คุณทองคำ 1949-2019
เราเคยพูดถึงคุณทองคำในฐานะ ‘ยาย’ 
ไปหลายตอนที่แล้ว

ช่วงเดือนนี้ เดือนที่สามแห่งปีที่ 22 ของชีวิตเรา 
เราใช้เวลาเขียนตอนนี้ออกมาถึงสองเดือน
เราพยายามจะเขียนตอนนี้ออกมาเพราะกลัวจะลืม 
และมันคือสิ่งที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต
นับตั้งแต่ที่ชีวิตได้รู้จักการจดบันทึกความทรงจำ

เพราะการที่ได้รับรู้ว่าคุณทองคำจะไม่อยู่ให้เราเห็น ได้คุย ได้วิดีโอคอลคุยกันแล้วมันเหมือนอะไรมันหายไป

อะไรที่ระบุไม่ได้ว่ามันคืออะไร 
แต่รู้ว่าเราจะเสียสิ่งนั้นไปตลอดกาลแล้ว

สิ่งที่จะเล่าต่อจากนี้ คือชีวิตของคุณทองคำที่เคยเล่าให้เราฟัง 
...และยังพอจะเหลือในความทรงจำของเรา


คุณทองคำเกิดในปี 1949
เป็นลูกสาวคนโตจากพี่น้อง 7 คน 

คุณทองคำเล่าว่า พวกทวดอพยพมาจากพม่าช่วง ww2
เป็นเหตุที่ว่าทำไมผิวและหน้าตาคุณทองคำสมัยสาวๆสวยเหลือเกิน 
หน้าเรียว ตาโต จมูกโด่ง ปากสวยได้รูป 

ซึ่งแน่นอนว่าหลานรักผู้โดนผสมเชื้อสายจีน-ลาว มาอย่างเข้มข้นอย่างเราไม่ได้ความสวยนี้มาเลยสักนิด 

พอคุณทองคำจบป.4 ตามการศึกษาภาคบังคับของสมัยนั้นได้ไม่นาน ก็ต้องมารับบทหัวหน้าครอบครัว เลี้ยงดูตัวเองและน้องๆทั้ง 6 คนเพราะยายทวดตาย 
และตาทวดเลือกที่จะไปมีครอบครัว ทิ้งครอบครัวเก่าไปแบบไม่เหลียวแล 

เท่าที่จำได้ คุณทองคำเล่าว่าต้องทำงานแทบทุกอย่างที่พอจะทำได้ ทั้งทำนา ทำไร่ ขายของนั่นนี่อีก 

พอเริ่มโตเป็นสาว ก็กลายเป็นสาวงามที่ใครๆก็พูดถึง 
ขนาดว่า 50 ปีต่อมา ยังมีคนมาพูดให้เราฟังเลยจ้าา

จนได้เจอกับตา ยายเล่าว่าตามาทำงานใช้แรงงานในตัวอำเภอนั่นแหละ 

เล่าถึงตา ตาแก่กว่ายาย 9 ปี 
พูดไปก็เหมือนนิยาย ตาเป็นลูกคนโตของเศรษฐีที่สุโขทัย ตาออกจากบ้านมาตั้งแต่อายุ 12 เพราะไม่อยากรับช่วงต่อ ทำงานให้ที่บ้าน ไม่รู้ไปทำงานอีท่าไหนเหมือนกันถึงได้หลงเข้ามาในแม่สอด ที่เป็นเหมือนแดนสนธยา เดินทางแสนจะยากเย็นแบบนั้นได้

ไม่รู้เพราะอะไรและนานเท่าไหร่ คุณทองคำถึงได้ตกลงปลงใจสร้างครอบครัวกับตา มีพยานรักด้วยกัน 4 คน สลับชายหญิง

แม่เราเป็นคนที่ 2 และเป็นลูกสาวคนโต

มีเรื่องเล่าขำๆด้วยล่ะว่าช่วงที่ตาจะไปทำงานที่ซาอุ ตามเทรนด์สมัยนั้น พ่อของตาเสีย และตาที่เป็นลูกคนโตยังได้มรดก แต่ตาเลือกที่จะไม่เอา เพราะไม่ได้อยู่ดูแลพ่อแม่ 

... ในสภาวะครอบครัวยังอดมื้อกินมื้อแบบนั้น แน่นอนว่าคุณทองคำหัวร้อนเป็นไฟ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อีกนั่นแหละ 

และแน่นอนว่าคุณทองคำก็ไม่รู้ว่า 
อีกสามสิบปีต่อมา หลานรักของคุณทองคำก็ตกที่นั่งเดียวกัน
ต่างกันแค่ฐานะที่พออยู่สบายมากกว่าก็เท่านั้น

อ้อ ก่อนหน้านี้ที่จะมาเป็นคุณทองคำ 
เป็นทั้งคุณคำ คุณชูศรีมาแล้ว และไม่เคยบอกด้วยนะ เราบังเอิญไปเจอเอกสารเปลี่ยนชื่อที่เป็นกระดาษเน่าๆอยู่ตอนค้นหาสูติบัตรของตัวเอง 

สงสัยชื่อชูศรีมันจำยาก หรือไม่ก็ใช้ชีวิตยากล่ะมั้ง ถึงได้กลับมาใช้ชื่อคำ แถมทองนำหน้าไปอีก
น่าจะเพื่อเคล็ดหรือโชคลาภนี่แหละ

ตาเสียจากโรคไตเรื้อรังในอีก 25 ปีต่อมา 
ตาอายุ 53 และคุณทองคำอายุแค่ 44 กับน้าคนเล็กที่อายุแค่ 17 

แน่นอนว่าตอนนั้นโคตรจน จ๊นนน จนน สุดๆ 
(ทำเสียงลากยาวด้วยนะ)
ตามคำพูดของน้าคนเล็กน่ะนะ 

อีก 4 ปีต่อมา 31/08/1997 เราเกิด 
เป็นหลานคนแรก ที่คลอดก่อนกำหนดถึงเกือบสองเดือน น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ แค่ 2208 กรัม 
และต้องอยู่ตู้อบถึงสิบวัน
 
(เกร็ดความรู้ : หมอที่ทำคลอดให้เรา ปัจจุบันเป็นผอ.รพ.นั้นไปละ)

ถึงยายจะเกลียดแสนเกลียดคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของแม่ขนาดไหน 
แต่ก็รักเราที่สุดนั่นแหละ เรารู้ 
... เพราะเราน่าสงสารไงล่ะ 

หลังจากนั้นเพียง 16 วัน 
เราก็ข้ามเขาจากอยุธยา มาอยู่ที่แม่สอด อยู่ในความปกครองของคุณทองคำแบบเต็มตัว 

แน่นอนว่าคนอายุ 48 ที่งานล้นมือเพราะตอนนั้นก็เริ่มมีงานทำกับข้าวส่งตามงานแล้ว ไหนจะงานชุมชนอีก 
ต้องมีจ้างพี่เลี้ยง อิมพอร์ตจากพม่า จำชื่อไม่ได้ด้วย ก็เลี้ยงแบบตามมีตามเกิด และตามความเชื่อนั่นแหละ


แน่นอนว่าอะไรที่กลุ่มแม่ลูกอ่อนเค้าต่อต้านกัน
... เราได้รับมันมาทั้งหมด

ว่าแล้วก็นึกถึงการกวาดยา รสเฝื่อนๆของอะไรสักอย่างดำๆ ผสมกับน้ำมะนาว เค็มๆปะแล่มๆดี 

——————————————————

รายละเอียดชีวิตการเติบโตต่างๆของเราขอจบไว้ตรงนี้ก่อนดีกว่า
ลงรายละเอียดส่วนใหญ่ไว้ในตอน Minuetto แล้วนะ 
ลองย้อนไปดู

(แอบ Proud to Present ว่าได้ติดดาวเชียวนะ)

—————————————————

กลับมาที่เรื่องคุณทองคำ 

เราโตมากับการที่คุณทองคำยุ่งๆ ทั้งงานราษฎร์ (ทำกับข้าวส่งตามงาน) งานหลวง (ประธานอสม.และอดีตประธานชุมชน 2 สมัย) เลยไม่ค่อยได้มีเวลาคุยกัน 

แต่อย่างน้อย การได้นอนด้วยกันทุกคืนก็พอจะเจียดเวลามาอบรมสั่งสอนได้บ้าง

แต่ถึงคุณทองคำจะไม่ค่อยมีเวลา 
แต่เรื่องเงิน อุปกรณ์การเรียนไม่เคยขาด 
เคยมีครั้งนึง มี EasyDict มาขายที่โรงเรียน
เราไม่ได้อยากได้ แต่แค่อยากลองเล่น 

ลูกพี่ลูกน้องที่อยู่บ้านเดียวกันได้มาแล้ว แต่ไม่ยอมให้เราเล่น ตามการถูกสั่งสอนจากพ่อแม่ที่เป็นลุงกับป้าสะใภ้เราว่าย่ารักแต่เรา แถมพ่อก็ไม่ใช่จะดี อารามเหมือนมาอยู่เป็นภาระเค้า 
เค้าเลยพาลเกลียดเราไปแบบช่วยไม่ได้

... ผ้าขาว แต้มอะไรลงไปก็เป็นแบบนั้นล่ะเนาะ

คุณทองคำบังเอิญกลับมาเห็น ก็ตามสเตป ได้มาเล่นเป็นของตัวเอง เครื่องละ 3990฿ แพงสุดด้วยนะ 

แต่แอคเซนส์ห่วยแตกชะมัด ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เกมเยอะดี ต้องแอบเสียบหูฟังเล่นตอนนอน 
แต่จอเป็นแบบขาวดำ ก็ต้องเปิดโคมไฟบนหัวเตียง ที่ได้มาเพราะเราชอบอ่านหนังสือก่อนนอน 
แถมดึกมากไม่ได้อีก
ยังไงก็แล้วแต่ แต่เราเริ่มสายตาสั้น เป็นน้องแว่นตั้งแต่ตอนนั้นนั่นแหละ

ชีวิตประถมก็ไม่ค่อยมีสีสันเท่าไหร่ คุณทองคำไม่ค่อยปล่อยไปเที่ยวเล่นที่ไหน ไปโรงเรียนก็เป็นเป้าหมายชั้นดีในการโดนแกล้ง มีเพื่อนแบบแทบนับคนได้ (แต่หนึ่งในนั้นก็ยังคบมาจนถึงทุกวันนี้)
 ชีวิตสิงอยู่กับห้องสมุดจนได้ไปแข่งวิชาการ
และก็ค้นพบตัวเองตอนนี้นี่แหละว่าชอบประวัติศาสตร์ 

... ขนาดเล่นสงกรานต์ยังต้องเล่นแบบเหงาๆหน้าบ้านตัวเองเล้ยยยย

จนขึ้นม.ต้น ต้องแยกกับเพื่อนที่เคยอยู่ด้วยกัน บางคนไปอยู่อีกห้อง (มัธยมโรงเรียนเราตอนนั้นมีแค่สองห้อง) บางคนย้ายไปไกลถึงต่างจังหวัด

 อยากย้ายไปโรงเรียนประจำอำเภอใจจะขาด ไปสอบแล้วด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องอยู่ที่เดิมต่อเพราะคุณทองคำห่วงเรื่องสังคม กลัวไปแล้วใจแตก

... แหม ไม่รู้อะไรซะแล้ว ว่าที่หลานอยู่น่ะ มันนรกขนาดย่อมชัดๆ

แผลเต็มตัว แต่ภูมิแพ้ผิวหนังก็อาการหนักพอให้แผลมันกลมกลืนไปด้วยกันได้ล่ะนะ

แน่นอนว่าจากเด็กแข่งวิชาการ ก็ลดฮวบลงมาเป็นเด็กเกเร ที่นั่งหน้าเพราะสายตาสั้นและไม่ชอบใส่แว่น 
เริ่มรู้จักการทำผิดกฎหลายๆอย่าง
ทั้งแอบแต่งหน้า พกมือถือ โกงข้อสอบ 

มีสองอย่างที่ไม่เคยทำเลยคือตัดกระโปรงสั้น และเอาเสื้อออกนอกกระโปรง 

อันนี้ไม่ใช่เพราะเรียบร้อยอะไรหรอก
แต่เพราะคุณทองคำไม่ยอมให้เงินไปตัดกระโปรงต่างหากล่ะ 
ส่วนเรื่องเอาเสื้อออกนอกกระโปรง อันนี้รสนิยมส่วนตัว รู้สึกว่ามันเกะกะเลยไม่ทำเฉยๆ 

ถึงจะได้ค่าขนมวันละร้อย แต่พักเบรค 15 นาทีก็โดนไปละ 60 ที่เหลือกินกลางวัน เย็นอีก 
ตามประสาวัยกำลังโต ที่เพิ่งจะมากินแบบโหมโรงตอนป.6 นี่แหละ

ที่พูดแบบนี้เพราะก่อนหน้านี้แทบจะไม่กินเลยน่ะสิ!!
นอกจากขนมแล้ว เราก็แทบจะไม่แตะข้าวเลย 
แม้แต่อาหารฝีมือคุณทองคำที่แสนจะเลิศรส ก็ยังกินได้ไม่กี่อย่าง 

หนึ่งในนั้นคือเมนูขนมจีน จำพวกขนมจีนแกงหยวก น้ำยากะทิ หรือแม้แต่ขนมจีนคลุกน้ำปลา ที่ใส่น้ำมันกระเทียมเจียวเพื่อให้เส้นมันไม่ติดกัน
ที่สำคัญ ขนมจีนน้ำยากะทิ ต้องไม่เผ็ดด้วยนะ
เพราะช่วงนั้นท้องเสาะมากจ้าา แค่พริกมาม่านิดเดียวก็มากพอที่จะทำให้ต้องหยุดเรียนทั้งอาทิตย์ได้แล้ว 
มากินเผ็ดได้ก็ตอนขึ้นมัธยมนี่แหละ 

** ขนมจีนแกงหยวก เป็นเมนูของชาวไทใหญ่
 ถ้ามาที่แม่สอด ร้านป้านีป้าทอง หน้าวัดหลวงมีขาย
ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 18.00-22.00 เมนูแนะนำอีกอย่างคือจะส่าน **

จุดพลิกผันชีวิตจุดแรกเป็นตอนม.2 

ปกติเราจะกลับบ้านกับลุงและป้าสะใภ้ ซึ่งมักจะมารับค่อนข้างเย็น เพราะลูกพี่ลูกน้องเราซ้อมฟุตซอล เป็นนักกีฬาโรงเรียนนั่นแหละ 
บางทีเราก็ต้องรอน้องซ้อมเสร็จก็สองทุ่ม
จนหลังๆเราเริ่มมีกิจกรรม สมัครกรรมการสภานักเรียน เลยพอจะมีบทบาทให้ต้องประชุมหลังเลิกเรียน

วันนั้นเรากลับช้า และติดต่อทั้งลุงและป้าสะใภ้ไม่ได้ ประกอบกับมันเย็นมากแล้ว ครูที่อยู่บ้านตรงข้ามเลยตัดสินใจให้เรากลับมาด้วย และให้เรารออยู่กับเค้าก่อน

พอลุงกับป้าสะใภ้กลับมา ก็เป็นเรื่อง เจ็บตัวกันตามแพทเทิร์นนั่นแหละ เพราะเค้าบอกว่าติดต่อเราไม่ได้ ไปรอที่โรงเรียนตั้งนานบลาๆ 

เรื่องมันลุกลามเพราะคุณทองคำกลับมาเจอพอดี 
ทะเลาะกันใหญ่โตจนข้างบ้านต้องมาห้าม 
เราก็ได้แต่ร้องไห้ ขอโทษอยู่อย่างนั้น ขอโทษกับสายตาที่ทุกคนมองว่าเราเป็นต้นเหตุ

เรื่องราวมันใหญ่โตมากซะจนพ่อแม่เราถึงกับวางแผนหาโรงเรียนที่กรุงเทพให้ น่าจะเพราะโดนคำสั่งมา
และแน่นอนว่าไม่สำเร็จ โรงเรียนที่ไหนจะบ้ารับเด็กเข้าตอนม.3 ล่ะ

แน่นอนว่าเรื่องนี้มันฝังใจเรามาตลอด และส่งผลโดยตรงต่อบุคลิกภาพของเราด้วย

หลังจากนั้น คนรับส่งก็กลายเป็นญาติห่างๆ ซึ่งก็ไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ หน้าที่นี้เลยตกมาถึง ‘ป้าพา’ 
และป้าพาก็รับหน้าที่นี้มาตลอดจนกระทั่งเราเรียนจบ ไปอยู่กรุงเทพ 

ป้าพาคือวินมอเตอร์ไซค์ดีเด่นประจำชุมชน เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุประมาณห้าสิบกว่าๆ เป็นวินมอเตอร์ไซค์ที่คิวแน่นเอี๊ยด เหมาะสำหรับผู้สูงวัยที่อยากได้ฟีลเหมือนมีสารถีส่วนตัว ไม่ต้องการความโลดโผนใดๆ 
ดังนั้น จึงได้ใจคุณทองคำมาโดยตลอด

ถามว่าดีเด่นขนาดไหน 
ดีเด่นจนครูธุรการให้เซ็นเป็นผู้ปกครองพาออกนอกโรงเรียนได้ และมาประชุมผู้ปกครองแทนได้อะ เอาสิ 
แถมมารับหลังเลิกเรียน เพื่อนที่นั่งรอด้วยก็ชอบแซวว่าแม่มาแล้ว 
ไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่ที่ทั้งเราและป้าพาได้แต่ยิ้มเขินๆ ไม่ได้พูดอะไรกลับไป 

————————————————

กลับมาที่จุดพลิกผันในชีวิตจุดที่สอง

ตอนม.3 
มีอยู่ช่วงนึงที่คุณทองคำบ่นๆ ตอนกำลังแต่งตัวบางครั้งว่าตรงเต้านมมีจุดดำๆม่วงๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะเป็นอสม. ยังไงก็สังเกตตัวเองอยู่แล้ว 

จนกระทั่งช่วงใกล้วันเกิดเรา
 จริงๆก็จำความรู้สึกช่วงนั้นไม่ค่อยได้หรอก 
ค่อนข้างติดเกมส์ จะเรียกว่าเป็นเด็กติดเกมส์ก็ได้
ญาติเต็มบ้าน ตอนนั้นเข้าใจว่าเป็นช่วงเข้าพรรษา แต่รู้สึกว่ามันเงียบผิดปกติ

จนเย็นวันศุกร์ วันเกิดเรา 
เย็นนั้นไม่มีใครอยู่เลย  เราถามน้องว่าทุกคนไปไหน
สิ่งที่เราได้รับกลับมาคือคำตอบที่มีน้ำเสียงเชิงตำหนิ ว่าเป็นหลานรักประสาอะไร ทำไมไม่รู้ว่ายายจะผ่ามะเร็งคืนนี้แล้ว

นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกว่า ‘มะเร็ง’ มันใกล้ตัวขนาดนี้

สรุปว่า วันเกิดอายุครบ 15 ปี 
ก็ได้เป่าในห้องพิเศษรพ.ตามระเบียบ
นอกจากจะได้ฉลองการเป็นนางสาวแล้ว ยังได้ฉลองการผ่าตัดเอามะเร็งเต้านมระยะแรกของคุณทองคำออกไปโดยที่ไม่ต้องฉายแสงซ้ำอีกด้วย

หลายเดือนต่อมา
เราจบม.3 ด้วยเกรดที่ค่อนข้างทุเรศพอควร สองกว่าๆ แย่ที่สุดในชีวิตการเรียนแล้ว 
ส่วนมากจะติดหน่วยกิต ร ล่อไปสามสิบกว่าตัว
หมดเงินแก้ไปเยอะอยู่ ค่าปริ้นนั่นนี่สารพัด
เพราะถึงเราจะหัวดี ทำข้อสอบได้ แต่นอกจากโครงงานที่ใช้เงินแก้ปัญหาแล้ว เราก็ไม่ทำการบ้านอย่างอื่นอีกเลย 

ช่วงไปอยู่กรุงเทพ 2-3 ปีแรก 
เป็นช่วงที่ขาดการติดต่อนานที่สุดแล้ว
ไหนจะการเข้ากับพ่อแม่ไม่ได้ ไหนจะหลงแสงสี เจออะไรใหม่ๆ 
แต่ก็พยายามกลับบ้านทุกเทศกาลนะ

จนกระทั่งเกิดเรื่องกับพ่อนี่แหละ ถึงพยายามไม่กลับช่วงเทศกาลอีกเลย เซฟสุขภาพจิตตัวเองไว้ก่อน

...แต่หลังจากผ่าตัดมะเร็งมา ทำให้เสียเต้านมไปข้างนึง คุณทองคำก็ผอมลงเรื่อยๆเหมือนกัน

————————————————-

ครั้งสุดท้ายที่กลับบ้านช่วงเทศกาล คือสงกรานต์ปี 61
เป็นภารกิจเพื่อพาหลานเขยจากระยองมาให้รู้จักเป็นครั้งแรก 

ทุกอย่างราบรื่น มั้งนะ แต่คุณทองคำก็ยังไว้ท่าที ไม่ได้อะไรมาก คงเพราะยังไม่ไว้ใจนั่นแหละ 

... ยกเว้นแต่สภาพจิตใจเรา 
เพราะแน่นอนว่าต้องมีพ่อและแม่ไปด้วย 
ถึงจะเป็นแค่อากาศธาตุ แต่นั่นก็มากพอที่ทำให้ต้องพบจิตแพทย์หลังจากกลับกรุงเทพมาแล้ว 

แน่นอนว่าหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้กลับไปอีกเลย

จริงๆก็ตั้งใจจะกลับช่วงปีใหม่เพราะขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่พอดี แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปเพราะเจอหัดเยอรมันเล่นงานซะก่อน เลยต้องกลับกรุงเทพมาจำศีลแบบเซ็งๆ 

จนกระทั่งช่วงเดือนเมษา ที่เราโทรคุยแล้วรู้สึกว่าทุกอย่างมันแย่ลง 

เราเลยถามลุงว่าเฮ้ย เราควรจะคุยเรื่องแต่งงานได้รึยัง 
ลุงโอเค ก็เลยโทรบอก ว่าช่วงกลางปีจะขึ้นไปคุยที่แม่สอด 
5-8 กรกฎาคม ที่เราขึ้นไปคุยเรื่องรายละเอียดงานแต่ง ซึ่งคุณทองคำตั้งใจเตรียมทุกอย่างที่อยากได้ไว้ให้ รวมไปถึงว่าจะให้เราใส่ชุดแบบไหน ลุงต้องคอยเบรคเป็นระยะ เพราะรู้ว่าเราก็เอาแต่ใจอยู่เหมือนกัน จนตกลงกันว่า เดี๋ยวช่วงเดือนตุลามาคุยอีกที
ตอนนั้นยายไปไหนต้องนั่งรถเข็น หรือใช้ไม้เท้ายัน 
กล้ามเนื้อขาที่แข็ง ก่อนจะกลับ ลุงก็ใช้ทักษะในการนวดที่มี นวดจนกลับมานิ่มขึ้น สบายขามากขึ้นด้วย 
แน่นอนว่าถูกใจยายมาก และจากที่ไม่ค่อยไว้ใจว่าจะดูแลหลานสาวสุดที่รักได้ดีรึเปล่า
... ตอนนั้นก็คงมั่นใจแล้วล่ะ

แต่นั่นมันกลายเป็นครั้งสุดท้ายที่เรากลับไปคุยโดยที่คุณทองคำยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน...

เพราะเพียงแค่เดือนเดียวหลังจากนั้น ข่าวร้ายก็ถูกส่งมาจากลุง (ที่เป็นลุงจริงๆ) ที่เป็นผู้ดูแลหลัก
26 สิงหา ยายเข้ารพ.อีกแล้ว เหมือนที่เคยเป็นมา
แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะคงจะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆแล้ว
จากอาการน้ำท่วมปอด ไม่สามารถหายใจเองได้แล้ว และไตเสื่อม จนไม่สามารถขับถ่ายเองได้แล้ว

จากนั้น 2-3 วัน ลุงก็บอกว่าอาการดีขึ้น ซึ่งมันไม่ได้น่าดีใจเลยสักนิด
เพราะตอนนั้นแหละที่เรารู้สึกว่า เราต้องรีบไปแล้ว 
เพราะเรารู้ว่ามันคือแสงเทียนที่ใกล้จะดับเต็มแก่
แต่ก็มีแสงสุดท้ายสว่างออกมา ก่อนที่มันจะดับไปอีกรอบ
หากแต่เป็นการดับไปชั่วนิรันดร์ ไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว
 

เราขับรถขึ้นไปแม่สอดในเวลาประมาณสี่ทุ่ม คืนวันที่ 30 ทันทีที่ลุงเสร็จงานในวันศุกร์
เราไม่ลืมที่จะเตรียมชุดสีดำไปสามชุด พร้อมกับเครื่องสำอางแบบเต็มแพ็คเกจ ไม่แบ่งใส่ขวดเล็กเหมือนครั้งก่อนๆ 
เพราะไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน 
...รู้แต่ว่า มันต้องเกิดขึ้นแน่นอนแล้ว

ตลอดระยะทางกว่า 500 กิโล 8 ชั่วโมง เราร้องไห้ไปเกือบตลอดทาง
บุหรี่กว่าสองซองที่จุดสูบทุกครั้งที่แวะเติมน้ำมันและยืดเส้นยืดสาย ไม่ช่วยทำให้น้ำตาลดลงเลยสักนิด
นี่เราไม่ได้ร้องไห้หนักขนาดนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ...

เหมือนฟ้าก็คงรู้ เพราะฝนตกไปตลอดทาง โดยเฉพาะ 80 กิโลสุดท้ายที่เราต้องขึ้นลงเขาเพื่อเข้าไปยังตัวเมืองแม่สอด เส้นทางมันเต็มไปด้วยหมอก
เราต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง และใช้สายตา ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด เรียกได้ว่าพอหลุดพ้นมาได้ก็ถอนหายใจพรวดออกมาเลย 

เรามาถึงแม่สอดในเช้าวันที่ 31 ซึ่งเป็นวันเกิดอายุครบ 22 ปีของเรา
ถ้าเป็นเหมือนทุกปีที่ยังอยู่กับยาย เราจะโดนปลุกให้ตื่นมาใส่บาตรตอนหกโมงเช้า
และเราต้องล้างหน้าแปรงฟัน เพื่อให้เนื้อตัวสะอาด พร้อมรับบุญได้เต็มที่ตามความเชื่อ

ปกติถ้าโทรหายาย ยายจะอวยพรซะยืดยาวตามประสา
แต่ตอนนี้เราไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ขอแค่ได้เจอ ได้คุยก็พอแล้ว

วันนั้นมีเพื่อนๆกลุ่มที่กินเที่ยวด้วยกันกับยายมาหลายสิบปีมาเยี่ยม 
เห็นว่ามีพระจากวัดใกล้บ้านที่นับถือมาด้วย แต่เรามาไม่ทันพระท่านกลับไปก่อน
แน่นอนว่าพวกเค้ารู้เรื่องแต่งงานของเราแล้ว
พวกเค้ามาทวงสัญญาว่ายังมีภารกิิจเซ็นยืนยันตัวอสม.ในวันที่ 4 อยู่ 
ไหนจะทำกระเพาะปลาเลี้ยงพระในช่วงกลางเดือนอีก

ยายยังพูดรู้เรื่อง มีสติครบ เพียงแต่พูดไม่ได้มากตามอาการ มีเพ้อบ้างตามประสา แต่โดยรวมยังดี
ผมสีดอกเลาของยายยังนิ่ม แต่กล้ามเนื้อแขนขาแข็งไปหมด 
... ต่างจากครั้งที่แล้วตรงที่ไม่สามารถนวดให้กลับมานิ่มเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

วันนี้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เราต้องเป่าเค้กวันเกิดตัวเองในห้องพิเศษ 
หลังจากที่ยายได้ผ่าตัดเอามะเร็งเต้านมระยะแรกออกไปแล้ว 
การผ่าตัดครั้งนั้นมันเหมือนจะจบ แต่มันกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพกายและจิตใจที่ถดถอยของยาย

เราในวันนั้น อายุ 15 เพิ่งจะเป็นนางสาว 
เราผู้ถูกปิดบังเรื่องการรักษามาตลอด จนกระทั่งเราสงสัยว่าทำไมแม่ น้าทุกคนมาเที่ยวแม่สอดทั้งที่ไม่ใช่เทศกาล
เราถูกโยนข้อหาโง่ ไม่ห่วง ไม่ใส่ใจยายให้แบบงงๆ 
... แค่เพราะยายรักมากจนน่าหมั่นไส้แค่นั้น

เราในวันนี้ อายุ 22 ไม่อยู่ในอารมณ์เป่าเค้กอะไรทั้งนั้น 
วันนั้นจึงทำได้แค่ไปฉลองวันเกิดในเอ็มเค ใช้สิทธิ์วันเกิดเพื่อรับเค้กมากินด้วยกัน แค่่นั้น
เราคุยกับลุงว่า ถึงยายจะจากไปในวันเกิดเรา มันก็ดีนะ จำง่ายดี เป็นความทรงจำที่ดีด้วย
... แต่เราเชื่อว่ายายคงไม่คิดแบบนั้นหรอก 



ในวันแรกของเดือนกันยายน

เราไม่ได้นอนค้างที่วอร์ด เพราะเราต้องกินยานอนหลับ เราจะตื่นมาช่วยทำอะไรไม่ได้เลย 
เลยตัดสินใจว่ากลับไปนอนที่โรงแรมดีกว่า

เรากลับมาพร้อมกรรไกรตัดหนังที่เราพกมาด้วยเพื่อตัดหลอดแคปซูลเซรั่มที่ใช้ประจำ 
หากแต่ครั้งนี้เราเอามันมาใช้ตัดหนังเท้าที่ลอกออกมาของยาย

