My first girl     friend
เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นวันเกิดเพื่อนผม เพื่อนผมคนนี้เรียกได้ว่าเป็นคนที่รู้จักมายาวนานระดับหนึ่งและเป็นเพื่อนผู้หญิงคนแรกของผม เราเจอกันตอนมัธยมต้น ตอนมอสาม ตอนนั้นผมไปสอบโครงการไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ ผมก็เจอเพื่อนผมคนนี้เข้า เพื่อนผมอยู่โรงเรียนหญิงล้วนเอกชนแห่งหนึ่ง ตอนนั้นผมอยู่โรงเรียนชายล้วนรัฐบาลชื่อดังในเมือง ขยายความอีกสักนิด ผมอยู่โรงเรียนชายล้วนมาค่อนชีวิต สมัยประถมผมก็อยู่โรงเรียนชายล้วน แล้วช่วงมัธยมผมก็มาต่อโรงเรียนชายล้วนอีกเช่นกัน (จะว่าไปปัจจุบันผมก็อยู่คณะวิศวะ ที่พูดได้เต็มปากว่าเป็นคณะชายล้วนเลยทีเดียว) กลับมาสู่เรื่องเดิมด้วยความที่ผมเป็นเด็กผู้ชายที่ไม่เคยเจอผู้หญิงมาก่อน โดยสัญชาตญาณเราก็จะไม่ทักผู้หญิงก่อน วันนั้นเธอเดินเข้ามาหาผมแล้วถามผมว่า... "สอบตอนเช้าเป็นไงบ้าง" เธอถามเพราะเธอคงจะเบื่อกับการสอบ หรือเธอแค่อยากหาเพื่อนคุยฆ่าเวลาเสียกระมัง ด้วยความที่ผมไม่เคยคุยกับผู้หญิงมาก่อน (หากไม่นับแม่ หรือ ครู อาจารย์) เราก็คุยกันโดยในเวลานั้นก็พูดได้เลยว่า ผมรู้สึกประหม่าเหลือเกิน หลังจากนั้นเราก็แลกไลน์กัน เพราะเธอบอกว่าเธอจะไปสอบโครงการแลกเปลี่ยนอีกโครงการหนึ่ง ละผมก็จะไปเหมือนกัน ผมเลยได้ไลน์เธอมาตอนนั้น


เวลาก็เลยผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ ผมมาเจอเธอที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งเป็นสถานที่สอบ หลังจากสอบเรียบร้อย วันนั้นเป็นวันแรกที่ผมทำเรื่องที่ผมก็ไม่คาดฝันว่าผมจะทำ ผมชวนเธอไปทานข้าว ตั้งแต่ผมออกจากท้องแม่มาเป็นสิบปีผมไม่เคยชวนผู้หญิงไปทานข้าวมาก่อน สิ่งที่เธอตอบกลับมานั้นผิดจากที่ผมคาดไปอยู่บ้าง เธอตอบกลับมาว่า "พ่อเราจะมาแล้ว" ผมก็เลยขำแห้งออกมา จนถึงจุดนี้ผู้อ่านคงคิดว่าแล้วรู้จักกันต่อไปได้ไง ผมจะเริ่มเล่าต่อไปในย่อหน้าหน้า


