6 วิธีคิดของคนสำเร็จที่ควรคิดและทำตาม
เวลาที่เราทำอะไรสำเร็จ เราคิดอย่างไร และเวลาที่เราทำอะไรไม่สำเร็จ หรือไม่กล้าลงมือทำ ตอนนั้นเราคิดอย่างไร วิธีคิดมีอิทธิพลมากต่อการตัดสินใจจะลงมือทำหรือไม่ทำ ถ้าเราคิดว่าเราทำได้ เราก็จะลงมือทำ แต่ถ้าเรากลัวไปก่อนว่ามันจะล้มเหลว หรือลังเลคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ เราก็จะไม่ทำอะไร แค่คิดและก็ปล่อยผ่านไป

สิ่งที่เราคิดบ่อยๆ มันจะกลายเป็นความเชื่อ เช่น ถ้าเราเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง ก็มาจากพื้นเพความคิดที่เชื่อว่า “ฉันทำได้” ถ้าเราเรียนรู้ how to มากมาย แล้วไม่ลงมือทำเสียที ถึงเวลาแล้วล่ะ ที่ควรจะปรับที่วิธีคิด (Mindset) ของเราให้เป็นแบบ Growth Mindset (วิธีคิดแบบเติบโต) คือ วิธีคิดที่เชื่อว่าคนเราเปลี่ยนแปลงกันได้ พัฒนากันได้ 

คนที่ประสบความสำเร็จต่างก็มีวิธีคิดแบบนี้ เรามาลองดูวิธีคิดของพวกเขาและลองคิดและทำตามกันดีกว่า เพื่อที่เราจะได้ยกใจของเราให้สูงขึ้น หรือตัวใหญ่ขึ้น จะได้อยู่เหนือปัญหาและความท้าทาย ไม่ถอดใจง่ายๆ และประสบความสำเร็จในชีวิตได้เช่นกัน

1. Keep Going: ไม่ว่าจะเกิดอะไร..ฉันไปต่อ
Jessica Sweet โค้ชอาชีพและนักบำบัด “Wishing Well Coach” เธอบอกไว้ว่า 
“บางครั้งสิ่งต่างๆ ก็ผ่านไปได้ดี 
บางทีก็ไม่ดีเท่าไหร่ บางครั้งชีวิตก็เรียบง่าย 
แต่ก็มีบ้างที่รู้สึกเหมือนกำลังทุบกำแพง 
เจออุปสรรคต้องฝ่าฟันมันไปให้ได้ 
กุญแจสำคัญคือ “ไปต่อ” 
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ฉันทำได้และฉันไม่เคยยอมแพ้”  

“ไปต่อ..ไม่รอแล้วนะ” เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อย ถ้าเราคิดว่าเราไปต่อได้ในทุกสถานการณ์ ทำให้เราไม่เสียเวลาที่จะท้อ ทุกข์ใจนาน เหนื่อยก็พักไม่นาน แล้วลุกขึ้นมาใหม่ เป็นวิธีคิดที่ฝึกให้เรามีใจที่เข้มแข็ง สร้างความเชื่อมั่นในตัวเราว่า เราไปต่อได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ลองบอกตัวเองคำนี้ทุกวัน “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น..ฉันไปต่อ” การคิดบ่อยๆ จะสร้างความเชื่อใหม่ ที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นได้ คิดอะไร ก็ได้อย่างนั้น


2. Thankfulness: ขอบคุณในสิ่งที่คุณมี
Steve Mueller บล็อกเกอร์เว็บไซต์ “Planet of Success” เขากล่าวว่า 
“การขอบคุณเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด 
ที่จะช่วยให้คุณตระหนักถึงความสวยงามในชีวิตของคุณ 
หากคุณไม่สามารถชื่นชมในสิ่งที่คุณมี 
อาจจะยากมากที่คุณจะชื่นชมในสิ่งที่คุณกำลังพยายามทำ 
หลายคนรู้สึกว่างเปล่า ไม่รู้ว่าชีวิตต้องการอะไร 
จึงพยายามเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป
ด้วยการพยายามแข่งขันเพื่อให้มีเหมือนกับคนอื่น” 