วันนี้ยายไม่ค่อยเพ้อ พูดได้มากกว่่าปกติ มีแรงมากจนสามารถสั่งให้ลุงไปซื้อเสื้อตามที่ยายต้องการ 
ยายไม่เรียกเรา เพราะรู้ว่าเราตามใจตัวเองเป็นที่หนึ่งเหมือนยาย
แต่ก็ไม่พ้นเราเป็นคนเลือกเองอยู่ดีนั่นล่ะ

วันนั้นมันเป็นเย็นวันอาทิตย์ บ้านยายอยู่ในย่านตลาดที่เต็มไปด้วยพม่า
ดังนั้นพม่าจะไม่ค้าขายวันอาทิตย์กัน 
เราเดินทั่วตลาด แต่ก็ได้มาตัวเดียวที่ใกล้เคียงที่สุด

เราเอาเสื้อไปให้ยายที่รพ. ตอนนั้นยายหลับเลยไม่ได้คุย 
เลยทำได้แค่มองและแอบลูบหัว แล้วกลับมากินข้าว อาบน้ำ
แต่วันนั้นเราเพลินไปหน่อย เลยกลับไปหายายที่วอร์ดไม่ทันวอร์ดปิด
ก่อนไปเราคุยกับลุงว่าแฟนเราต้องกลับไปทำงานวันจันทร์นี้ และต้องกลับมาช่วยเราทุกเสาร์อาทิตย์ ซึ่งหลังจากวันเสาร์หน้า น้าเราที่เป็นผู้ดูแลหลักก็ต้องกลับไปทำงาน 
ส่วนลุง เห็นว่าเจ้านายก็อนุญาตให้ลาหยุดทั้งอาทิตย์ได้เหมือนกัน

ดังนั้น หน้าที่หลังจากศุกร์นั้นผ่านพ้นไป ก็ตกเป็นของเราเต็มๆ 
เรารู้ว่ามันหนัก แต่นี่คือยายของเรา ถ้าเราไม่ทำ แล้วใครจะทำล่ะ

แต่ใครจะรู้ว่าครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นยายตอนที่ยังมีชีวิตอยู่...
บางทียายอาจจะแอบฟัง ได้ยินทุกอย่าง แต่อาจจะไม่อยากให้เราลำบากเหมือนที่เคยทำมาตลอดก็ได้...

2 กันยายน 05.57 
... 3 นาทีก่อนวอร์ดเปิด

ปกติถ้ามีโทรศัพท์เข้าตอนที่เรากำลังหลับอยู่ เรามักจะเอื้อมมือไปปิดมันด้วยความง่วงตามฤทธิ์ยา
หากแต่ครั้งนี้เราสะดุ้งสุดตัว ด้วยรู้ว่าการมีโทรศัพท์เข้าเวลานี้ มันไม่มีทางปกติ

และใช่ ตามที่เราคาด 
มันเป็นสายที่แจ้งว่ายายได้จากไปตลอดกาลแล้ว...

เราปลุกลุงด้วยความอึน ตึงสุดขีด มันออกแนวช็อคมากกว่า
เรารู้ว่ามันต้องมีวันนี้ หากแต่มันเร็วกว่าที่คิดไว้โขเลย

พอถึงรพ. เราวิ่งสุดชีวิตไปที่เตียงของยาย และได้พบทุกคนที่กำลังเก็บข้าวของ 
เรากราบและจูบเท้า ลูบผมได้แบบที่ไม่ต้องแอบแล้ว
แต่มันไม่มีความดีใจเลยสักนิด เพราะเท้านั้นเย็นเฉียบ และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีด
... ไร้ซึ่งสัญญาณแสดงถึงการมีชีวิตโดยสิ้นเชิง

เรากลับไปตั้งหลักที่บ้านยาย อาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปเตรียมงานที่วัด
ชาลี มีมี่ ชิสุกับชิวาว่าขนยาวสองผัวเมียที่นอนอยู่ในห้องของยาย 
พวกมันหอนอย่างที่พวกมันไม่เคยทำมาก่อน 
เหมือนรู้ว่าเจ้าของห้องที่มันนอนอยู่ จะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว

เราไปที่เตียงที่มีเครื่องให้ออกซิเจนข้างๆ เปิดดูอัลบั้มรูปที่อยู่ข้างเตียงด้วยน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ ไม่น่าเชื่อว่าเราจะใจตรงกันกับญาติคนอื่นๆ 
เพราะรูปนั้นมันได้ไปอยู่หน้าโลงยังไงล่ะ...
ตลอดห้าวัน ตั้งแต่งานศพวันแรกจนจบงาน เก็บกระดูก
 (ซึ่งโปรยทั้งหมดใส่ใต้ต้นไม้ในวัด)
ทำให้ได้รู้ว่าคุณทองคำ ที่เป็นแม่ครัวประจำชุมชน มีมิตรสหายจากเสน่ห์ปลายจวักและการชอบทำบุญตามที่ห่างไกลต่างๆมากมาย 
เพื่อนที่ลำปาง ที่ได้มาจากการไปเยี่ยมพี่สาวของตา และมีของฝากไปฝากคนข้างบ้านตลอดจนสนิทกัน และทำให้หลานอย่างเราเข้าใจว่าเค้าเป็นญาติมาโดยตลอด
แม้แต่คนจากอุ้มผาง ที่คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าห่างไกลและเดินทางลำบากแค่ไหน ก็มาเป็นหนึ่งในนั้นด้วย

จากงานวันแรก แขก 120 คน ยังพอจะตั้งโต๊ะจีนได้
วันที่ 2 เพิ่มขึ้นเป็น 180 คน
วันที่ 3 เพิ่มขึ้นมาที่เกือบ 300 คน
จนกระทั่งวันเผา ที่นับไม่ไหว แต่เชื่อว่าคงทะลุ 400

ที่แม่สอด เหมือนว่าการมาทำอะไรกันที่วัดจะเป็นกิจกรรมเพื่อการสังสรรค์อย่างนึง
เลยต้องทำกับข้าวเลี้ยงคนที่มางานทั้งเช้า กลางวัน ส่วนเย็นจะเป็นแจกเซ็ตขนมกับชุดเมี่ยงสำหรับกินเล่นไป
และแน่นอนว่าอาหารที่ทำเลี้ยงก็มาจากสูตรคุณทองคำนั่นแหละ
คนที่ช่วยกันทำก็เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาสมัยที่ยังทำเป็นอาชีพกันทั้งนั้น

ในเช้าวันสุดท้าย เราได้มีโอกาสเอาอาหารไปให้ยายที่หน้าโลง
หนึ่งในเมนูเช้านั้นมันคือฟักทองแกงบวด
เราพูดกับยายด้วยเสียงเครือๆจากน้ำตาที่มันรื้นขึ้นมาว่า 
จำได้มั้ย วันนั้นตอนที่เราอายุ 9 ขวบ งัวเงียตื่นมาแบบงงๆ 
พร้อมกับความคิดพิเรนทร์ โปรยซองกาแฟลงไปในหม้อฟักทองแกงบวดที่จะส่งลูกค้า
แน่นอนล่ะ ไม้บรรทัดพลาสติกที่คว้าได้ ได้ใช้มันฟาดเราจนหักคามือ
... และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่คุณทองคำลงโทษเราด้วยการตี

จริงๆมันก็มีความยุ่งยาก ที่ทำให้รู้สึกแย่ต่างๆเกิดขึ้นบ้างแหละ
แต่พูดในนี้ก็ดูจะไม่เป็นผลดีกับบทความนี้ และสภาพจิตใจของเราที่มันแย่อยู่แล้ว

หลังจากเสร็จทุกอย่าง เรามีเวลาเหลืออีกสองวัน วันนั้นเป็นวันศุกร์ 
เลยตัดสินใจไปหาเพื่อนสมัยเรียน ที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาล 
และตอนนี้กลับมาใช้ทุนเป็นครูสอนภาษาจีนที่โรงเรียนอยู่
เพราะมันก็เพิ่งสูญเสียพ่อไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน เลยคิดว่าจะลองไปคุยแลกเปลี่ยนอะไรกันดู

ถึงจะไม่ปลงมากเท่าที่ควร แต่ก็ดูจะช่วยทำใจได้ง่ายขึ้นมานิดหน่อย


เอาจริงๆ หลังจากวันนั้น จากที่เราสามารถหลับได้ด้วยตัวเอง พึ่งยาได้น้อยลง 
กลับกลายเป็นว่าต้องกินยาทุกคืน แถมต้องเพิ่มโดสขึ้นมาอีกเท่านึงอีก
มีเพียงครั้งเดียวเองมั้งที่หลับเป็นตาย ก็ตอนกลับมาจากไต้หวัน ที่เดินวันละเกือบยี่สิบกิโล แถมสามวันนั้นได้นอนวันละไม่ถึง 6 ชั่วโมงอีก
... แต่ก็แค่ครั้งเดียวนั่นแหละ

ภาวนาให้โลกหลังความตายไม่มีจริง
ไม่งั้นอะไรเลวร้ายทั้งหลายที่เราไม่อยากให้คุณทองคำรู้ ก็คงได้รู้กันหมดแล้วนั่นแหละ
คุณทองคำเป็นคนชอบเที่ยว ก็ภาวนาให้เค้าเที่ยวอย่างมีความสุข
ไม่ต้องคอยมาเป็นห่วงเราอีก
เพราะเรามีคนดูแลที่ดีแล้ว ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเค้าไปเถอะ

... ยายคำไม่ต้องเป็นห่วงพี่แสนแล้วนะ
มันคือประโยคที่เราพร่ำบอกกับยายตลอด 8 วันนั้นที่อยู่แม่สอด
ไม่ว่าจะนอนบนเตียง หรือแม้แต่ในโลงก็ตาม
และหวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป
จนกว่าเราสองยายหลานจะได้พบกันอีก
... ในสักวันหนึ่ง


Would you know my name
If I saw you in heaven?
I must be strong and carry on
Because I know I don’t belong here in heaven.

SHARE
Writer
Nitch
笑顔が戻ってる
Prepotente 20’s girl. 🐻 Bipolar Disorder Sophisticated Lady

Comments

farrrraway
16 days ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ ทั้งเรื่องที่ผ่านมา และต่อๆไป 😊
Reply
Capttitanic
14 days ago
เข้มแข็งเข้าไว้นะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
Reply