Before sunset (2004)
  แม้แต่ในวินาทีที่ทั้งสองก้าวขึ้นเอนหลังลงกับเบาะหนัง สีเข้ม พวกเขาก็ยังไม่แม้แต่จะหยุดพูดคุยกันเลยแม้ซักนาทีเดียว ทั้งคู่ยังคงซักถามถึงชีวิตของกันและกันแม้รู้ลึกๆว่ามันอาจทำให้อะไรๆซับซ้อนยิ่งขึ้น หรือใครซักคนอาจต้องเจ็บปวด

“เวลาที่มีคนเข้ามาจีบฉัน ฉันก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกันนะ”
เจสซักถามเธอเรื่องชีวิตรักโรแมนติกที่เธอในตอนนั้นใฝ่ฝันอยากจะตามหา และทันทีที่เขาพูดจบ เซลีนก็แทบจะไม่ต้องใช้เวลาครุ่นคิดหรือใส่ใจเลยว่าคำตอบของเธอจะทำให้ผู้ชายนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนตรงหน้า จะตัดสิน
หรือนฺคิดว่าเธอจะเป็นพวกขี้หงุดหงิดหรือไม่ เธอพูดด้วยท่าทีจริงจังเหมือนกำลังรู้สึกแย่กับสิ่งที่เธอเคยเจอมา

“เดี๋ยวๆๆๆ เมื่อกี้คุณบอกว่าอยากมีคนรักไม่ใช่หรือ?”
ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงเล็กๆน่าดึงดูดของสาวฝรั่งเศสผมบลอนด์ท่าทีทะเยอทะยานตรงหน้าเขา เจสก็ปะป่ายมือไปมาและพูดซักข้อสงสัยในหัวถึงประเด็นที่เคยสนทนากันเมื่อราวๆ10นาทีก่อน ซึ่งมันย้อนแย้งจากประโยคตอบคำถามเมื่อครู่ของเธออย่างสิ้นเชิง นั่นทำให้เขาสงสัย

“แต่พอมีแฟนมันก็ไม่ได้เรื่องทุกทีเลย แย่มากเลยล่ะ
ไม่มีใครก็มีความสุขดีเหมือนกันนะ”

เธอถ่ายทอดความจริงใจผ่านทางสายตา มือเล็กซีดเกาะกุมที่กระโปรงเดรสสีกรมไว้แน่น
เจสกำลังตั้งใจฟัง และเมื่อสาวน้อยตรงหน้าของเขาเริ่มเอ่ยปากพูดความรู้สึกในใจ เขาก็ไม่สามารถแม้แต่จะละสายตาจากเซลีนได้เลย เขารู้สึกเขินอายถึงแม้ประโยคสนทนาจะเคร่งเครียด แต่เขาคิดอยู่เพียงเรื่องเดียวว่าจะทำอย่างไรให้ทุกวินาทีมีค่าก่อนที่เขาจะต้องบินกลับไปที่อเมริกาในอีก15นาทีอันใกล้นี้ เขากำลังทะเลาะกับตัวเอง แม้จะรู้สึกเจ็บที่จะต้องจากกันอีกครั้ง แต่เขาก็ตัดสินใจว่า ถึงแม้การจ้องมองใบหน้าของเซลีนจะเป็นเรื่องหน้าอายและไม่ถนัดสำหรับผู้ชายอย่างเขา แต่ท้ายที่สุดเจสก็ยอมสบัดความคิดสะเปะสะปะในหัวออกไปให้พ้นทาง และตั้งใจสบสายตากับเธอ 


  เซลีนคือคนที่เขาเฝ้ารอจะได้เจอะเจอมาตลอด แม้กระทั่งวินาทีที่เขาต้องเข้าโบสถ์แต่งงานกับใครซักคนที่ไม่ใช่เธอ คนที่เขาคิดถึงก็คือสาวน้อยแปลกหน้าที่กล้าจะยอมลงรถไฟมากับเขา เพืี่อมาเที่ยวเวียนนาด้วยกันเมื่อ9ปีก่อน ทั้งสองเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน แต่เขาเองก็น่าแปลกใจว่าทำไมเธอถึงกล้าตามเขาลงมา แทนที่จะนั่งรถไฟกลับไปยังฝรั่งเศส และเขาที่จองตั๋วเครื่องบินกลับบ้านที่อเมริกาไว้ที่เวียนนาก็จะได้แยกจากกันโดยไม่ต้องมีความทรงจำร่วมกันมากนัก ทั้งคู่ทำให้มันซับซ้อนเสมอ อาจด้วยเพราะตัวตนแบบเด็กๆของพวกเขา 
   
   ทันทีที่คืนนึงจบลงพวกเขาในวัย23ปีก็ต้องแยกจากกัน ตัดสินใจจะไม่แลกเบอร์หรือที่อยู่ติดต่อเพราะกลัวว่าสิ่งที่ทั้งคู่รู้สึกอาจจืดจางลง พวกเขารู้สึกกลัวเมื่อคิดว่ามันคงแย่มาก หากเรามีคืนที่แสนวิเศษด้วยกัน ได้โอบกอด ได้เต้นรำ และเดินพูดคุยแลกเปลี่ยนหัวข้อต่างๆตามท้องถนนจะต้องกลายเป็นเรื่องปกติไป คนเราเขียนจดหมายหากันเพียง1หรือ2ครั้ง จากนั้นก็เลิกเขียนมันในที่สุด สุดท้ายเรื่องต่างๆคงเป็นแค่ความฝันในซักวัน 

  พวกเขาพึ่งมารู้ใจของตัวเองในวินาทีสุดท้ายว่า การตัดสินใจจะแยกจากกันโดยไม่แม้แต่ทิ้งอะไรไว้เป็นเรื่องงี่เง่าที่สุด เจสและเซลีนตัดสินใจว่า 6เดือนข้างหน้า พวกเขาจะมาเจอกันที่เดิม ชาญชาลาเดิม วันที่เดิมที่เวียนนา เขาตั้งใจจะมีค่ำคืนที่แสนวิเศษพร้อมกันกับเธออีกครั้ง เป็นสัญญาปากเปล่า ท้ายที่สุดเจสเฝ้ารอเธอเสมอ แต่เมื่อถึงจังหวะเวลา6เดือนนั้นที่เธอวนเวียนอยู่ในหัวของเขา แม้แต่วิธีที่เธอพูด วินาทีที่เธอจับเส้นผมสีบลอนด์เหน็บไว้ที่ใบหู สัมผัสจูบจากริมฝีปากของเธอ และกลิ่นน้ำหอมของเธอที่ทำให้เขาสบายใจยังคงวนเวียนอยู่ในหัว สุดท้ายแล้วในวันนั้นเจสก็ค้นพบว่า เธอไม่ได้อยู่ที่นั่น…

  เขาหมดหวังทีเดียว และตัดสินใจเขียนเรื่องราวของเธอลงบนหนังสือ จนได้มาพบว่าหนังสือของเขาขายดี มีงานสัมภาษณ์ที่ร้านหนังสือเล็กๆในฝรั่งเศสอีก9ปีถัดมา และเขาก็ได้เจอกับเธออีกครั้ง

 “ถึงจะเหงาคนเดียวแต่ก็ดีกว่า การได้อยู่กับคนรักแล้วรู้สึกเหงา”

เขาถูกดึงสติจากภาพเก่าๆให้กลับมายังบทสนทนาที่เขาซักถามไปเมื่อครู่ พร้อมหรี่ตาทำท่าทางจริงจังใส่เธออีกครั้ง

”การทำตัวให้โรแมนติกสำหรับฉันมันไม่เคยใช่เรื่องง่ายเลย พอทำตัวแบบนั้นแล้วหลังจากที่ความรักล่มสลาย เราก็จะลืมเรื่องราวทั้งหมดที่มันผ่านเข้ามาในชีวิตอยู่ดีนั่นแหละ”


SHARE
Writer
March_mellow
Goodfella
Do have a gentle heart and yet strength inside🌊 Ig:mnptrnd

Comments