หนทาง
ยิ่งโตยิ่งเข้าใจ
ว่าสิ่งที่สูญเสียไปไม่ใช่ความฝัน
หากทว่าคือความเป็นจริงเหล่านั้น
ที่สูญเสียหนทางของมัน
และหลงเหลือเพียงภาพฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง




แสงทองสาดส่องย้อมขอบฟ้า
หมู่เมฆาเคลื่อนคล้อยร้อยสายฝน
แสงดาราเลือนลับหายจากผู้คน
ให้ยลผลแสงตะวันอันเรืองรอง


ดวงอาทิตย์
ดาวเคราะห์ผู้เป็นศูนย์กลางจักรวาล
ดาวผู้มอบความอบอุ่นแด่ทุกชีวิตบนโลก
แต่ก็เป็นดาวที่เกิดมาเพื่ออยู่อย่างโดดเดี่ยว

ผมเองเคยคิดว่า
ดวงอาทิตย์ช่างเหมือนกับตัวผมเลย
และผมเองก็อยากจะเป็นเช่นนั้น

เป็นคนผู้ซึ่งเป็นศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง
เป็นคนผู้ซึ่งจะเติมเต็มทุกชีวิตบนโลกนี้
และก็เป็นคนผู้ซึ่งเกิดมาเพื่อมีชีวิตอย่างโดดเดี่ยว

หากแต่ความเป็นจริงช่างโหดร้าย
เพราะผมไม่เคยได้เป็นศูนย์กลางของสิ่งใด
นอกไปเสียจากตัวของผมเอง

อย่าว่าแต่ทุกชีวิตบนโลก
เพียงแค่สิ่งมีชีวิตมากมายที่อยู่ใกล้ชิด
ผมก็ไม่สามารถเติมเต็มความปราถนาแก่พวกเขา
แต่ผมกลับยังต้องการความอบอุ่นจากพวกเขา
เพื่อมาเติมเต็มชีวิตของตนเอง

และแน่นอน
ชีวิตผมไม่ได้มีอยู่เพื่อความโดดเดี่ยว
มันต้องการใครต่ออีกมากมาย
แค่เพียงเพื่อให้ดำรงชีวิตผ่านไปอีกสักวัน




ริมหน้าผาที่เบื่องล่างเต็มไปด้วยทะเลหมอกสีขาว
บนกิ่งไม้ใหญ่ที่มีเชือกเส้นสีขาวแขวนอยู่
ผมนั่งมองแสงทองของดวงอาทิตย์ในวันใหม่



เริ่มต้นกับสิ้นสุดต่างกันที่ตรงไหน?


ผมถามกับตัวเองเมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี
จริงๆ แล้วอาจต้องบอกว่าถูกย้อมด้วยแสงสว่าง
แสงสว่างจอมปลอมที่เคลือบสีมันไว้มากกว่า

ท้องฟ้าแท้จริงเป็นสีอะไร
สีฟ้าที่เห็นในยามกลางวัน
หรือสีดำเมื่อยามกลางคืน
ผมไม่รู้ 

บางทีท้องฟ้าอาจไม่ได้เป็นสีใด
ดำและฟ้่าที่เห็นไม่เคยเป็นเช่นนั้น
วันใหม่ไม่เคยมีอยู่ในความจริง
และการเริ่มต้นกับสิ้นสุดก็ไม่ได้แตกต่างกัน

มันอาจเป็นนิยามของความเปลี่ยนแปลง
ที่มีบริบทของผลลัพธ์ที่แตกต่าง
เหมือนดั่งมุมมองที่ว่าผมคือศูนย์กลาง
ที่ความจริงแล้วก็ไม่เคยเป็นศูนย์กลางของสิ่งใด
เมื่อบริบทของคำว่าผมที่ใช้นั้นมาจากใครอีกคน



ผมมองไปยังเชือกสีขาวที่แขวนอยู่บนกิ่งไม้นั้น
มองไปยังบ่วงวงกลมที่อยู่ต่ำลงไป
มือขวาลูบไปที่ลำคอของตัวเอง
พร้อมกับจินตนาการถึงช่วงเวลานั้น
ช่วงเวลาที่คอและเชือกเส้นนั้นสัมผัสกัน

ไม่กี่วินาทีหรอกก่อนที่ผมจะสลบไป
และคงไม่กี่นาทีต่อจากนั้นที่ผมคงจะจากโลกนี้ไป
เมื่อเส้นเลือดแดงและดำของผมถูกกดทับไว้
เมื่ออากาศที่ต้องใช้ไม่อาจส่งผ่านไปถึงสมอง
เมื่อนั้นที่ผมคงไม่ต้องใช้ความคิดใดๆ
ไม่มีคำถามไหนจะทำให้ผมสับสน
ไม่มีเรื่องราวให้ต้องกังวล
และโลกของผมก็คงจะสงบลงได้สักที

" นี่ "

เสียงหนึ่งดังขึ้นในตอนที่มือผมสัมผัสกับเชือก

" นี่ คุณนั่นแหละ คุณที่อยู่บนต้นไม้นั่นน่ะ "

ผมมองลงไปด้านล่าง
มองไปรอบต้นไม้ที่ผมนั่งอยู่
ก่อนจะเห็นเด็กสาวอายุ 13-14 ปีมองขึ้นมา

" เรียกผม "

ผมชี้มาที่ตัวเองด้วยมือที่ปล่อยจากเชือก

" ก็ใช่น่ะสิ แถวนี้มีใครอีก "

เด็กสาวตอบกลับมาเสียงใส
และพร้อมกันนั้นก็หันไปมองซ้ายทีขวาที
เด็กสาวมองผมด้วยสายตาแปลกๆ

" แล้วเรียกผมทำไม "

เมื่อเห็นสายตาแบบนั้นของเธอ
ผมก็ทำได้แค่ยอมแพ้และถามหาความต้องการของเธอ

" ส่งเชือกลงมาพาหนูขึ้นไปด้วยได้มั้ย หนูอยากปีนขึ้นไปบนนั้นแต่แม่ไม่ยอมพาขึ้นไป ไหนๆ คุณก็อยู่ด้านบนแล้วก็ส่งเชือกมาให้หน่อยสิ "

เธอพูดด้วยสายตาที่เปร่งประกาย
พร้อมกับมือที่ชี้มายังเชือกสีขาวเส้นนั้น
แล้วก็กระโดดไปมาด้วยความตื่นเต้น

" ขึ้นมาบนนี้ เธอจะขึ้นมาทำอะไร "

ผมถามกลับไปด้วยความประหลาดใจ

" แล้วคุณทำอะไรล่ะ หนูก็ทำแบบนั้นแหละ หนูเห็นนะว่าคุณน่ะมาที่นี่ทุกวันเลย แล้วก็โหนเชือกเส้นนั้นแกว่งไปแกว่งมา น่าสนุกมากเลย "

เธอยังคงพูดด้วยดวงตาที่ใสซื่อบริสุทธิ
หากแต่ผมกลับนิ่งไปกับคำตอบของเธอ

ผมจำได้ว่าผมพึ่งมาที่นี่ครั้งแรกเมื่อคืนนี้เท่านั้น
และผมก็...


อยู่ๆ ความคิดของผมก็ขาดห้วงไป
ผมนึกเหตุการณ์ตั่งแต่ก่อนหน้านั้นไม่ออก
ทั้งที่ผมจำได้ว่าผมผ่านมันมาไม่นาน
แต่กลับคล้ายว่าผ่านมาแสนนานหลายปี
และหัวผมปวดขึ้นมาจนแทบจะระเบิด
คล้ายกับว่ามีบางสิ่งผุดขึ้นมามากมาย

" คุณเป็นอะไรไป คุณไหวใช่มั้ย ถ้าไม่ไหวหนูไม่ขึ้นก็ได้ "

เธอคงสังเกตเห็นท่าทางผมที่เปลี่ยนไป
ก่อนจะถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ผิดหวัง
ปะปนไปกับความเป็นห่วงที่ผมสัมผัสได้

เมื่อความเจ็บปวดจางหายไปพร้อมกับความเข้าใจบางอย่าง
ผมจึงกระโดดลงมาจากต้นไม้ต้นนั้น

" นี่เธออยากโหนเชือกเส้นนั้นหรอ "

ผมถามเธอออกไป

" ใช่ๆ ใช่ "

เธอตอบพร้อมกับใบหน้าที่เหมือนจะกลับมามีความสุขอีกครั้ง

" แต่มันเจ็บมากเลยนะ "

" ถ้าเจ็บแล้วทำไมคุณถึงมาโหนอยู่ทุกวันเลยล่ะ "

" ทำไมน่ะหรือ "

ผมพูดพร้อมกับทำหน้าครุ่นคิด

" เพราะตอนนั้นตรงนี้มันเจ็บปวดมากกว่าน่ะ เจ็บจนทนแทบไม่ไหว แล้วก็ทรมานมากด้วย "

ผมชี้ไปที่หน้าอกด้านขวาของตัวเอง

" งั้นการโหนเชือกแบบนั้นมันช่วยได้หรือคะ ถ้างั้นตอนนี่คุณก็ไม่เจ็บแล้ว แล้วถ้าวันหนึ่งหนูเจ็บแบบคุณหนูก็จะได้โหนเชือกแบบนั้นใช่มั้ยถึงจะหายเจ็บ "

เธอถามกลับด้วยใบหน้าที่สับสน

" แค่คิดว่ามันจะช่วยได้น่ะ แต่ตอนนี้รู้แล้วล่ะว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลย แล้วต่อจากนี้ก็คงไม่ทำแล้วด้วย "

" ทำไมล่ะคะ แล้วที่คุณทำมาตั่งหลายวัน แล้วคุณต้องทนเจ็บตรงนี้ต่อไปอย่างนั้น "

เธอถามอีกครั้ง พร้อมกับเอามือมาสัมผัสที่หน้าอกผม

" ตอนนี้หายเจ็บแล้วล่ะ แต่ไม่ใช่เพราะไปโหนเชือกนั่นหรอก โหนเชือกนั่นมีแต่จะทำให้เจ็บกว่าเดิม "

" เอ๋ แล้วคุณทำยังไงถึงหาย "

เธอทำหน้าแปลกใจ

" ไม่ได้ทำอะไรเลย "

ผมยกข้อมือขึ้นมาพร้อมกับชี้ไปที่นาฬิกา

" เวลา "

ผมลดมือลงแล้วเปลี่ยนไปชี้ที่ดวงตา ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปที่ศรีษะตัวเอง

" จะพาพาเราไปพบเจอและเห็นมุมมองใหม่ๆ จากนั้นมันจะเปลี่ยนความคิดของเรา และความคิดของเราจะทำให้มันหายเจ็บไปเอง "

ผมตอบออกไป
เธอยกมือขึ้นมาเกาหัวตัวเองเหมือนอยากจะถามอะไร

" ตอนนี้เธออาจจะยังไม่เข้าใจหรอก แต่เธอมีความฝันหรือเปล่าล่ะ "

" มีค่ะ หนูอยากเป็นเจ้าของร้านขนม และหนูก็จะมีขนมให้กินได้ตลอดเลย... "

เธอดูจะสับสนนิดหน่อย
แต่สักพักเธอก็กลับมาเป็นร่าเริงและเล่าความฝันของเธอให้ฟัง

" สักวันหนึ่งนะ อาจจะอีกไม่กี่เดือน หรือไม่กี่ปีต่อจากนี้ ความฝันของเธอจะเปลี่ยนไป และเปลี่ยนไปมากเลยล่ะ "

" ทำไมล่ะ หนูว่าเป็นเจ้าของร้านขนมดีออก "

" อืม เจ้าของร้านขนมก็ดีจริงๆ นั่นล่ะ แต่ไม่ได้แปลว่าอย่างอื่นไม่ดีนี่จริงมั้ย "

เด็กสาวทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย

" อนาคตเธอจะเห็นสิ่งดีๆ อีกมาก และสิ่งไม่ดีก็เช่นกัน เธอจะได้พบความฝันอีกมากมายที่เธออยากจะทำ อยากเป็น อยากจะลอง เหมือนที่ก่อนหน้านี้การขึ้นไปเล่นบนนั้นก็คือหนึ่งในความฝันของเธอใช่มั้ยล่ะ "

เด็กสาวมองไปตามมือของผมที่ชี้ไปยังเชือกเส้นนั้น ก่อนจะพยักหน้าออกมา

" ตอนนี้ผมสามารถพาเธอขึ้นไปได้นะ "

" เอ๋ จริงหรือคะ "

เธอตอบด้วยรอยยิ้มที่กลับมาเต็มใบหน้าอีกครั้ง

" แต่ถ้าเธอขึ้นไปเธอจะต้องเจ็บปวดมาก เธอจะไม่สามารถกลับบ้านได้อีก จะไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่ด้วย ถ้าเป็นแบบนั้นเธอจะขึ้นไปอีกมั้ย "

