัสที่จะพัฒนาในจุดเด่น เราก็จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้น จนลืมใส่ใจไปว่าตัวเองเป็นคนเก็บตัว

ขุนเขาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า 
“สาเหตุที่เราได้ในสิ่งที่เราไม่ต้องการ 
เพราะว่าลึกๆ แล้วเรายังคิดถึงสิ่งนั้นมากกว่าสิ่งที่เราต้องการ 
สมองจะมี Negative Salience (ลบ เด่น) 
แปลว่า สมองไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่เราคิดถึงจะเป็นบวกหรือลบ 
มันสนแค่ว่าถ้ามันลบมากๆ 
มันจะยิ่งจำสิ่งนั้นดีและมันจะยิ่งนำพาสิ่งนั้นมาให้เราเห็น 

สำหรับเรื่องไหนที่เป็นเรื่องลบ ที่เราบอกสมองว่าเราเกลียดสิ่งนั้นมาก 
สมองจะบอกว่าสิ่งนั้นสำคัญที่สุด สำคัญกว่าสิ่งที่เรารักอีก 
เพราะสมองเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอันตรายกับเรา 
แล้วเราต้องหนี หรือหลีกเลี่ยง 

ในเรื่องของกฎแรงดึงดูด ถ้าเรายังได้ในสิ่งที่เราไม่ต้องการ 
เราต้องเคลียร์ในจิตใต้สำนึกของเราก่อนว่า 
เราชอบ เราไม่ชอบอะไร” 

คุณขุนเขาได้ยกตัวอย่างเรื่องหนี้ว่า ถ้าเราเป็นหนี้แล้วเรามองว่า เราไม่ชอบเรื่องเงิน เพราะเงินทำให้เราเป็นหนี้ ยิ่งทำให้เราเคลียร์หนี้ได้ยาก แต่ถ้าเราเคลียร์ใจแล้วว่า เราไม่ได้ไม่ชอบเงินนะ เงินทำประโยชน์ให้สังคมได้ โอกาสที่จะเคลียร์หนี้ได้เร็วก็มีมากขึ้นด้วย เพราะเมื่อใจเคลียร์ ร่างกายก็พร้อมที่จะลงมือทำเพื่อหาทางเพิ่มเงินให้มากขึ้น

ดังนั้น ถ้าเรามีจุดอ่อนเรื่องอะไร ก็ไม่ควรไปคิดถึง หรือโฟกัสเรื่องนั้นมากจนเกินไป เอาเวลาไปพัฒนาจุดแข็งแทน จะทำให้จุดอ่อนที่เรามีค่อยๆ น้อยลงไปเรื่อยๆ จนไม่กระทบกับการใช้ชีวิต และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะเราเลิกให้ความสำคัญ และเราไม่มีเวลาไปทำให้จุดอ่อนยิ่งแย่ลง ซึ่งถ้าเปรียบกับการออกกำลังกาย ก็เท่ากับเราเลือกออกกำลังกายในส่วนที่เราต้องการให้มีกล้ามเนื้อแข็งแรง ในส่วนที่เราไม่เน้น ร่างกายส่วนนั้นก็จะค่อยๆ ลีบแบนไปในที่สุด


4. ทำในสิ่งที่รักและถนัด จะมีความสุขมากกว่า
เวลาที่เราได้ทำในสิ่งที่รัก เราจะสามารถทำได้นานจนลืมเวลา แม้มีความรู้ใหม่ๆ ที่เรายังไม่รู้ ก็สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนา และถ้าเจอกับความท้าทายก็รู้สึกสนุกไปกับมัน เพราะไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหาหรืออุปสรรค แต่มองว่าเป็นความท้าทายที่ต้องผ่านมันไปให้ได้

การศึกษาของ GALLUP แสดงให้เห็นว่า การใช้จุดแข็งนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น ความกังวล ความเครียด ความเศร้า และความเจ็บปวดทางร่างกายมีน้อยลง ชาวอเมริกันมากกว่าครึ่งหนึ่ง (คือ 52%) ที่ใช้จุดแข็งของพวกเขาเป็นเวลา 3 ชั่วโมงต่อวันหรือน้อยกว่านั้นมีความเครียด แต่สิ่งนี้ลดลงถึง 36% สำหรับผู้ที่ใช้จุดแข็งของพวกเขา 10 ชั่วโมงต่อวันหรือมากกว่านั้น