หลังจากการสอบครั้งนั้นเราก็ติดต่อกันบ้างเป็นครั้งเป็นคราว หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศแถบยุโรป เราก็คุยกันผ่านทางโซเชี่ยลเป็นครั้งเป็นคราว เธอเป็นผู้หญิงที่แปลกประหลาด วันหนึ่งเธอก็ส่งข้อความมาหาผมว่า "ขอที่อยู่หน่อยสิ" ตอนนั้นผมก็ตกใจ เธอจะขอที่อยู่เราทำไม เธอจะมาเผาบ้านเราหรอ แต่สิ่งที่เธอบอกประหลาดกว่านั้น เธอจะส่งโปสการ์ดมาให้ผม ถ้าถามว่าโปสการ์ดผมรู้จักไหม ผมรู้ แต่ผมก็แค่คิดว่าโปสการ์ดมีไว้สำหรับซื้อมาเก็บสะสมเท่านั้น ผมไม่เคยได้รับโปสการ์ดจากใครหรือส่งให้ใครเลย นั่นก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับโปสการ์ด สิ่งที่เธอเขียนในโปสการ์ดใบนั้น เธอก็ได้เล่าเรื่องราวของเธอ ที่เธอได้พบเจอในที่ที่เธออยู่ ผมรู้สึกว่าโปสการ์ดมันช่างคลาสสิกมากๆเลย แต่ที่ขำที่สุดคือเธอไม่รู้ชื่อจริงของผม เธอเขียนชื่อเล่นของผมมาในที่อยู่จัดส่ง หลังจากนั้นหนึ่งปีเธอก็กลับมา ช่วงนั้นเราก็มอสี่มอห้ากันแล้ว เราทั้งคู่ก็ไม่ได้ติดต่อกันมากเท่าไหร่ (แต่เดิมก็ไม่ได้ติดต่อมากเท่าไหร่นัก) เพราะเราต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันแล้ว เธอก็ทักผมมาว่าผมว่างไหมเรามาเจอกันไหม ผมก็ตอบตกลง (เธอไม่ได้ติดที่เดียวกับผมนะ) ถ้าหากผมจำไม่ผิดวันนั้นเราไปท่ามหาราชด้วยกัน ทานข้าว เดินเล่น ถ้าหากผมจะตกหลุมรักสิ่งใดได้ ผมก็คงตกหลุมรักความคิดของเธอเป็นแน่



ผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่พอรู้เรื่องคอมบ้าง ทำให้ผมสามารถซ่อมคอมได้เล็กน้อย ทำให้เธอมาให้ผมช่วยซ่อมคอม หรือทำเอกสารให้บ่อยๆ ทำให้เราสนิทกันมากขึ้น แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่เก่งอยู่คนเดียว ผมซ่อมคอมให้เธอ เธอสอนอังกฤษให้ผม ปรับคำ แก้ไข บทความที่ผมเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ด้วยความที่เธอเรียนสายบริหาร เธอก็มีความสามารถทั้งในด้าน ซอฟต์สกิล และฮาร์ดสกิล เธอสามารถเป็นนักพูดได้ ทำงานนำเสนอก็ดีอีกด้วย เราก็เลยสนิทกันมากในช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย แม้เราจะอยู่กันคนละมหาลัย



หลังจากผ่านมาถึงจุดนี่ผู้อ่านคงจะเกิดข้อสงสัยว่าจุดจบจะเป็นเช่นไร ผมบอกได้เลยว่าเรื่องนี้ไม่มีจุดจบ และเนื้อเรื่องต่อไปนี้อาจจะไม่ใช่อย่างที่ผู้อ่านคิดไว้ ถ้าผู้อ่านถามว่าผมชอบเธอไหม ผมคงบอกได้เพียงว่าผมหลงเธอในช่วงแรก ช่วงแรกเท่านั้น หลังจากนั้นพอเวลาผ่านไปที่ผมได้รู้จักเธอ เธอเป็นเพื่อนที่ดีแต่เธอคงไม่ใช่คู่ชีวิตที่ดีสำหรับผม (ฮา) แต่แน่นอนว่าเธอก็ไม่ได้คิดอะไรกับผมเช่นกัน เราเลยเป็นเพื่อนกันได้อย่างสบายใจจนถึงทุกวันนี้


Friends are those rare people who ask how we are and then wait to hear the answer. — Ed Cunningham
SHARE
Written in this book
My life stories
ผมมีงานในมหาวิทยาลัยที่ผมต้องเขียนไดอารี่ส่ง ผมเลยมาเขียนเล่าเรื่องราวในนี้ด้วย
Writer
ZMoMind
Anonymous writer
เขียนถักทอร้อยเรียงเรื่องราวของตนเองออกมาเป็นตัวอักษร

Comments