การขอบคุณในสิ่งที่มี ทำให้เราพอใจในสิ่งที่เราเป็น พอใจในสิ่งที่เรามี มองเห็นชีวิตในด้านบวกมากขึ้น เมื่อเราขอบคุณในสิ่งที่เราได้รับบ่อยขึ้น จะเกิดความเคยชิน และทำให้เรามีพลังบวก สามารถเป็นกำลังใจให้ตัวเองได้ ถ้าเราเริ่มไม่มั่นใจ ลังเลสงสัยในสิ่งที่เราทำว่าจะมีคนยอมรับหรือไม่ หรือมันจะออกมาดีหรือไม่ การขอบคุณตัวเองที่ได้ลงมือทำ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ทำให้เรามีแรงฮึดที่จะเดินหน้าต่อไป โดยไม่ฟังเสียงที่ไม่มีประโยชน์กับตัวเรา 

และสิ่งที่สำคัญของการขอบคุณจะทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเราเติมเต็มแล้ว พอเพียงแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาอะไรมาใส่มากมาย เช่น เงินทอง ชื่อเสียง เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงและมันก็อยู่กับเราได้ไม่นาน

ลองเขียนขอบคุณลงในไดอารี่ (Diary) สั้นๆ วันละ 2-3 เรื่อง เพื่อเป็นหลักฐานว่าเราได้รับสิ่งดีๆ มากมาย มากจนเราสามารถแบ่งปันให้กับผู้อื่นได้ และเมื่อเราขอบคุณเราจะยิ่งได้รับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดคิดเลยทีเดียว


3. Do & Grow: ยิ่งลงมือทำ ยิ่งเติบโต
Mischaela Elkins นักเขียนและนักธุรกิจ กล่าวไว้ว่า 
“You don’t grow through successes, 
you grow through what you go through.” 
(คุณไม่ได้เติบโตผ่านความสำเร็จ คุณเติบโตผ่านสิ่งที่คุณทำ)  

ทุกอย่างที่เราลงมือทำ ประสบการณ์ที่เราเคยผ่านมา ถ้าเราเรียนรู้ ยอมรับ เราจะเติบโต มีหลายคนต้องการประสบความสำเร็จให้ได้ก่อน จึงจะรู้สึกว่าชีวิตก้าวหน้า เติบโต แต่จริงๆ แล้วเราโตขึ้นทุกวัน ถ้าเราได้เรียนรู้จากการลงมือทำ เราจะค่อยๆ พัฒนาตัวเองเป็นคนที่เก่งและดีขึ้น มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เช่น กล้าตัดสินใจ รู้จักแก้ปัญหา กล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย รู้จักยืดหยุ่นและปล่อยวาง เป็นต้น 

ประสบการณ์จะสอนให้เรารู้ว่า วิธีการไหนที่เราทำแล้วได้ผล อันไหนไม่ได้ผลเราก็ปรับปรุงใหม่ให้ดีขึ้น ทุกกิจกรรมที่เราทำไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน หรือแม้กระทั่งงานอดิเรกก็ช่วยฝึกนิสัยที่ดีให้เราทั้งนั้น

ลองเขียนรายการสิ่งที่อยากทำ แล้วลงมือทำทันทีที่ว่าง เช่น งานอดิเรกที่เราชอบ หรือแม้กระทั่งทำงานพิเศษ จะได้ฝึกเราให้เป็นคนมีความรับผิดชอบ ใช้เวลาว่างเป็นประโยชน์ แบ่งเวลาเป็น เมื่อเรามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เราก็จะสามารถจัดการเวลา จัดการชีวิตของเราได้ง่ายขึ้น


4. Keep Learning: ยิ่งเรียน ยิ่งเด็ก
Henry Ford เป็นเจ้าของธุรกิจรถยนต์แบรนด์อเมริกันคือ "ฟอร์ด" (Ford) กล่าวไว้ว่า 
“Anyone who stops learning is old, 
whether at twenty or eighty. 
Anyone who keeps learning stays young.” 
(ใครก็ตามที่หยุดเรียนรู้นั้นแก่แล้ว ไม่ว่าจะอายุยี่สิบหรือแปดสิบ 
และใครก็ตามที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องนั้นยังเด็ก)  

สำนวนที่ว่า “ไม้แก่ดัดง่าย ไม้อ่อนดัดยาก” ใช้ไม่ได้ผลแล้วในปัจจุบัน ไม่ว่าจะแก่หรือเด็ก ถ้าเราเรียนรู้และลงมือทำ เราจะสามารถพัฒนาตัวเราเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นได้ ถ้าทุกวันนี้ เราไปทำงาน ไปเรียน แล้วรู้สึกว่า สิ่งที่เราเรียน งานที่เราทำ มีอะไรที่เราต้องเรียนรู้อีกเยอะ แล้วพอมีเวลาว่างก็หาเวลาเรียนรู้สิ่งใหม่เพิ่มขึ้นอีก ก็แสดงว่าเรามีนิสัยของเด็กที่รักการเรียนรู้ ทำให้สมองได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ 

และยิ่งเราใช้เวลาไปกับการฝึกฝนอะไร เราจะได้สิ่งนั้นตอบแทน เช่น ถ้าเราอ่านหนังสือเป็นประจำ เราก็จะมีสมาธิเพิ่มขึ้น วิธีคิดเป็นระบบมากขึ้น นำไปสู่การจดจำได้ดีขึ้น ช่วยให้เรามีสมาธิในการเรียน หรือเวลาทำงานก็ตัดสินใจได้เร็วขึ้นด้วย

ลองใช้เวลาว่างที่มีเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยทำ หรือกลับมาลองทำสิ่งที่เราเคยสนใจอีกครั้ง เช่น ฝึกถ่ายภาพ วาดรูป จัดดอกไม้ ทำขนม เพื่อให้เรากลับมาสนุกสนานเหมือนเด็กๆ อีกครั้ง เด็กที่ไม่สนใจผลลัพธ์ว่าจะดีหรือไม่ แค่สนุกไปกับสิ่งที่ทำ


5. Learn to solve: หัดแก้ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น
Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้ง Google สอนให้เรารู้จักแก้ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น เพราะถ้าอยากจะเติบโตเป็นคนที่เก่งขึ้นและดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ จำเป็นจะต้องฝึกแก้ไขปัญหา เจอความท้าทายที่ยากขึ้น ใหญ่ขึ้น และเมื่อเจอปัญหาที่ใหญ่มากๆ เข้า ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ซึ่งโปรเจค Google Translate เป็นหนึ่งความท้าทายที่พวกเขาทำได้ ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลหลายภาษาได้ฟรีๆ ถึง 62 ภาษา และเขาจะยังคงปรับปรุงพัฒนาต่อไป เพราะในโลกนี้มีถึง 4,000 กว่าภาษา

แน่นอนว่าคนเราทุกคนไม่อยากมีปัญหา ไม่อยากเจออุปสรรค แต่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ และผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่และคุ้มค่ามักจะมีปัญหาและความท้าทายอยู่เสมอ ในเมื่อเราหลบไม่ได้ การยอมรับและเผชิญหน้ากับมันจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราอยู่กับมันไม่นาน ปัญหามา ปัญญาก็แก้ไป ถ้าเรากลัว ไม่มั่นใจ เราก็จะเสียเวลาอยู่กับมันนานเกินควร

ลองทำใจให้พร้อมเสมอในทุกสถานการณ์ เชื่อมั่นในตัวเองว่า ไม่ว่าจะเจออะไร เราก็ผ่านมันไปได้ ทำงานเจอปัญหา เป็นเรื่องธรรมชาติ ก็แก้ไขกันไป เรียนเจอความยากลำบาก ก็อดทนลุยให้ถึงที่สุด เราจะได้เพิ่มขีดความสามารถของตัวเอง เผยศักยภาพที่ซ่อนอยู่ให้แสดงตัวออกมา


6. 1% better: ปรับแค่ 1%
Matthew Eichhorst ประธานบริษัท Expedia CruiseShipCenters บริษัทตัวแทนท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือในปี พ.ศ.2560 กล่าวไว้ว่า 
“กุญแจสำคัญของการทำธุรกิจให้ดีขึ้น
หรือการพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นเราในเวอร์ชันที่ดีขึ้น 
คือ การปรับปรุงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างต่อเนื่องในทุกๆ วัน 
แทนที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในคราวเดียว 
ไปเน้นการสร้างสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นจากเมื่อวานเพียง 1% 
ซึ่งอาจจะดูเล็กน้อย แต่มันจะค่อยๆ สะสม
และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างที่ต้องการ 

คุณจะเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ และในชีวิตของคุณ 
และสิ่งที่ต้องทำก็คือ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นทุกวัน” 

ความสำเร็จก็เหมือนกับการสร้างกล้ามเนื้อ ที่ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ค่อยเป็นค่อยไป และค่อยๆ เพิ่มขีดความสามารถในการออกกำลังกาย จึงจะกลายเป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ความสำเร็จก็เช่นกัน จะยั่งยืน มั่นคงได้นั้น ย่อมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทีละนิด ทุกๆ วัน

ลองฝึกการปรับปรุงแค่วันละนิดทุกๆ วัน ในสิ่งที่เราทำหรือต้องการเปลี่ยนแปลง เช่น ปรับปรุงวิธีการทำงาน จดรายการสิ่งที่ต้องการปรับแล้วทำวันละอย่าง ให้ดีขึ้นวันละนิด ทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์และช่างสังเกตมากขึ้นว่ามีส่วนใดที่สามารถปรับและพัฒนาได้อีก และเราก็จะเก่งในงานนั้นขึ้นเรื่อยๆ หรือลองเลือกปรับนิสัยที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ฝึกอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นเวลา 21 วัน จะได้นิสัยใหม่ 

เช่น ตื่นเช้า จัดตารางเวลาใหม่ เขียนบัญชีรายรับรายจ่าย เป็นต้น การปรับปรุงการทำงานทีละนิด วันละ 1% พอครบ 100 วัน งานจะพัฒนาขึ้นถึง 100% เชียวนะ และถ้าเราปรับปรุงนิสัยของเราให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 1 นิสัย ครบ 1 ปี เราจะได้นิสัยใหม่ถึง 12 นิสัยเลยนะ และแต่ละนิสัยก็มีผลลัพธ์ตามมาอย่างมากมาย เช่น เขียนบัญชี ทำให้เรามีเงินออม ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ใช้เงินเป็น รู้จักประหยัด มีวินัย ใจหนักแหน่นมั่นคง เสมอต้นเสมอปลาย เป็นต้น

เราจะให้กราฟชีวิตเราเป็นแบบไหนดีในหนึ่งปีต่อจากนี้ แบบแรกเป็นกราฟชีวิตที่นิ่งๆ เรียบๆ ไปทั้งปี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือแบบที่สอง เป็นกราฟชีวิตที่ขึ้นสูงและตกฮวบฮาบ ขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอน อย่างเวลาดีก็ดีสุดๆ เวลาทุกข์ก็ทุกข์สุดๆ 

และแบบสุดท้าย เป็นกราฟชีวิตที่ค่อยๆ ขยับไปทีละนิด และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีหล่นลงบ้างก็หล่นลงมาเล็กน้อย และกลับขึ้นไปใหม่ได้อีกครั้ง ซึ่งกราฟชีวิตในแบบสุดท้าย ดูมีชีวิตชีวาและมีความเสี่ยงน้อยที่สุด เพราะมั่นคงกว่า ลองมาทำกราฟชีวิตของเราหลังจากนี้ให้ดีขึ้น ด้วยวิธีคิดแบบคนสำเร็จกันเถอะนะ


อ้างอิง:
- https://www.developgoodhabits.com/daily-success-habit/
- https://www.developgoodhabits.com/growth-mindset-quotes/
- https://medium.com/@backrich984/แนวคิดและ-ประวัติ-ของ-lawrence-larry-page-91553a5faadb
- https://www.inc.com/christina-desmarais/25-daily-habits-practiced-by-highly-successful-people.html


Writer: takuma ^ ^
Cr: photo from app Canva
=========
คัดลอกบทความมาจาก www.cheer-up.lnwshop.com/article
สนใจอ่านบทความพร้อมภาพประกอบได้จากเว็บนั้นนะคะ
แต่จะทะยอยลงใน storylog เพื่อความสะดวกอีกทางหนึ่งค่า
SHARE
Written in this book
Start your new life by Diary
ไดอารี่ช่วยให้ชีวิตสุขสำเร็จได้อย่างไร ไปแลกัน!
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments