5 วิธีปรับคุณภาพความคิด..ชีวิตเปลี่ยน
ความคิดของเรามีผลกับชีวิตของเรา น้ำก็เช่นกัน มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่า ความคิดและความตั้งใจของเราส่งผลกระทบต่อสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร Dr.Masaru Emoto นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นได้ทำการทดลองกับน้ำ ดังนี้

- ขวดน้ำที่เขียนคำเชิงบวก มีผลึกน้ำที่สวยงาม ส่วนน้ำที่ติดข้อความด้านลบมีผลึกน้ำที่น่ากลัวและเปลี่ยนสี เช่น คำว่า “Love and Gratitude” (ความรักและความกตัญญู), “You Disgust Me” (คุณรังเกียจฉัน) , “Eternal” (นิรันดร์) , “Peace” (ความสงบ) , “Evil” (ชั่วร้าย) และคำว่า “Thank You” (ขอบคุณ)

- น้ำเสียและมีสารพิษสามารถปรับเปลี่ยนและฟื้นฟูจนกลายเป็นน้ำสะอาดที่มีผลึกที่สวยงามได้ เมื่อมีการสวดมนต์และใส่ความตั้งใจลงไป โดยเขาได้ทดลองนำน้ำในเขื่อนฟูจิมาให้นักบวชอ่านคำอธิษฐานนาน 1 ชั่วโมง

- เสียงมีผลต่อน้ำ โดยเสียงบางประเภท เช่น ดนตรีคลาสสิค ทำให้น้ำมีผลึกที่สวยงาม ส่วนเพลงเฮฟวี่ที่มีจังหวะหนักๆ รุนแรง ทำให้น้ำมีผลึกที่น่าเกลียดและบิดเบี้ยว

- มีหลายคนนำแนวคิดนี้เปลี่ยนไปทดลองกับข้าว โดยใส่ข้าวไว้ในขวดปิดฝาทั้ง 2 ขวด และเขียนคำว่า “รัก” กับ “เกลียด” อย่างละขวด ตั้งไว้นานเป็นเดือน ผลปรากฏว่า ขวดข้าวที่มีคำว่า “รัก” ยังคงสภาพดีเหมือนเดิม แต่ขวดข้าวที่มีคำว่า “เกลียด” ขึ้นรา

นอกจากนี้ความคิดของเรายังส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราอีกด้วย เมื่อเราเจอสถานการณ์ที่กดดัน แล้วคิดลบ จนเกิดเป็นความเครียด และเมื่อเราปล่อยให้ตัวเองเครียดนานๆ เข้า ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด เช่น สารคอร์ติซอล (cortisol) ซึ่งจะไปทำลายอวัยวะและเซลล์ส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ลำไส้แปรปรวน กระเพาะอาหารอักเสบ โรคอ้วน และโรคมะเร็ง เป็นต้น 

ความเครียดเรื้อรัง ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันบางเซลล์แย่ลง ทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น และหายช้าขึ้นด้วย

ดังนั้น ในตอนที่เราป่วย เราอาจจะรู้สึกว่าทานไม่ลง รู้สึกว่าหายยากก็ตาม เราก็ควรปรับความคิดใหม่ พยายามคิดว่า การทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ จะทำให้เราหายป่วยเร็วขึ้น และการคิดถึงเรื่องดีๆ ที่จะทำก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อเราหายดี จะช่วยให้เรามีกำลังใจมากขึ้น ส่งผลให้เราพยายามดูแลตัวเองอย่างดี อาการป่วยลดลงอย่างรวดเร็ว กำลังใจจึงมีผลต่อการรักษามาก อย่างเช่น นักกีฬาที่มีร่างกายแข็งแรงมักจะหายป่วยได้เร็ว เพราะเขามีกำลังใจที่เข้มแข็งและมีความหวังว่าจะหายดี เขาจึงพยายามดูแลรักษาตัวเองเป็นอย่างดี
 
ความคิดจึงมีอิทธิพลกับชีวิตของเรา เราจะทำอย่างไรให้ความคิดของเรามีคุณภาพมากขึ้น เพื่อจะได้ป้องกันไม่ให้เครียดนานจนเกินไป และเพื่อให้เรามีความสุขมากขึ้น เรามี 5 วิธีที่จะช่วยเปลี่ยนโลกภายในใจของคุณให้สดใส และเปิดรับความสุขได้มากขึ้น