ผมพูดออกมาขัดรอยยิ้มตื่นเต้นของเธอ

" ไม่ค่ะ "

เธอตอบออกมาหลังจากที่นิ่งไปสักพัก

" อนาคตจะมีความฝันอีกมากมายที่เป็นเช่นเดียวกัน และเธอจะต้องเลือกว่าเธอจะยังทำตามความฝันนั้นอยู้มั้ย "

" หนูไม่เจอได้มั้ย หนูคงตัดสินใจยากน่าดู "

เด็กสาวถามด้วยความสงสัย

" เจอสิ ยังไงก็ต้องเจอ บางครั้งเธอต้องเลือกที่จะยอมเจ็บปวด เพื่อที่ไม่เจ็บปวดไปมากกว่านั้น และบางครั้งเธอก็ต้องเจ็บปวดอย่างมาก ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ตาม แต่ไม่นานหรอก ไม่มีความเจ็บปวดไหนคงอยู่ถาวร "

เด็กสาวทำท่าอยากจะเถียง

" เอาล่ะ ผมต้องไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องปฎิเสธหรือยอมรับหรอก สักวันหนึ่งเธอจะรู้และเข้าใจเอง "

ผมบอกเด็กสาวก่อนจะหันหลังเพื่อเดินไปอีกทาง

" ถ้าวันนั้นมาถึงแล้วเธอพบว่ามันเป็นความจริง ผมขอให้เธออดทนและจำคำพูดผมไว้นะ ลองหาความฝันใหม่ดู เพราะยิ่งโตเธอจะยิ่งเข้าใจ ว่าสิ่งที่สูญเสียไปไม่ใช่ความฝัน หากทว่าคือความเป็นจริงเหล่านั้น ที่สูญเสียหนทางของมัน และหลงเหลือเพียงภาพฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง "

ผมพูดก่อนจะเดินจากไป
ทิ้งให้เด็กสาวยืนงงอยู่ตรงนั้น
ก่อนที่เธอจะเดินจากไปเช่นกัน



" อย่างน้อยก็ในวันนี้ ขอให้เธอสูญเสียหนึ่งในหนทางของความเป็นจริงไป หนทางที่จะทำให้เธอเป็นเหมือนผม " 

ผมที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้มองตามหลังเด็กสาวไป
ก่อนที่จะค่อยๆ สลายหายไปพร้อมกับเชือกเส้นนั้น




17 ปีต่อมา

" หนูเข้าใจแล้วว่าความเจ็บปวดที่คุณบอกคืออะไร หนูรู้แล้วว่าอะไรคือความเป็นจริง ทุกอย่างเป็นเหมือนที่คุณบอก หนูค้นพบความฝันมากมาย และหนูก็ต้องเจ็บปวดมากมายไม่แพ้กัน 

หนูเคยคิดว่าหนูสูญเสียความฝัน ก่อนที่จะได้รู้ว่าคุณพูดไว้ถูกต้อง ว่าจริงๆ แล้วหนูไม่ได้สูญเสียความฝันนั้นเลย แต่หนูแค่สูญเสียหนทางในการทำความฝันนั้นให้เป็นจริงต่างหาก

แต่คุณพูดผิดอยู่อย่างหนึ่งนะคะ เพราะที่หนูสูญเสียไปมันเป็นแค่หนึ่งในหนทางที่จะทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องหาความฝันใหม่หรอกค่ะ หนู่แค่ต้องหาหนทางใหม่เท่านั้นเอง แต่ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะ "

หญิงสาววางดอกไม้ไว้หน้าต้นไม้ริมหน้าผา
ก่อนที่เธอจะเดินจากไปพร้อมกับคำพูดสุดท้าย



ยิ่งโตหนูถึงยิ่งเข้าใจ
ว่าสิ่งที่สูญเสียไปไม่ใช่ความฝัน
หากทว่าคือความเป็นจริงเหล่านั้น
ที่สูญเสียหนึ่งในหนทางของมัน
และหลงเหลือเพียงภาพฝัน
ที่ต้องหาหนทางใหม่เพื่อทำให้มันเป็นจริง

SHARE
Written in this book
เรื่องสั้นสั้น
เรื่องที่นึกขึ้นได้ เรื่องที่ได้พบเจอ แค่เรื่องที่อยากบอกเล่าออกไป ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
Writer
konimon
reader @ writer
IG : konimon Facebook : มุมมองของเงา

Comments