หนังสือพิมพ์ : สิ่งพิมพ์ที่จะไม่หายไปจากใจของฉัน
"สำหรับรุ่นป้า ยังไงก็ต้องอ่านหนังสืิอพิมพ์"
น้ำเสียงของสาวประเภทสองที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยชราบอกกับฉัน 

หน้า ๑
ตอนนั้นฉันทำงานเป็นพนักงาน part-time อยู่ที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่ง ซึ่งงานประจำทุกเช้าคือสวมผ้ากันเปื้อนเพื่อบ่งบอกถึงสถานะพนักงาน ต่อด้วยการเดินไปแบกหนังสือพิมพ์กองมหึมาจากหลังโกดังใส่รถเข็นไฮเปอร์มาร์เก็ต เข็นมาที่หน้าร้าน ตัดเชือกฟางที่มัดหนังสือพิมพ์กองหนาเหล่านั้น แล้วจัดมันวางเรียงรายบนชั้นให้สวยงาม

แล้วนั่นคือชั่วโมงที่ฉันมีความสุขมากที่สุดในการทำงาน...

หนังสือพิมพ์ที่ร้านวางขายมีถึง ๓ ภาษาให้เลือกสรร ตั้งแต่ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ รวมไปถึงภาษาจีนอยู่ ๒ หัว ลูกค้าของร้านจึงมีตั้งแต่ฝรั่งตาน้ำข้าว คนไทยทุกระดับสังคม และคนจีนแท้ๆ

ในแต่ละวัน ฉันจะต้องหยิบหนังสือพิมพ์หลายหัวเดินไปส่งให้กับร้านกาแฟแห่งหนึ่ง กวาดสายตามองเข้าไปในร้านแต่ละครั้งก็จะพบเจอผู้สูงอายุที่ต่างมานั่งพูดคุย ราวกับเป็นสภากาแฟย่อมๆ ทุกคนพูดคุยถกเถียงเรื่องบ้านเมืองเสียงดัง จนพนักงานขายหนังสือตัวเล็กๆที่อยู่ตรงข้ามร้านอย่างฉันยังได้ยินชัดเจน (แล้วก็แอบฟัง)

ระหว่างวัน ลูกค้ามากหน้าหลายตาต่างแวะเวียนมาไม่จบสิ้น ส่วนใหญ่ก็ยังคงวนเวียนกับชั้นวางหนังสือพิมพ์มากกว่าหนังสือเป็นเล่มๆที่วางเรียงรายอย่างสวยงาม 

ทุกวันจะมีอาแปะคนหนึ่งเดินเข้ามาชูเหรียญ ๑๐ บาทที่หน้าเคาน์เตอร์เล็กๆของฉัน ประหนึ่งเป็นการย้ำเตือนให้ฉันรู้หน้าที่ว่าจะต้องเดินไปหยิบหนังสือพิมพ์ภาษาจีนรายวันมาให้แก ๑ ฉบับถ้วน เพื่อแลกกับเงิน ๑๐ บาทที่แกถืออยู่ 

ชาวต่างชาติก็แวะเวียนเข้ามาเช่นกัน ฉันต้องรู้หน้าที่ว่าวันนี้ฉันจะขาย Bangkok Post หรือขาย The Nation ให้เขา

นอกจากนี้ หน้าที่ประจำของฉันคือการถือหนังสือพิมพ์ไทยรัฐไปส่งให้กับคนขายล็อตเตอรี่ ที่นั่งบนวีลแชร์หน้าซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนั้น พร้อมกับเตรียมเงินทอนไปอีก ๑๐ บาท เพราะแกจะจ่ายแบงก์ ๒๐ มาให้ตลอด ช่วงเวลาที่เขาขายของไม่ได้ หนังสือพิมพ์ก็จะทำหน้าที่สร้างความบันเทิงและคลายเหงา ให้กับชายที่ต้องนั่งกลางแดดขายของเพียงลำพัง

จากนั้น ฉันจะกลับมานั่งที่เคาน์เตอร์ขนาดเท่ารูหนูเล็กๆ พร้อมกับทอดสายตาอย่างตั้งคำถามว่าในจังหวัดเชียงใหม่ ทำไมเชียงใหม่นิวส์ราคา ๕ บาทกลับไม่ค่อยเป็นที่สนใจเท่าไรนัก หนังสือพิมพ์กีฬาตระกูลสปอร์ตทั้งหลายก็ดูเหมือนจะไม่ทำกำไรให้ร้านเหมือนกัน 

สัญชาตญาณจะสั่งให้มือของฉันเอื้อมไปหยิบหนังสือพิมพ์ที่ขายไม่ออกเหล่านั้นขึ้นมาอ่าน ซึ่งปรากฏการณ์ที่ดีต่อใจคือ 'หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจและข่าวหุ้น' ยังขายไม่ออก เพราะหนังสือพิมพ์ตระกูลนี้ราคาสูงอยู่สักหน่อย อย่างฐานเศรษฐกิจตอนนั้นน่าจะราคา ๓๐ บาท หรือแพงกว่าหนังสือพิมพ์ปกติถึง ๓ เท่าเลยทีเดียว

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันจำได้ว่าความรู้สึกตลอดการทำงานกะนั้นจะทรงตัวมาก ถ้าไม่ได้ตื่นเต้นกับการได้บอกลูกค้าว่า...
"วันนี้ไทยรัฐหมดแล้วค่ะ ขายดีตั้งแต่เช้าเลย"
"วันนี้เดลินิวส์หมดค่ะ"
"คมชัดลึกโดนจองไปตั้งแต่สายๆแล้วค่ะ"

แปลกไหม?


สารคดีหน้ากลาง
ลองนึกย้อนกลับไปนานเหมือนกัน มันจะต้องบ้าแค่ไหน...

เมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมา ฉันเป็นแค่เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ คนหนึ่งที่ถือหนังสือพิมพ์มาโรงเรียนทุกวัน แต่ละวันก็จะมีหนังสือพิมพ์ไม่ซ้ำหัวกัน วันไหนอารมณ์ดีก็อ่าน The Nation ให้ได้เก็บศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรืออยากอ่านข่าวภาษาไทยก็คว้าไทยรัฐหรือเดลินิวส์จากชั้นบนสุดของชั้นวางหนังสือพิมพ์ในร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยโรงเรียน 

ฉันจะเดินเข้าไปในโรงเรียนอย่างเฉิดฉายในตอนเช้าด้วยหนังสือพิมพ์ฉบับเดียว เวลาพักกลางวันก็กางหนังสือพิมพ์บนเก้าอี้ที่นั่งเรียน ก่อนจะใช้ปากกาไฮไลต์สีเหลืองสะท้อนแสงปาดไปตามข้อความที่สนใจ พอครูเข้าห้องเรียนก็เก็บซ่อนให้มิดชิด แต่สิ่งที่ปิดไม่มิดเห็นจะเป็นคราบหมึกดำๆตามนิ้วมือและด้านข้างมือนั่นแหละ 

ฉันยังคงทำแบบนั้น ทั้งที่ตอนนั้นสอบติดสาขาสัตวศาสตร์แล้ว ยืนยันสิทธิ์แล้วด้วย และทำสติถิเป็น ๓ คนแรกของโรงเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ตอนนั้นทิ้งฝันเลย เพราะคำนวณรายได้ในอนาคตว่าเป็นนักข่าวไม่น่าหาเลี้ยงที่บ้านที่กำลังอดอยากได้แน่ๆ 
แต่หัวใจก็เฝ้าเรียกร้องว่าฉันต้องตายไปกับหนังสือพิมพ์สิ
สุดท้าย เราตัดสินใจทิ้งทุกอย่างแล้วเดินตามฝัน สอบตรงเข้าคณะอะไรก็ได้ที่จะทำให้เราไปทำงานเป็นนักข่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นศิลปศาสตร์ สาขาภาษาไทย, ครุศาสตร์ สาขาภาษาไทย, วรรณกรรม และวารสารศาสตร์เอง ซึ่งก็สอบติดหมดเกือบทุกที่และทุกคณะที่ยื่นไป น่าจะสอบไม่ติดที่เดียว

เรารู้ตัวอีกทีก็อยู่ที่เชียงใหม่แล้ว วันนั้นเรารอประกาศผลสอบของ ๒ คณะคือหลักสูตรสองปริญญาที่เราเรียนอยู่ในตอนนี้ (จวนเป็นบัณฑิตในไม่ช้านี้) และคณะโบราณคดี สาขาภาษาไทย

ฉันสอบติดทั้งสองที่ตามเดิม
จะเป็นนักข่าวหรือไปปัดแปรงในโบราณสถานที่มั่นคงกว่านี้ดีล่ะ?
คำตอบก็คงต้องเป็นนักข่าวแน่ล่ะ

เวลาผ่านไป ช่วงที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แรกๆ กลับมาย้อนเห็นกองพะเนินเทินทึกของหนังสือพิมพ์ที่อ่านสมัยเรียนก็อดคิดถึงเวลาเหล่านั้นไม่ได้ แต่หนังสือพิมพ์เหล่านี้ก็หายไปตามกาลเวลา

แล้วฉันก็ยังอดคิดถึงสายตาที่คนมองฉันอย่างประหลาด 
เวลาถือหนังสือพิมพ์บรอดชีตผ่านหน้าประตูโรงเรียนไม่ได้จริงๆ


ข่าวบันเทิง
ทีวีดิจิทัลเปิดมาใหม่ๆ ใครๆก็ตื่นเต้น

ฉันกล้ายอมรับอย่างเต็มปากว่าตัวเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย แต่ถึงเวลาต้องเลือกแขนงสื่อสารมวลชนที่สนใจ ฉันคงเป็นเด็กที่บ้ามากกับการเลือกเรียน 'การหนังสือพิมพ์' เป็นอันดับ ๑ 

ตอนนั้นไม่มีใครอยากเรียนแขนงนี้เลย รุ่นพี่คณะการสื่อสารมวลชนล้วนแต่ปล่อยข่าวกันจ้าละหวั่น

หนังสือพิมพ์จะตายแล้ว
รุ่นน้องเพิ่งเข้ามาใหม่ก็กลัวจนต้องหันเหไปทางอื่นหมด เพราะกลัวว่าจบมาจะตกงาน อีกอย่างคงเป็นเพราะทุกคนกลัวการเขียน เลยขอเลือกเรียนแขนงอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องเขียนงาน ทั้งที่จริงแล้วไม่ว่าคุณจะเรียนแขนงอะไรก็ต้องเขียนหมดนั่นแหละ อยู่ที่ว่าจะได้เขียนอะไรเท่านั้น 

ตอนนั้น สังคมภายนอกตื่นตูมกับการปิดตัวของหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายหัวหลายหัว จนญาติที่ไม่เคยติดต่อฉันมาเลย ยังส่งข้อความมาบอกว่านิตยสารหลายฉบับปิดตัวแล้ว ฉันไม่แปลกใจกับปรากฎการณ์เหล่านี้เลย

ทว่า ฉันก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าฉันได้ยินสิ่งนี้จากศิษย์โรงเรียนสอนวารสารศาสตร์ ที่หลายคนในวงการขนานนามให้ว่าเป็นอันดับ ๑ ของไทยจริงๆใช่หรือไม่?

'การหนังสือพิมพ์' เลยกลายเป็นแขนงที่เด็กทุกคนต่างทิ้งขว้าง หรือเป็นแขนงที่จะกรอกไว้ลำดับสุดท้าย 

ข่าวเศรษฐกิจ
วันนี้ (๒๕.๐๙.๒๕๖๒) เพจ 'MarketThink' ระบุว่า "รายได้หนังสือพิมพ์ กำลังหดตัวลง อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง" 

เม็ดเงินจากการโฆษณาในหนังสือพิมพ์ที่สูญหาไปหลักพันล้านต่อปีสั่นคลอนวงการสิ่งพิมพ์ไม่น้อย เพราะเหตุนี้ สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ถึงทยอยปิดตัวลงไปตามกาลเวลา 

ทั้งหมดนี้ทำให้ย้อนกลับมาคิดถึงเหตุการณ์ช่วงที่เป็นพนักงานขายหนังสืออีกครั้ง มันมีบทเรียนหนึ่งที่น่าสนใจมาก
หนังสือพิมพ์กับคนแก่ยังไงก็เป็นของคู่กันฉันสนุกกับการได้คุยเรื่องหนังสือพิมพ์กับลูกค้ามาก วันหนึ่งมีลูกค้ารุ่นแม่เดินเข้ามาในร้าน ถามหาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉันหยิบและยื่นให้เขา พร้อมกับเดาว่าเขาน่าจะเป็นสาวประเภทสองที่มีความใฝ่รู้สูงมากทีเดียว

'เราสองคุยแลกเปลี่ยนกันว่าหนังสือพิมพ์ในเมืองไทยไม่มีคนอ่านจริงหรือ?'

ฉันเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อแบบนั้น ถึงคนไทยส่วนใหญ่ ๆ จะมองว่าไปอ่านเอาในเว็บไซต์ฟรี สุดท้ายเว็บไซต์และสำนักข่าวเหล่านี้ก็หยิบประเด็นมาจากหนังสือพิมพ์หัวสีที่คุณคุ้นเคยกันอยู่ดี

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือคนสูงอายุยังเข้าไม่ถึงออนไลน์หรอก 
 
คุณป้าคนนั้นบอกเราว่าเธอยังต้องอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ดี เพราะตัวหนังสือในโทรศัพท์เล็ก อ่านไม่ถนัด อีกอย่างหนึ่งคือการสัมผัสก็แตกต่างโดยสิ้นเชิง ชานชาลา (Platform) แต่ละแบบก็ไม่สามารถแทนที่เนื้อสัมผัสของกันและกันได้ เหมือนที่ออนไลน์ไม่สามารถให้กลิ่นหรือเนื้อสัมผัสของกระดาษได้ 

เธอย้ำว่ายังไงก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์

ฉันคิดต่อยอดไปอีกว่าต่อไปประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ในไม่ช้า อาจจะเป็นไปได้ยากที่หนังสือพิมพ์ไทยจะหายไปได้มากขนาดนั้น ผลประกอบการจะลดลงก็จริง แต่ค่อยๆลดลงไป ไม่ได้ฮวบอาบแบบที่หลายคนตื่นตูม

อนาคต หนังสือพิมพ์ยังคงจำเป็น แค่อาจจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบของกระดาษอย่างที่เราต่างคุ้นเคย แต่ย้ายขึ้นไปอยู่บนชานชาลาใหม่อย่างออนไลน์แทน เพราะเดี๋ยวนี้เราก็อ่านหนังสือพิมพ์ใน Pressreader เหมือนกัน 

อีกเหตุผลหนึ่งคือหนังสือพิมพ์ยังเป็นของที่ระลึกในหลายเหตุการณ์สำคัญของไทยเสมอ 

หนังสือพิมพ์ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ต่างรายงานข่าวจากสำนักพระราชวังเหมือนกัน แต่คุณเชื่อไหม...

หนังสือพิมพ์เกลี้ยงแผงจนต้องผลิตซ้ำ
ปรากฎการณ์นี้ทลายความเชื่อว่าสิ่งพิมพ์กำลังจะตายไปพอสมควร เพราะวันนั้นหนังสือพิมพ์มียอดจองถล่มทลาย จนต้องจัดพิมพ์ซ้ำ จัดทำฉบับพิเศษ รวมถึงเปิดให้ดาวน์โหลดผ่านออนไลน์อย่างคับคั่ง 

ฉันเลยไม่เคยเชื่อว่าหนังสือพิมพ์จะจากไปไหน
เพียงแค่เราต้องโยกย้ายความเคยชินเดิม สู่ความเคยชินใหม่เท่านั้นเอง

ปกหลัง
ไม่นานมานี้ 
ไม่ว่าจะเดินทางไปประเทศไหน หรือใครถามว่าอยากได้ของฝากอะไร
หนังสือพิมพ์จะต้องเป็นหนึ่งในของฝากเสมอ

ฉันสนใจเวลาที่เดินทางไปต่างถิ่นแล้วมีคนชี้ว่านี่คืออาคารของสำนักพิมพ์นั้น หนังสือพิมพ์หัวนี้ เหมือนตอนที่เราเป็นตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยไปดูงานที่เวียดนาม เพื่อนก็ชี้ให้ดูว่านี่เป็นสำนักพิมพ์นะ เราก็พยักหน้าหงึก ๆ ด้วยความตื่นเต้น ทั้งที่ในใจแอบส่งเสียงกรี๊ดดังมาก

ฉันมักจะรบกวนเพื่อนให้ซื้อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นกลับมาฝากเสมอ หรือหากเราเดินทางก็จะซื้อติดไม้ติดมือกลับมาอย่างน้อยหนึ่งฉบับ

หนังสือพิมพ์เป็นของฝากที่วิเศษมาก เพราะต่อให้คุณซื้อหนังสือพิมพ์หัวเดียวกัน แต่ถ้าไม่ซื้อในวันเดียวกันก็จะได้ของที่ไม่ซ้ำเดิมตลอดเวลา เพราะเรื่องราวข้างในนั้นมันเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเสมอ 

เสมือนเพื่อนได้ถือกระดาษที่บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัวของเขามาฝากคุณ หรือถ้าคุณซื้อเองก็เหมือนการซื้อบันทึกหรือ journal จากคนในท้องถิ่นมาแทนการลงไปบันทึกเอง

ฉันเชื่อว่าบนกระดาษได้บันทึกเรื่องราวเอาไว้
แล้วเรื่องราวเหล่านั้นจะไม่หายไปตามกาลเวลา
เพียงแค่มีการบันทึก

แล้วในวันนี้ฉันก็ยังคงยืนยันที่จะเป็นสื่อมวลชนตามความฝัน
เพราะฉันก็อยากเป็นคนที่บันทึกเรื่องราว เพื่อหยิบยื่นให้คนอื่นเช่นกัน


SHARE
Writer
Yittha
Ordinary Writer
นักศึกษาที่ถูกกล่าวหาว่าเรียนรู้แบบจับฉ่ายคนหนึ่ง มีงานอดิเรกคือการเดินแก้ฟุ้งซ่านไปวันๆ

Comments