1. เปลี่ยนชื่อและสถานะบนโซเชียลมีเดีย
- ใช้ชื่อด้านบวก การใช้ชื่อตัวเองเป็นการแสดงตัวตนบนโลกออนไลน์ เพิ่มความน่าเชื่อถือ หรือถ้าจะใช้ชื่ออื่น เลือกใช้ชื่อที่ดีกับตัวเอง เพื่อเปิดรับด้านดีๆ เข้ามาในชีวิต และแสดงถึงความรักตัวเอง แต่ถ้าเราเลือกชื่อไม่ดีมาเป็นชื่อของตัวเอง เท่ากับเราตั้งฉายาตัวเองในด้านไม่ดี เช่น เหงา... ชีวิตเราก็จะเจอแต่ความเหงามากขึ้นเรื่อยๆ

- เปลี่ยนสถานะบนโซเชียลมีเดียให้เป็นด้านบวก แสดงตัวตนในด้านที่ดีของตัวเองออกมา แต่เป็นตัวตนที่จริงใจนะ หรืออาจจะใส่คำคม คติประจำใจให้กับตัวเอง ก็ยิ่งเป็นการปักธงให้กับชีวิตว่าเราจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน แล้วชีวิตที่ดีก็จะตามมา 


2. เขียนในด้านดี หรือให้บทเรียนที่ดี
- พิมพ์ข้อความในเรื่องที่ดี หรือถ้าเจอเรื่องไม่ดี พิมพ์ว่าเราได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียของเราเอง ที่จะสะท้อนถึงความคิด มุมมอง ทัศนคติของเราได้อย่างดี ยิ่งเราโพสต์ข้อความดีๆ มากเท่าไหร่ เราจะยิ่งมองโลกในแง่บวกมากขึ้น แต่ถ้าเราใช้พื้นที่ส่วนตัวของเราในการระบายเรื่องไม่ดี เท่ากับเรายอมให้ตัวเองกลายเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย และเจอเรื่องไม่ดีเพิ่มขึ้น 

แม้ว่าพื้นที่ในโซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา แต่ก็ยังถือว่า เป็นพื้นที่สาธารณะ เพราะอย่างน้อยเพื่อนที่ติดตามเขาก็ได้อ่านโพสต์ของเราเช่นกัน จะดีกว่าไหม ที่เราจะโพสต์เรื่องดีๆ เพื่อให้เพื่อนๆ รู้สึกดีๆ เช่นกัน

- เขียนข้อความดีๆ เช่น การเขียนขอบคุณลงไปในไดอารี่ (Diary) ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เราจะสามารถซื่อสัตย์กับตัวเองได้มากที่สุดนั้น เราก็ควรจะเขียนในสิ่งที่ให้ประโยชน์กับตัวเอง เพื่อให้เรื่องราวต่างๆ ข้อความต่างๆ ที่เขียนลงไปให้พลังบวกกับเราเอง 

การเขียนขอบคุณในไดอารี่เป็นวิธีการที่จะช่วยฝึกให้เราเป็นคนคิดบวก มีความคิดสร้างสรรค์ พอใจกับชีวิต รู้สึกพอเพียง และรู้สึกว่าเพิ่มพูนกว่าเดิม เพราะถ้าเราเขียนเรื่องดีๆ มากเท่าไหร่ เราก็จะได้เจอเรื่องดีๆ เพิ่มขึ้น และแม้เราเจอเรื่องไม่ดี เราก็ยังมองว่ามันเป็นบทเรียนที่ดีกับเราได้ ยิ่งเขียนด้านบวกมากเท่าไหร่ ยิ่งขยายความคิดด้านบวกได้มากเท่านั้น

 
3. พูดในสิ่งที่ดี ให้ในสิ่งที่ดี
- ทักทายด้วยคำพูดดีๆ ให้กำลังใจกัน พูดในสิ่งที่มีประโยชน์กับเขา หรือถ้าจะให้ข้อเสนอแนะเขาก็พูดด้วยความตั้งใจดี เช่น ทักทายว่า “เธอดูดีขึ้นนะ” ดีกว่าทักทายว่า “เธออ้วนขึ้น” หรือ “เธอผอมไป” มองหาข้อดีของคนอื่น เราจะยิ่งเห็นข้อดีของตัวเอง 

หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดในด้านไม่ดี เช่น การวิจารณ์ต่อหน้าคนอื่น และการนินทาว่าร้ายคนอื่น เพราะเป็นการไม่ให้เกียรติเขา และการไม่ให้เกียรติคนอื่นเท่ากับเราไม่ให้เกียรติตัวเอง ไม่รักตัวเอง และเมื่อเราใช้คำพูดในด้านลบบ่อยๆ เข้า เราจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ชอบจับผิดคนอื่น และจะดึงดูดคนที่มีนิสัยคล้ายๆ กันมาเป็นเพื่อนกัน

- ขอพรให้ตัวเองและผู้อื่นด้วยความเชื่อมั่นว่าจะเป็นจริง การขอพรด้วยใจที่มุ่งมั่นย่อมได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการขอพรด้วยความไม่มั่นใจ ลังเลสงสัย ว่าจะเป็นไปได้จริงไหม เพราะเมื่อเราเชื่อมั่นว่าจะเป็นจริงได้ ทำให้เรากล้าที่จะลงมือทำ แต่ถ้าเราไม่มั่นใจ เราจะไม่ทำ และไม่ใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับเป้าหมายหรือคำอวยพรที่ขอไป


4. ฟังในเรื่องที่ดี ซึมซับความคิดดีๆ
- เลือกฟังเรื่องราวที่ให้ประโยชน์กับเราเอง อาจจะเป็นการพูดคุยกับคนที่คิดบวก มองโลกในแง่ดี มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ เพื่อให้เราซึมซับแนวคิดดีๆ หรือเลือกอ่านหนังสือหรือฟังหัวข้อการพัฒนาตนเองที่เราสนใจ เพื่อเรียนรู้และปรับมุมมองความคิด มีทัศนคติที่ถูกต้องมากขึ้น

- เลือกฟังหรือชมในสิ่งที่ฟังแล้วสบายใจ หรือให้แง่คิดดีๆ เช่น ฟังเพลงที่มีความหมายดีๆ ให้กำลังใจ หรือดูละคร ซีรีย์ที่ให้ข้อคิด เช่น ซีรีย์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ หรือแนวอาชีพ จะทำให้เราเปิดมุมมองความคิด เข้าใจตัวละคร เข้าใจความแตกต่างของผู้คน และซึมซับทัศนคติด้านบวกอีกด้วย 

หากเราเลือกฟังเพลงอกหัก ดูข่าวลบๆ หรือดูละครแนวดราม่ามากเกินไป จะทำให้เรามองโลกในแง่ร้าย ซึมซับความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว และทำให้เรารู้สึกอกหักกับชีวิต เหมือนเราเป็นคนโชคร้ายอย่างในละครด้วย ไหนๆ จะดูละครทั้งที เลือกดูแล้วทำให้เรารู้สึกมีพลัง สู้ชีวิต คิดบวกขึ้นดีกว่าไหม 


5. คิดดี ให้ความหมายในด้านดี
- ให้ความหมายในด้านดีกับสิ่งที่ผ่านเข้ามา ความคิดมีผลกระทบต่อความรู้สึกของคนเรา ถ้าเราปรับความคิดเป็นด้านบวกได้ จะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น และส่งผลต่อการกระทำและคำพูดของเราไปตามความรู้สึกนั้นๆ เช่น ถ้าเราตัดสินคนอื่นแล้วว่าไม่ดี เราก็จะแสดงออกกับเขาไม่ดี พูดจากับเขาไม่ดี บางทีก็เผลอไปโพสต์ข้อความที่ไม่ดีถึงเขาอีกด้วย 

หรือถ้าเราเห็นคนๆ หนึ่งทำงาน แล้วเรามองว่า เขาลำบาก เราสงสารเขา แต่ถ้าเราปรับมุมมองอีกด้านหนึ่งว่า เขามีความกล้าหาญ เขาขยันทำงาน เราก็จะรู้สึกดีขึ้นและเห็นเขาเป็นแบบอย่างที่ดีได้ การมองคนอื่นด้วยความชื่นชมไม่ใช่ความเวทนา สงสาร ก็จะฝึกให้เรามองตัวเองด้วยความชื่นชมได้เช่นกัน 

และถ้าเราเจอปัญหาอุปสรรคแล้วคิดว่าเราจัดการกับมันไม่ได้ เราก็จะรู้สึกท้อ ไม่กล้า และเริ่มบ่น แต่ถ้าเรามองว่าเป็นความท้าทายที่เราสามารถจัดการมันได้ เราก็จะเกิดความกล้า และหาวิธีการจนเจอทางออกที่เหมาะสม