นอกจากนั้นเมื่อพวกเขาใช้จุดแข็ง ยิ่งเพิ่มอารมณ์ด้านบวก มีพลังงานเหลือเฟือ รู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข ยิ้ม หรือหัวเราะมากขึ้น สนใจเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองมากขึ้นด้วย ชาวอเมริกันรายงานว่า เมื่อได้ใช้จุดแข็งบ่อยครั้งในแต่ละวัน พวกเขามีพลังงานมากขึ้น ผู้ที่ใช้จุดแข็ง 10 ชั่วโมงต่อวันหรือมากกว่านั้น มีแนวโน้มที่พวกเขาจะมีพลังงานเพียงพอที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าผู้ที่ใช้จุดแข็งเพียง 3 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น

การใช้จุดแข็งไม่ได้หมายถึงแค่การทำงานอย่างเดียว แต่หมายถึง การได้ทำงานอดิเรก งานพิเศษ หรือใช้ชีวิตประจำวัน ที่ได้พัฒนาจุดแข็งให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่ชอบเราจะสนุกกับมัน บางคนจึงสามารถทำงานทุกวัน และยังมองว่าไม่ได้มาทำงานอีกด้วย


ดังนั้น สิ่งที่ควรเริ่มต้นก่อนสิ่งอื่น คือ กลับมาสำรวจตัวเองว่า เรามีจุดแข็งด้านใด เพื่อที่จะได้ใช้ศักยภาพที่มีไปกับการทำงานให้มากขึ้นกว่าเดิม 

ถ้าเรายังไม่รู้แน่ชัดว่าเราถนัดหรือมีจุดแข็งอะไร ลองเขียนไดอารี่บันทึกสิ่งที่เราเจอในแต่ละวัน ว่าเรารู้สึกสนุก มีความสุข ตอนที่เราทำงานแบบไหน เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าชมเราในเรื่องใด บันทึกรวบรวมไว้ เราจะเริ่มสังเกตตัวเอง และรู้จักตัวเองได้ดีขึ้น และเมื่อเรารู้แน่ชัดแล้วว่าเราถนัดอะไร เราจะรู้สึกเคลียร์ใจว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่รักอยู่หรือไม่ หรือว่าต้องเลือกทำอะไรที่มันใช่สำหรับเรา

แต่สำหรับใครที่ต้องการทราบจุดแข็งของตัวเองให้เร็วขึ้น ลองอ่านหนังสือเรื่อง “เจาะจุดแข็ง” ผู้แต่งคือ บัคกิ้งแฮม, มาร์คัส ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะให้รหัสสำหรับทำแบบทดสอบออนไลน์ เพื่อประเมินจุดแข็งของคุณ 5 ด้าน และจะมีข้อแนะนำในการพัฒนาจุดแข็งให้ดีขึ้น ทำให้รู้จักและเข้าใจตนเองมากขึ้น นำไปสู่การเจอเป้าหมายชีวิต และนอกจากนี้ยังทำให้เราเข้าใจ ยอมรับในความแตกต่างจากจุดแข็งทั้ง 34 ด้าน และมองเห็นด้านบวกของผู้อื่นได้ดีขึ้น

แม้ว่าตอนนี้ เราอาจจะไม่แน่ใจว่า เราได้ทำงานที่ใช่แล้วหรือยัง ลองมองหาข้อดี จุดเด่นที่มีในตัว แล้วฝึกฝนเรียนรู้จากงานที่ทำ การพัฒนาในสิ่งที่เราถนัดจะเป็นบันไดต่อยอดไปเจองานที่ใช่ในอนาคต แต่สำหรับใครที่ได้ตัดสินใจก้าวออกมาจาก Comfort Zone เพื่อไปทำในสิ่งที่รัก หรือเปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนสถานที่ทำงาน ขอให้มั่นใจว่า ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก หรืองานใหม่ที่เรายังไม่รู้จักดี เราได้ใช้ทักษะความถนัดที่มี ก็แสดงว่าเรามาถูกทางแล้วล่ะ


อ้างอิง:
- https://news.gallup.com/businessjournal/167462/employees-strengths-company-stronger.aspx
- https://en.wikipedia.org/wiki/Gallup_(company)
- https://www.thebalancecareers.com/help-develop-employee-strengths-not-weaknesses-1918672
- https://en.wikipedia.org/wiki/K._Anders_Ericsson
- https://youtu.be/Fwe05coc4Xc

Writer: takuma ^ ^
Cr: photo from app Canva
=========
คัดลอกบทความมาจาก www.cheer-up.lnwshop.com/article
สนใจอ่านบทความพร้อมภาพประกอบได้จากเว็บนั้นนะคะ
แต่จะทะยอยลงใน storylog เพื่อความสะดวกอีกทางหนึ่งค่า
SHARE
Written in this book
Start your new life by Diary
ไดอารี่ช่วยให้ชีวิตสุขสำเร็จได้อย่างไร ไปแลกัน!
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments