อาการเศร้าเฉียบพลัน
ฉันไม่รับรู้บทสนทนาอะไรทั้งนั้นที่เกิดขึ้นในรถเก๋งกลางเก่ากลางใหม่ที่ฉันและเพื่อนร่วมงานอีกสองสามคนกำลังโดยสารมา มันเป็นรถส่วนตัวของน้องในบริษัท แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญอะไรต่อให้จะเป็นรถใหม่ รถหรูดูแพงแค่ไหนแต่ฉันไม่ได้สนใจอะไร ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคนบนรถคุยกันเรื่องอะไร ฉันนั่งเงียบๆ ไม่แม้แต่จะเล่นมือถือ บนหน้าต่างรถไม่ได้มีที่ว่างให้ฉันมองเห็นบรรยากาศข้างทางได้มากนักเพราะบรรดาหยดน้ำจากเม็ดฝนที่พึ่งเทลงมาก่อนเลิกงานจับจองจนเกือบเต็ม เมื่อรถขับไปและมีแสงไฟจากสองข้างทางมากระทบหยดน้ำบนกระจกเหล่านั้นมันส่งผลต่อจิตใจฉันเหลือเกิน

ฉันรู้สึกว่าหยดน้ำที่เกาะอยู่บนหน้าต่างในยามฝนตกเมื่อมันมีแสงไฟจากถนนมากระทบมันทำให้ชวนเหงาเหลือเกิน คนอื่นจะเป็นไหม, ไม่รู้ แต่ฉันรู้สึกว่ามันเหงา 

กลางอาทิตย์ก่อนฉันเจอเรื่องเศร้ามา แต่ฉันไม่มีเวลาเศร้ากับเรื่องนั้นเพราะเวลาทั้งหมดของฉันถูกขายให้กับหน้าที่การงานของฉัน ฉันคิดไว้ว่ายังไงก่อนนอนคงมีเวลาให้กับความเศร้าที่เกิดขึ้น แต่เปล่าเลย ฉันหลับเป็นตาย ความรู้สึกเศร้ามันจึงยังไม่ได้ไปไหน มันยังคงวนเวียนอยู่กับฉันตลอด ฉันรู้สึกตัวตอนที่น้องเจ้าของรถหันมาเรียกฉันบอกว่าถึงที่หมายแล้ว ฉันพูดขอบใจก่อนจะลงจากรถ กลับถึงห้องฉันเปิดแอร์ วางกระเป๋า เปิดลิ้นชักที่โต๊ะทำงานและหยิบเหรียญสิบออกมาจำนวนหนึ่งเตรียมจะเอาผ้าไปซัก หลังจากเอาผ้าจากตะกร้าทั้งหมดลงไปในถังฉันก็หยอดเหรียญลงไปก่อนจะแสดงตัวเลขสองหลักขึ้นมาเพื่อบอกกับฉันว่าอีกไม่กี่นาทีฉันต้องกลับมานะ 

ฉันเดินออกจากบริเวณห้องซักผ้าและตรงไปที่บริเวณลานจอดรถ หาที่นั่งเหมาะๆ ก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมา ในกล่องมีบุหรี่เหลือ 1 มวน ฉันหยิบมาออกมาและจุดไฟความร้อนจากไฟค่อยๆ กินปลายบุหรี่ตัวสุดท้ายของฉัน ฉันสูดควันเข้าไปพอประมาณและพ่นมันออกมา ควันจำนวนหนึ่งลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศตรงหน้าฉันสักพักหนึ่งก่อนมันจะหายไปกับสายลม อากาศตอนนี้ค่อนข้างเย็นเล็กน้อยเนื่องจากฝนที่พึ่งตกไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ฉันสูบควันจากบุหรี่เข้าไปอีกครั้งและพ่นมันออกมาอีกครั้ง 
และฉันก็รู้ทันทีว่าบุหรี่ตัวนี้กำลังจะพาฉันเดินทางกลับไปสำรวจความเศร้าที่เกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ก่อน 


ต้นอาทิตย์ก่อนฉันนอนเล่นมือถืออยู่บนเตียง เลื่อนดู Story IG ของคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย จนกระทั่งไปเจอ Story หนึ่งซึ่งเป็นภาพที่แคปมาจากทวิตเตอร์ ในภาพนั้นมีข้อความที่ทำให้รู้ว่าเจ้าของไอจีแอคเค้าท์นี้กำลังเศร้า และแอคเค้าท์นี้ก็เป็นของ 'แก'

แกคนที่เป็นเพื่อนกับฉันมานานเกือบยี่สิบปี
แกคนที่เป็นเพื่อนฉัน
แกคนที่เป็นเฟรนด์โซนของฉัน

ฉันกับแกเรารู้จักกันมาเกือบทั้งชีวิต แต่เราเริ่มมาสนิทกันเมื่อตอนปิดเทอมหน้าร้อนที่ฉันกับแกเตรียมขึ้นปีสี่  ก็แกนั่นแหละที่ทำให้ฉันคิดกับแกมากกว่าเพื่อน แต่แกก็ไม่ได้ผิดทั้งหมดหรอกส่วนหนึ่งมันก็มาจากฉันด้วย ฉันจำได้ดีว่าช่วงนั้นแกกำลังเจอกับปัญหาหัวใจและแกก็ปรึกษาฉัน ฉันให้คำปรึกษาแกและเฝ้าดูแกประคับประคองความสัมพันธ์นั้น จนกระทั่งถึงวันที่มันจบลงแกเคว้งคว้างเหมือนเรือที่ไร้หางเสือ แกว้าวุ่นใจเหลือเกินและแกก็เลือกที่จะเล่าให้ฉันฟัง แกส่งไลน์มาคุยกับฉันบ่อยกว่าปกติ พอฉันเลิกเรียนแกก็จะไลน์มาถามสั้นๆ ว่า

"เลิกแล้วเหรอ"


ฉันก็ตอบกลับไปว่าเลิกแล้ว ฉันกำลังจะถามต่อว่ามีอะไรหรือแต่ยังไม่ทันได้ส่งแกก็โทรฯ เข้ามาเสียก่อน แกบอกว่าไม่มีอะไรอยากโทรฯ มา ฉันบ่นนิดหน่อยแต่ก็คุยกับแกต่อ ช่วงนั้นแกกินเหล้าเมาทุกวัน กลางดึกวันหนึ่งฉันหลับไปแล้วแต่ก็ต้องตื่นมาเพราะเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ดังขึ้น ชื่อบนหน้าจอแสดงผลว่าเป็นชื่อแก ก่อนจะรับสายฉันเหลือบมองขึ้นไปเหนือชื่อแกบนหน้าจอโทรศัทพ์เพื่อจะดูนาฬิกา ฉันกระพริบตาถี่เล็กน้อยเพื่อให้ดวงตาของฉันรับกับแสงสว่างของหน้าจอตัวเลขดิจิทัลแสดงผลว่าเป็นเวลาตีสอง, ฉันรับสาย

หลังจากแกได้ยินเสียงฉันแกก็ถามขึ้นมาด้วยคำถามที่งี่เง่าที่สุด แกถามฉันว่าฉันนอนแล้วหรือ ฉันอยากจะตะโกนกลับไปว่า แหงสิ! ช่วยแหกตาดูเวลาหน่อยนี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว แต่ในความจริงฉันทำเพียงแค่ตอบไปสั้นๆ ด้วยเสียงงัวเงียว่าอืม นอนแล้ว แกบอกให้ฉันตื่นมาคุยเป็นเพื่อนหน่อยฉันถามแกว่าแกเมาใช่ไหม ฉันไม่ต้องการคำตอบเพราะฉันรู้ว่าแกเมาเสียงของแกมันกำลังบอก แกก็ตอบฉันว่าแกเมาและบอกด้วยประโยคเดิมๆ ให้ฉันตื่นมาคุยกับแก ฉันก็คุยกับแก

เราคุยกันไปเรื่อยหาเรื่องนั่นเรื่องนี่มาเล่าสู่กันฟัง จนเวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้เสียงพูดของแกค่อยๆ หายไปและเปลี่ยนเป็นเสียงลมหายใจเบาๆ แต่สม่ำเสมอ เดาไม่อยากว่าแกหลับไปแล้วฉันมองนาฬิกาที่เคยแสดงเลขสองตอนนี้มันเปลี่ยนเป็นเลขห้าแล้ว ฉันเรียกชื่อแกด้วยเสียงที่ดังขึ้นจนแกรู้สึกตัว ฉันบอกว่าถ้าง่วงก็ไปนอนแกก็ตกลงเราต่างบอกราตรีสวัสดิ์กันแต่ในใจฉันกับแย้งขึ้นมาว่ามันสมควรเป็นอรุณสวัสดิ์เสียมากกว่า

ความสัมพันธ์ของฉันกับแกก็ดำเนินต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ เราคุยกันถี่ขึ้น จากคุยเสียงก็เปลี่ยนเป็นคุยเห็นภาพและเสียง คุยจนไม่รู้จะคุยอะไรก็เปิดมันทิ้งไว้แบบนั้นต่างคนต่างทำกิจกรรมของตัวเองไป จนได้เวลาก็แยกย้ายกันเข้านอน มันเป็นแบบนี้เรื่อยมาจนฉันเริ่มรู้สึกแปลกๆ ในจิตใจ เมื่อฉันถามตัวเองว่าฉันชอบแกเข้าแล้วแน่ๆ ใช่ไหม, ใช่

พอถึงจุดหนึ่งต่อมความรู้สึกของฉันก็เหมือนลูกโป่งที่กำลังถูกความรู้สึกที่เหมือนลมอัดเข้าไปเรื่อยๆ จนมันอึดอัดเหมือนจะระเบิดออกมา ฉันรู้สึกอึดอัดกับการที่จะต้องแอบรักแอบชอบแกเพราะฉันรู้สึกว่าความรู้สึกนี้มันไม่ควรเกิดเพราะเราเป็นเพื่อนกัน จนสุดท้ายฉันก็สารภาพกับแกออกไปฉันถามแกว่าตกใจหรือเปล่า แกตอบว่านิดหน่อยแต่ฉันคิดว่าลึกๆ แล้วมันไม่นิดหน่อยหรอก ฉันขอโทษแกฉันไม่รู้ว่าฉันจะขอโทษแกทำไม แต่ฉันรู้สึกอยากจะขอโทษที่ฉันห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ได้ฉันถามแกว่าแล้วเราจะเอาอย่างไรต่อไป ฉันต้องทำอย่างไร

แกตอบฉันว่าไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องเครียด แกไม่ได้ว่าอะไรเรายังเป็นเพื่อนกันได้เหมือนเดิม 


ถามว่าฉันเจ็บไหมหลังจากฟังคำตอบแน่นอนว่าเจ็บแต่มันไม่ขนาดนั้น เพราะฉันเตรียมใจไว้แล้วว่าฉันต้องเจอกับความผิดหวัง ฉันเตรียมใจไว้ตั้งแต่วันที่ฉันตอบตัวเองว่าฉันชอบแกนั่นเลยทำให้ฉันไม่เจ็บเท่าไหร่แต่มันก็เจ็บอยู่ดี ฉันกับแกก็เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมตามที่แกบอก เราไปเที่ยวด้วยกัน กินเหล้าด้วยกันเหมือนเดิม แต่เราคุยไลน์กันน้อยลงและมันก็เป็นแบบนั้นเรื่อยมาจนถึงคืนวันที่ฉันเห็นแกลง Story IG ว่าแกกำลังเศร้า

แกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฉันฟังในช่วงค่ำของวันถัดมา แกไม่รู้หรอกว่าเรื่องที่แกเล่ามันทำให้ฉันถูกความเศร้าเล่นงานอีกครั้ง แกบอกว่าแกกำลังมีปัญหากับแฟนแค่ได้ยินประโยคนั้นมันก็ทำให้ฉันเจ็บปวดและงุนงงในเวลาเดียวกัน อย่างแรกคือแกมีแฟนแล้ว อย่างที่สองคือแกคบกับเขามาเกือบสองปีแล้ว ฉันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งและนึกย้อนไปถึงช่วงสองปีก่อนมันคือช่วงที่แกอกหักเคว้งคว้างฉันถามแกว่าช่วงนั้นแกอกหักไม่ใช่เหรอ แกตอบฉันว่า

"ก็ที่กูทำใจได้เร็วเพราะเจอเขานี่ไง"



แกพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ ฉันตอบแกสั้นๆ ว่าอ๋อ เหรอ ดีจังนะ แต่ในใจฉันกลับมีคำถามว่าแล้วฉันล่ะ ตอนนั้นฉันไม่ได้ช่วยแกเลยเหรอ แกก็เล่าถึงปัญหาของแกต่อไป ฉันเข้าใจแก เข้าใจคนของแก เข้าใจปัญหาความรักของแกครั้งนี้และฉันก็ให้คำปรึกษาแกอีกครั้งฉันนึกว่าจิตใจของฉันจะไม่บอบช้ำไปมากกว่านี้แล้วแต่ฉันคิดผิดเมื่อแกพูดประโยคหนึ่งออกมา

"กูว่ากูรักเขาแล้วแหละ มึงรู้ไหมกูไม่เคยยอมเปลี่ยนนิสัยบางส่วนของกูเลยตอนคบกับคนเก่า แต่กับเขามันทำให้กูอยากทำทุกอย่างเพื่อเขา"


ฉันพูดออกไปว่าแกคงรักเขามากเลยเนอะ แกบอกว่า

อืม กูคงรักเขาอ่ะ มึงรู้ไหมว่าเขาทำให้กูได้ทุกอย่างเลยนะ

ฉันก็ทำได้ ทำได้มากกว่าเขาอีกเพียงแต่แกไม่เลือกฉัน ในใจฉันตอบออกไป แกบอกฉันว่าแกอยากจะง้อคนที่แกรัก แกคิดมาแล้วว่าจะทำอย่างไรเพียงแต่แกเรียบเรียงประโยคล้านประโยคในหัวขอแกออกมาเป็นตัวอักษรไม่ออก ฉันได้แต่ภาวนาอย่าให้เป็นแบบที่ฉันคิดแต่ลึกๆ ฉันก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าแกจะให้ฉันทำอะไร แกให้ฉันช่วงเขียนและเรียบเรียงประโยคในหัวของแกที่แกเล่าออกมาให้ฉันฟังหลังจากนั้นแกจะเอามันไปปรับให้เป็นภาษาของแกเองเพื่อจะเอาไปง้อคนที่แกรัก

แกคงลืมไปแล้วว่าฉันเคยบอกชอบแก
ถ้าแกไม่ลืมแกก็คงมองว่าฉันเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของแกมาเสมอ

ฉันก็คิดมาตลอดว่าฉันทำใจได้แล้วแต่พอเอาเข้าจริงมันกลับเป็นไปไม่ได้ หลังจากผิดหวังจากแกฉันก็ไม่เคยไปรู้สึกกับใครมันเลยทำให้แกคือคนสุดท้ายที่ค้างเติ่งอยู่ในต่อมความรักของฉัน เรื่องราวของแก และความเจ็บของฉันที่ฉันเคยคิดว่ามันหายไปแท้จริงแล้วมันไม่ได้หายไปไหนเลยมันเป็นตะกอนที่นอนอยู่ในเบื้องล่างของจิตใจ เพียงแค่ไปกวนมันเล็กน้อยมันก็พร้อมจะกลับมาทันที 

จิตใจของฉันมันแข็งแรงจังนะที่ทำได้ขนาดนี้ ช่วยแกง้อคนที่แกรัก เขียนและเรียบเรียงให้เลยนะ จิตใจของฉันมันสุดยอดไปเลย ความรู้สึกของฉันหลังจากวางสายจากแกมันบอกไม่ถูกมันมีทั้งโกรธ น้อยใจ อิจฉา เสียใจและเจ็บปวดมันกระอักกระอ่วน ฉันขอเรียกมันว่าความรู้สึกของการหมดความหวังครั้งสุดท้าย ฉันเคยคิดมาตลอดว่าฉันยังมีหวังแต่พอมาวันนี้ฉันจึงได้รู้ว่าความหวังของฉันมันหมดลงแล้ว คลื่นทะเลได้ซัดปราสาททรายของฉันไปเสียแล้ว

หลังจากนั้นฉันก็เห็นแกเดินหน้าง้อดวงใจของแก เห็นข้อความที่แกไปโพสต์ให้ที่หน้าเฟสบุ๊คของเขา เห็นเพลงรักซึ้งๆ ที่แกแชร์ไปให้เขา ฉันเห็นมันหมดทุกอย่าง และแกก็ยังคงทักมาคุยเล่นเรื่อยเปื่อยกับฉัน ทักมาระบายความไม่สบายใจของแกที่ยังคงมีมาเรื่อยๆ และที่น่าโมโหคือฉันก็รับฟังและตอบไลน์แกเหมือนอย่างเคย

ความรู้สึกในใจของฉันมันคือยินดีกับแก ที่แกเจอคนที่แกรัก
ความรู้สึกในใจของฉันที่ลึกลงไปมันกลับโมโห เกรี้ยวกราด ยิ่งเมื่อฉันได้อ่านประโยคเชยๆ ที่มีคนเคยบอกว่า 
เป็นเพื่อนกันน่ะดีแล้วจะได้คบกันนานๆ

หรือประโยคปลอบใจที่ว่าเป็นเเฟนที่ดีไม่ได้ก็เป็นเพื่อนที่ดีได้ ประโยคเหล่านั้นมันทำให้ฉันโมโห ฉันไม่ต้องการอ่าน ไม่อยากได้ยิน ฉันขอแค่เป็นแฟนกับแกได้ไหมถึงในอนาคตถ้าเราจะเลิกกันก็ช่างประไร ไม่ต้องมาปลอบโยนฉันด้วยประโยคเชยๆ คบกันก่อนค่อยเลิกกันก็ไม่เป็นไร ฉันไม่ถือสา นั่นคือลึกๆ ของฉัน แต่ความยินดีของฉัน ความโมโหของฉันทั้งหมดเหล่านี้มันถูกหุ้มไว้ด้วยความเสียใจ

ความร้อนได้กลืนกินแท่งบุหรี่สีขาวของฉันจนเกือบจะหมด ฉันพ่นควันบุหรี่ออกมาเบาๆ ก่อนจะขยี้มันลงกับพื้นข้างๆ ที่ฉันนั่ง ฉันลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินขึ้นห้องเพราะฉันรู้ดีว่าผ้าในถังที่ฉันกำลังรอมันยังไม่ถึงเวลาเสร็จ 

บุหรี่มวนสุดท้ายในซองทำให้ฉันได้มีเวลาซึมซับกับความเศร้าที่ร่างกายได้สร้างมันขึ้นมาอย่างเฉียบพลันเมื่อสัปดาห์ก่อนแต่ฉันไม่ได้ซึมซับมันเลยจนกระทั่งวันนี้ แต่ฉันเชื่อว่ามันคงยังไม่หายไปในเร็วๆ นี้หรอก อาการเศร้าแบบเฉียบพลันที่เกิดขึ้นมันยังจะคงอยู่กับฉันไปอีกหลายวันนานกว่าความหนาวที่กำลังเตรียมปกคลุมภาคเหนือของประเทศไทยอย่างแน่นอน.

ป.ล. ระหว่างที่ฉันกำลังเขียนบทความนี้แกก็ยังทักไลน์มา, ให้ตายสิ
SHARE
Writer
tearex
Creative
ชอบฟังเพลงเก่า รักมากในการอ่านหนังสือนิยายน้ำเน่า ดูหนัง และกินเหล้า

Comments