- คิดดีๆ กับตัวเอง ใส่ใจในความคิดของตัวเอง ด้วยการฝึกมองโลกในแง่บวก มองว่าตัวเองมีคุณค่า ควรค่าแก่การภูมิใจในตัวเอง ชื่นชมตัวเอง มองหาข้อดีของตัวเองให้เจอ ให้กำลังใจและขอบคุณตัวเอง จะทำให้เรามีความกล้ามากขึ้น เชื่อมั่นในตัวเอง และมีพลังทำสิ่งดีๆ ไม่เลิกล้มความตั้งใจไปง่ายๆ และทั้งหมดนี้ แสดงถึงความรักที่มีต่อตัวเอง และเมื่อเรามองตัวเองในด้านดี เราก็จะมองคนอื่นในด้านดีเช่นกัน 

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเริ่มคิดลบ เมื่อได้สติแล้ว ลองบอกกับตัวเองว่า “ช้าก่อน” (เหมือนหนังจีนกำลังภายใน) แล้วฝึกความคิดให้เป็นด้านบวกทันที การฝึกคิดบวกก็เหมือนการออกกำลังกาย ฝึกบ่อยๆ เข้า สมองก็คุ้นชินกับการคิดบวก และเมื่อเราคิดบวกได้คล่องเมื่อไหร่ เราจะคิดลบได้สั้นลง และรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายได้ดีขึ้น 

เพราะความคิดที่เราคิดถึงบ่อยๆ นานเข้าจะกลายเป็นความเชื่อ และฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเราโดยไม่รู้ตัว เราจะลงมือทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ก็เพราะความเชื่อที่มีต่อตัวเราเอง เลือกโฟกัสในด้านบวก เพื่อให้เรามีความเชื่อที่ดี เป็นพลังให้ตัวเองกันนะ

 Marcus Aurelius จักรพรรดิมาร์กุส เอาเรลิอุส เป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมัน ได้กล่าวไว้ว่า 
“The happiness of your life depends upon the quality of your thoughts: therefore, guard accordingly, and take care that you entertain no notions unsuitable to virtue and reasonable nature.” 

(ความสุขในชีวิตของคุณขึ้นอยู่กับคุณภาพความคิดของคุณ 
ดังนั้น จงระวังและดูแลตัวเองไม่ให้เพลิดเพลิน
ไปกับความคิดที่ไม่เหมาะสมต่อคุณธรรมและหลักเหตุผล)   
 
โซเชียลมีเดียของเรา ไดอารี่ของเรา หรือแม้กระทั่งสมองของเราเอง ก็เหมือนน้ำหรือข้าวที่อยู่ในขวดทดลองที่กล่าวถึงข้างต้น เราจะโพสต์ข้อความอะไรลงไปในโซเชียลมีเดีย เราจะเขียนอะไรลงไปในไดอารี่ เราจะเอาความคิดอะไรใส่เข้าไปที่ทำให้เราดีขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับเราเอง และการกระทำ คำพูดของเราก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเรา หากเราตั้งใจดี เจตนาดี จริงใจ เราก็จะเลือกใช้วิธีการที่ดี ผลลัพธ์ก็ออกมาดีตามความตั้งใจ

ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะมาฝึกปรับวิธีคิด คิดอย่างสร้างสรรค์ เปลี่ยนมุมมองความคิดให้เป็นไปในด้านบวก และเมื่อโลกภายในใจของเราเปลี่ยนไป โลกรอบตัวเราก็ดีขึ้นตามไปด้วย 
ชีวิตจะดีขึ้นหรือไม่ อยู่ที่คุณภาพความคิดของเรา

อ้างอิง
- https://www.brainyquote.com/quotes/marcus_aurelius_121534
- https://th.wikipedia.org/wiki/จักรพรรดิมาร์กุส_เอาเรลิอุส
- https://youtu.be/qQYJlHo3DHQ
- https://thewellnessenterprise.com/emoto/
- https://www.ted.com/talks/sharon_horesh_bergquist_how_stress_affects_your_body/transcript?language=th


Writer: takuma ^ ^
Cr: photo from app Canva
=========
คัดลอกบทความมาจาก www.cheer-up.lnwshop.com/article
สนใจอ่านบทความพร้อมภาพประกอบได้จากเว็บนั้นนะคะ
แต่จะทะยอยลงใน storylog เพื่อความสะดวกอีกทางหนึ่งค่า
SHARE
Written in this book
Start your new life by Diary
ไดอารี่ช่วยให้ชีวิตสุขสำเร็จได้อย่างไร ไปแลกัน!
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments