อยู่ที่เรียนรู้

“คิดว่าชีวิตออกแบบได้ไหม”

คำตอบที่เราได้รับค่อนข้างหลากหลาย ตามแต่ผู้ตอบจะออกแบบชีวิตตัวเอง พี่คนหนึ่งเคยเล่าว่า เค้าไม่ได้กะเกณฑ์ชีวิตมากนัก แค่เดินไปตามแบบที่มันจะเป็น ทำให้ดีที่สุดกับสิ่งที่เข้ามาหรือเกิดขึ้นกับชีวิต

แปลกไหม.. ตอนนั้นเราคิดว่าเป็นคำตอบที่ค่อนข้างแปลก แล้วก็น่าสนใจไปในเวลาเดียวกัน เพราะไม่อยากกะเกณฑ์ว่าตัวเองต้องทำอะไรได้บ้าง ต้องเดินไปทิศทางไหน เก่งอะไร พี่เค้าเลยเลือกที่จะ go with the flow and do it the best และให้ชีวิตเดินไปให้สุดตามที่ความสามารถจะพาไปถึง

ถึงจะน่าสนใจ แต่เราก็ไม่อินกับไอเดียนี้เท่าไหร่นะ (หมายถึงในเวลานั้น) เราเองไดร์ฟชีวิตในอีกแบบ เป็นคนชอบคิด ชอบวางแผน ต้องมั่นใจก่อนถึงลงมือทำ ไม่ชอบความเสี่ยง หลีกเลี่ยงอะไรที่จะทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ไม่มั่นคง เรามองว่าชีวิตมีสเต็บของมัน เราจะไปถึงอะไรก็ได้ถ้าเราต้องการ และเราควรมีแพลนที่ดี

เพื่อนเราเคยบอกว่าเราค่อนข้างจะใช้ชีวิตแบบ safety มาก เรายอมรับนะ และไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับการมีเงื่อนไข ทัศนคติชีวิตประมาณนี้ เราจะใช้ชีวิตแบบทุกอย่างต้องจัดการได้สิ

บางคนอาจจะอ่านแล้วรู้สึกอึดอัด สงสัยใช่ไหมล่ะว่าเราวางกรอบชีวิตเก่งเบอร์นี้ แล้วสบายชีวิตไหม เอ้อ! ถึงตอนนี้เราเองก็สงสัยตัวเองเหมือนกัน

จากที่ไม่เคยสงสัย แต่กลับสงสัยเพราะเกิดความเปลี่ยนแปลงกับชีวิตเรา สถานการณ์ที่ว่าคือเราเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากพนักงานเงินเดือนมาเป็นคนว่างงาน เปลี่ยนชีวิตการทำงานเป็นชีวิตการเรียน เราเพิ่งเรียนต่อหลังจากใช้ชีวิตกับงานมาเกือบ 5 ปี เราเริ่มวางแพลนชีวิตสำหรับการเรียนตามสเต็บเดิมกับชีวิตทำงาน แพลนทุกอย่าง วางบล็อกเวลา ดีเทลกับสิ่งที่ควรทำ อยากทำลงไปในตาราง ตอนนั้นสนุกดี ชอบเห็นว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้างในวันไหน เวลาไหน แต่ทำได้จริงไหมค่อยว่ากันอีกเรื่อง

ชีวิตการเรียนเปลี่ยนแปลงจากการทำงานค่อนข้างมาก เวลาจะเหลือเฟือ แรงกดดันจะน้อยลง รับผิดชอบกับตัวเองมากขึ้น ก็ค่อนข้าง ‘อิสระ’ พอสมควรนะ แต่มีคนเคยบอกว่า ‘อิสรภาพมาพร้อมกับความรับผิดชอบ’ จะจริงไหม เดี๋ยวจะเล่าให้อ่าน

ตารางชีวิตเราเปลี่ยนจากทำงาน 5-6 วัน เป็นเรียน 2 วัน หลักสูตรที่เราเรียนเป็นหลักสูตรอินเตอร์ฯ การเรียนเปลี่ยนการสื่อสารส่วนใหญ่จากภาษาไทยมาเป็นภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด เราเลือกที่จะเข้ามาตรงนี้เอง เพราะเราชอบที่จะใช้ภาษาอังกฤษ และตั้งใจจะพัฒนาตัวเองให้ใช้ภาษาได้อย่างธรรมชาติที่สุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความสนุกในการใช้ภาษาอังกฤษเราหายไป เรากลายเป็นคนขาดความมั่นใจในการสื่อสารไปเลย

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น เรากลัว แล้วก็ค่อนข้างกังวลมากกับการสื่อสารเพราะเรารู้สึกว่ารอบตัวเรามีแต่คนที่เก่งแล้วทั้งนั้นเลย เรายังรู้สึกกังวลกับ grammar points แล้วก็หลายอย่างครั้งที่เราไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้พูดต้องการสื่อสาร (หลายครั้งคราวที่เราแทบจะไม่เข้าใจสิ่งที่อาจารย์พูดเลย) มันเป็นช่องว่างของทักษะของเราเอง อยากใช้ภาษาแต่กลับมีความสามารถไม่ถึงที่จะใ้ช้มันอย่างใจตั้งใจ

สิ่งที่ตามมา นอกจากความมั่นใจที่หายไปแล้ว เราเริ่มเป็นทุกข์กับการใช้ชีวิต เริ่มจัดการเวลาได้แย่ลง ตารางเราที่วางไว้ไม่ได้เป็นไปตามนั้น มีเงื่อนไขอื่นเข้ามาเต็มไปหมด งานที่วางไว้ว่าจะใช้เวลา 3-6 ชั่วโมง กลับใช้เวลาเป็น 2 เท่า หนังสือที่ต้องอ่านจากที่คิดว่าใช้เวลา 1 วัน กลับใช้เวลา 2 วันที่ หลายสิ่งที่ต้องทำเราต้องใช้เวลาจะทำความเข้าใจ ใช้พลังงานมากกว่าที่เราคิดไว้เพื่อจะไปถึง และเกือบทุกอย่างดูเหมือนจะใช้เวลาเกินแพลนที่คิดไว้ไปหมด เพราะช่องว่างของความสามารถ เราเลยต้องพยายาม ต้องใช้เวลามากขึ้น

ความทุกข์เริ่มสอนเรา เค้าสอนให้เรารู้ว่าไม่ใช่ทุกอย่างที่เราจะแพลนได้ ชีวิตมันมีเงื่อนไขอื่นมากกว่าที่เรารู้จัก มากกว่าที่เรราจะวางแพลนเอาไว้ว่ามันมี มันมีอะไรเต็มไปหมดที่เราไม่รู้ หลายความทุกข์ที่สะสมไว้ สอนเราว่ายิ่งเราพยายามจัดการมัน เรายิ่งจม เจ้าความทุกข์จะปล่อยให้เราดิ้นรนจนถึงที่สุดเพื่อจะพบว่าเราแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย (ในตอนนั้น) ไม่ต้องเศร้าไปหรอก เพราะสุดท้ายเราจะได้เรียนรู้ว่า go with the flow เถอะทุกอย่างมีเวลาของมัน

หลายสัปดาห์ที่เราตกอยู่ในสถานการณ์นั้น ความรู้สึกเหนื่อยใจ เหนื่อยล้า ทดท้อกับการใช้ชีวิต อยากจะเททุกอย่างไปเลย ความรู้สึกเหล่านี้ก็ยังอยู่เป็นเพื่อนเรา แล้วยังสอนเราอีกนะ ให้เราเรียนรู้ที่จะทำให้ดีที่สุดตามเงื่อนไขหรือข้อจำกัดที่มันมีอยู่ ลดความคาดหวังบางอย่างลงเพื่อให้งานออกมาเป็นรูปธรรมได้ เวลาเป็นเงื่อนไขที่ดี เค้าจะสอนให้เราจัดการทรัพยากรทุกอย่างที่เรามี เพื่อให้ได้งานออกมาในเวลาที่กำหนด แล้วเค้ายังสอนเราอีกนะว่าถ้าเราชะล่าใจกับเวลาที่มีมากเกินไปจะได้รับผลยังไง

‘ความชะล่าใจ’ กับ ‘ดินพอกหางหมู’ เป็นของคู่กันสำหรับเรา เพราะเกิดขึ้นกับเราเองนี่แหละ เพราะความประมาท เราจะสะสมงานเหมือนสะสมไขมันในร่างกาย แล้วคิดว่างานทุกอย่างจะจัดการในเวลาอันรวดเร็วเหมือนกับที่คิดว่าอ้วนมาเป็นปีแต่จะลดน้ำหนักได้ในเวลาไม่กี่เดือน เรามีสิทธิ์ที่จะเชื่อในความเป็นไปไม่ได้ตามแต่ที่เราจะพอใจ แต่สุดท้ายเราจะได้เรียนรู้ความเป็นไปได้จากความจริงที่เราเผชิญเอง

งานที่สะสมกับเวลาที่จำกัดทำให้เราต้องขั้นตอนบางอย่าง ดีเทลบางอย่างในงานลง เพื่อให้งานเสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ ประสิทธิภาพงานลดลง พร้อมกับตัวเราเองที่ลดความจริงจังกับชีวิตลง ถ้าตั้งคำถามกับสถานการณ์นี้ คิดว่าโอเคไหมกับชีวิต.. เราคิดว่าแล้วแต่ใครจะมอง มันอาจจะต้องบาลานซ์กับชีวิตที่เราต้องการด้วย เรารับได้แค่ไหนถ้าเราจะใช้ชีวิตแบบนี้ สำหรับเรามันยังไม่ใช่จุดที่สมดุล เพราะเราคิดว่าเราทำได้มากกว่านี้ถ้าเราจัดการมันได้ดีขึ้น

หลายเดือนที่เราใช้เวลากับการเรียนต่อ เจอความผิดพลาดหลายอย่าง เจอจุดอ่อนด้อยของตัวเอง แต่เราก็เรียนรู้หลายอย่าง สิ่งหนึ่งก็คือ ‘เราก็คือเรา’ จะมีข้อดีในชีวิตกี่ข้อ ข้อเสีย ความอ่อนด้อยใดๆ อีกหลายอย่าง เราก็คือเรา เรียนรู้ที่จะเป็นตัวเราเองในทุกวัน รู้จักว่าธรรมชาติของเราเป็นยังไง แล้วจะทำยังให้ตัวเราเองเติบโตไปในทิศทางที่เราเลือก

ชีวิตช่วงนี้เลยสอนให้เรียนรู้ตัวเองให้มาก ให้โอกาสตัวเองในความผิดพลาด ปรับปรุงตัวเองแล้วเดินต่อไป ตราบที่เรายังให้โอกาสกับตัวเอง เรายังเชื่อนะว่าชีวิตจะเดินไปกับเรา และไปถึงเป้าหมายที่เราตั้งใจแน่นอน

เป็นกำลังใจให้กับการใช้ชีวิตนะ 😁

SHARE

Comments

Lamiel
1 year ago
อยากเป็นกำลังใจให้ด้วย สู้ๆ นะคะ
Reply