2489 เยาวราชที่ผมฝันถึง
" เชื่อไหมล่ะครับ ตั้งเกือบ 70 ปีก่อนน่ะครับคุณ ครั้งหนึ่งเคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้บนถนนเยาวราช ตรงนี้ ที่คุณนั่งอยู่นี้น่ะครับ "

ผมตอบฝรั่งคู่สามีภรรยาชาวโปแลนด์สองท่านนั้น ก่อนจะอธิบายต่อให้เขาสองคนนั้นที่ยื่นหน้าเข้ามาฟังอย่างตั้งใจ

ก่อนหน้านี้คนสามีถามคำถามผมมาคำถามหนึ่ง

"ผมอยากมาดูคนไทย กับคิงของคุณ บรรยากาศที่นี่แปลกตาสำหรับคนโปแลนด์อย่างผมที่ไม่มีคิงอีกแล้ว แต่ผมไม่ทราบนักหรอกครับ ว่าวันนี้คิงของคุณมาทำอะไร ทำไม ถ้าไม่ว่าอะไร คุณพอจะเล่าให้ผมฟังได้ไหม"


นั่นนับเป็นเกียรติและความยินดีที่สุด ที่ผมได้อธิบายให้พวกเขาได้ทราบประวัติศาสตร์ตอนสำคัญตอนหนึ่งของชาวไทย ว่าครั้งหนึ่งนานมาแล้วพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร​ มหา​ภูมิพล​อดุลยเดช​มหาราช​ บรม​นาถ​บพิตร​ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ในหลวงทั้งสองพระองค์ก่อนของชาวไทยเคยเสด็จมาทรงเยี่ยมราษฎรชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีน ณ ย่านสำเพ็ง - ถนนเยาวราช ที่แห่งนี้เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2489 หรือ 73 ปีก่อน

และผมเชื่ออย่างยิ่งว่าประวัติศาสตร์หน้านั้นคงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเหตุการณ์วันนี้ขึ้น

(วันนี้วันที่ 6 ธััััันวาคม 2562 ผมบันทึกเรื่องนี้ขึ้นหลังจากกลับมาจากรับเสด็จฯในหลวงที่เยาวราข)

ผมอธิบายให้พวกเขาฟังต่อ

"นานมาแล้วช่วงหลังสงครามโลกจบลง แต่ปัญหาที่บาดหมางของคนไทยและคนจีนในถนนเส้นนี้ยังไม่จบไปกับสงคราม กษัตริย์ของผมเคยเสด็จฯมายังที่แห่งนี้ ในวันที่สองเชื้อชาติกำลังทะเลาะเบาะแว้งถึงจุดปะทุสุดครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าท่านจะตัดสินใจเสด็จ แต่ครั้งกำหนดการณ์เสด็จพระราชดำเนินมาถึง ทั้งชาวไทยและชาวจีนในย่านนี้ก็ต่างปิติดีใจ พวกเขาออกมาจัดถนนหนทาง ประดับประดาโต๊ะหมู่พานพุ่ม ธงทิวริ้วอย่างจีนรอรับเสด็จกันอย่างพร้อมเพรียง 

การเสด็จของพระองค์ท่าน ณ ย่านนี้ที่่่มีทั้งคนไทย และคนเชื้อสายจีนอย่างผมในคราวนั้น (อธิบายให้เขาฟังว่าผมเองก็เป็นเช่นอีกหลายคนในที่แห่งนี้ที่มีเชื้อสายจีน) ยังผลให้ความบาดหมางระหว่างชาวไทยและชาวจีนในกรุงเทพ ฯ ที่รุนแรงและไม่มีทีท่าว่าจะยุติได้โดยง่ายกลับสลายลงโดยพลัน นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าทึ่ง เป็นวันประวัติศาสตร์ซึ่งความกลมเกลียวเกิดขึ้นในชุมชนไทยจีีนเยาวราชตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา "

"สำหรับผม ผมเรียกมันว่าปาฏิหาริย์ (miracle) ถนนสายนี้เคยเกิดปาฏิหาริย์ "

พวกเขาพยักหน้า ทึ่งกับเรื่องราวที่ได้ฟัง

"นี่คือหนึ่งในหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์
ที่ทำให้คนไทยกับคนจีนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และคนไทยเชื้อสายจีนทั้งหลายผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมาจนถึงทุกวันนี้"

และผมเชื่อว่าครั้งนี้ก็เช่นกันครับ



......


1ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ผมยังอยู่บนตึกอัษฎางค์ชั้น 12 ที่ศิริราช

เช่นทุกวัน ผมช่วยงานบนวอร์ดกับทุกคนจนกระทั่งหัวหน้าแพทย์ชวนให้น้องๆนักศึกษาแพทย์ที่อยู่ด้วยกันกลับไปพักผ่อนได้

ผมกดลิฟต์ลงมา พับเสื้อกาวน์มุ่งไปถึงท่าวังหลัง ในใจคิดจะไปเยาวราชหลังได้ข่าวว่าพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีจะเสด็จเย็นนี้ การตัดสินใจกับนาทีประวัติศาสตร์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องยากนัก และดีเหลือเกินที่วันนี้เป็นวันอากาศเย็นสบายมากที่สุดวันหนึ่งของเดือนธันวาคมปีนี้ ผมอยากนั่งเรือชมเมืองไปดูบรรยากาศวันแบบนี้ที่ถนนเยาวราชแม้ว่าจะคิดในใจว่าคงไปไม่ทันได้เฝ้ารับเสด็จ

เรือถึงท่าราชวงศ์ ย่ำเท้าเลยออกไปจากท่าไม่นาน ถนนทรงวาดตัดกับเยาวราชตรงนั้น และเป็นอย่างที่คาด ธงทิวปลิวสะบัด ตัวหนังสือไทยตัวอักษรจีนสีเหลืองแดงทาทาบไว้บนผืนผ้ากว้างห้อยคล้องเหนือถนนเยาวราชไปเป็นแนวยาวสุดลูกหูลูกตา คือบรรยากาศของเยาวราชที่ผมเห็น ผู้คนมากหน้าหลายตาสวมเสื้อสีเหลืองนั่งจับจองเป็นระเบียบรอการเสด็จ ..ผมมาทัน!

แต่น่าเสียดาย ใจผมหล่นวูบเมื่อไปถึงถูกรั้วกั้นไว้ห้ามเข้า คุณตำรวจได้รับคำสั่งมาไม่ให้คนเข้าเพิ่มเติมไปเบียดในจุดที่ผมไปถึง บางท่านข้างในกวักมือเรียก ยื่นสติ๊กเกอร์ลอดออกมาให้ผมได้สิทธิเข้า แต่ผมไม่รับ ด้วยเกรงใจคุณน้าข้างๆที่ต่างก็รอหวังให้จุดคัดกรองเปิดรับเพิ่มอีก

เกือบจะไม่ได้เข้า แต่โชคดีที่นึกขึ้นมาได้ "ถ้าแม่อยู่ตรงนี้แม่จะทำยังไง" แม่บอกเสมอว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ผมหันไปเห็นซอยผลิตผล ตรอกแคบๆที่ผมจำได้ว่าซ่อนประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งไว้

สมัย ดร.ซุนยัตเซน จุดประกายชาวจีนให้ปฏิวัติพลิกแผ่นดินเกิด ครั้งหนึ่งดร.ซุนข้ามน้ำข้ามทะเลมาขึ้นปราศรัยปลุกพลังพี่น้องชาวจีนโพ้นทะเลที่นี่ให้สนับสนุนการปฏิวัติจีนแผ่นดินใหญ่ ณ ตรอกแคบๆตรงนี้ของเยาวราช

ผมเดินเข้าไปนึกเสียว่าลองดูดีกว่าหันหลังกลับ ผ่านซอยมืดไม่นาน หันทางซ้ายมือ 

และแล้ว ทางเข้าจุดหนึ่งในนั้นแคบก็จริงก็ปรากฎ ยังมีเจ้าหน้าที่ยืนโบกอนุญาตให้เข้าอยู่ จังหวะเลยพาให้ผมได้เข้าไปถึงกลางเยาวราชโดยบังเอิญที่สุด

เดินผ่านหน้าห้างทองห้างแล้วห้างเล่าประดับไฟสว่างงามตา โต๊ะหมู่บูชารับเสด็จ จัดวางไว้หน้าร้านอย่างประณีตพร้อมใจกัน

ผมหันไปเก็บภาพบรรยากาศรอบๆ เป็นภาพคนไทยสวมเสื้อเหลืองนั่งกันเรียบร้อยตลอดทางเสด็จบนถนนเยาวราช ทอดยาวไปตลอดใต้ผืนผ้าขึงระหว่างอาคารสองฟากฝั่งผืนแล้วผืนเล่า เป็นป้ายผ้าถวายพระพรรับเสด็จที่ผมจินตนาการจะได้เห็น เช่นเดียวกับภาพบรรยากาศความกลมเกลียวของคนพระนคร คนเยาวราชที่มาเฝ้ารับเสด็จ นี่แหละคือบรรยากาศที่ผมอยากมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์

ก่อนจะนั่งลงข้างฝรั่งสอง จีนหนึ่ง ตรงฟุตบาทหน้าร้านทองแห่งที่มุมสว่างน่านั่งเหมือนเตรียมมาให้ผมหย่อนก้นลงตรงนั้น ผมนึกในใจ " เหมือนประวัติศาสตร์ที่เราเคยอ่านในหนังสือได้กลับมาเกิดขึ้นที่นี่อีกครั้ง ต่างไปก็เพียงว่า วันนี้ผมอยู่ในรัชกาลปัจจุบันคือรัชกาลที่10 มิใช่หน้าประวัติศาสตร์ครั้ง 70 กว่าปีก่อน หากแต่เยาวราชก็คือเยาวราช ที่แห่งนี้ยังเป็นหัวใจและย่านประวัติศาสตร์ของคนจีนโพ้นทะเลใต้ร่มบรมโพธิสมภารของพระเจ้าแผ่นดินไทยมาไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย "

ผมได้พูดคุยกับคนต่างชาติที่มาชม ทั้งคนโปแลนด์
และคนญี่ปุ่นที่หลงงงๆมานั่งข้างหลังผมกับลุงฝรั่งหน้ายิ้มๆจากเยอรมันอีกคน

ในแขนไม่มีปลอก ในคอไม่มีผ้าพันอย่างจิตอาสา แต่ผมก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายถ้าจะชวนพวกเขาพูดคุย และให้คำตอบสำหรับสิ่งที่เขาสงสัย ออกจะเป็นเรื่องสนุกเสียด้วย

ผมอธิบายคู่สามีภรรยาโปแลนด์จบ ก็หันไปคุยกับคนญี่ปุ่นเท่าที่รู้ศัพท์ อธิบายคำว่าทรงพระเจริญให้เขาลองพูดกันดูกับหยิบน้ำแจกให้ เท่านี้บรรยากาศก็สนุกขึ้นมา

ไม่นานนัก ภาพบนจอก็ฉายถ่ายทอดสด สองพระองค์เสด็จมาใกล้แล้ว ผมนั่งพับเพียบจนนาทีนั้นก็ผ่านไปพร้อมกับเสียงทรงพระเจริญที่กระหึ่มก้องท้องถนน ได้เฝ้ารับเสด็จ เห็นพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี สองพระองค์สง่าและงามมาก

ครั้นเสด็จผ่านไป ผมยังเห็นร่มฉัตรสองพระองค์อยู่ลิบๆกลางมวลหมู่ประชาชน ผมหวนนึกอิจฉาคุณปู่คุณย่าคนเยาวราชชาวไทยเชื้อสายจีนทั้งหลายที่เคยมีลมหายใจบนถนนเส้นนี้เมื่อ 73 ปีก่อน ณ จุดที่ผมนั่งตรงนี้ ใครสักคนในอดีตวันนั้น ก็คงได้แลเห็นล้นเกล้าทั้งสองพระองค์พี่น้อง เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมราษฎรเช่นเดียวกันนี้ เขาเหล่านั้นคงได้ตะโกนทรงพระเจริญอย่างปิติที่สุดเช่นเดียวกับเสียงที่เราเปล่งกันในวันนี้

หลังจากช่วงนั้นจบลง ผมก็กล่าวอำลาชุมชนนานาชาติตรงนั้น และเชิญเขาให้เดินเยาวราชต่ออย่างมีความสุข

So everything from now is free (ยิ้มตาหยี) , Let's enjoy ! and don't forget to say ขอบ คุณ ครับ That's will be pretty nice !
ผมบอกพวกเขา

พวกเขาทำสีหน้าแปลกใจ และดูตื่นเต้นดีใจมาก
ครั้นแล้วก็โค้งขอบคุณและลากันไป

ไม่ว่าเขาจะมาอย่างตั้งใจเช่นลุงฝรั่งที่อยากมาเห็นบรรยากาศของคนไทยกับพระเจ้าอยู่หัว หรือวัยรุ่นญี่ปุ่นวัยใกล้กันที่หลงมางงๆ ผมเชื่อว่าภาพวันนี้จะเป็นภาพประทับในใจของเขาไปอีกนาน

ถนนคราคร่ำด้วยผู้คน ทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทยเดินเข้าแถวรับขนมน้ำอาหารของชาวห้างร้านเยาวราชอย่างอบอุ่น

มันเป็นภาพที่สวยงามที่สุดภาพหนึ่งเท่าที่ผมเคยมองบนถนนเส้นนี้

เราเดินผ่านกันไป สวนกันไปมา ในมือถืออาหารหลากชนิดไม่ซ้ำกัน

ผมเองก็ได้แวะไปหลายร้าน ทั้งหมูสะเต๊ะ เฉาก๊วยและขนมครกแปลกๆของคนจีนอย่างจุ๋ยก้วย

ผมเดินไปขอบคุณพี่ๆจิตอาสาที่ยังคอยอธิบายนักท่องเที่ยว ตำรวจทหารที่ยังยืนถือถุงขยะ 

คุณน้าผู้หญิงวัยราวๆ 40 ท่านหนึ่งเพิ่งสนทนาอย่างออกรสกับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวสเปนจบ แกหัวเราะไปกับคนสเปนก่อนจะยิ้มโบกลากัน

ชุดอย่างมัคคุเทศก์ ผูกผ้าพันคออย่างจิตอาสาพระราชทาน ผมเข้าไปทักทายเพราะยืนสังเกตมาสักพัััก และแอบมีโอกาสได้สอบถามแรงบันดาลใจที่ทำให้แกมาทำงานตรงนี้

 ประโยคที่แกบอกผมทำให้ใจผมพองโต

คุณน้าบอกว่าตนหยุดงานส่วนตัวช่วงงานพิธีเช่นนี้เสมอ งานกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่จะถึงก็เช่นกัน

"ในหลวงรัชกาลนี้ท่านเริ่มไว้ให้ ความเป็นจิตอาสาคืออะไร เวลาเรามาร่วมกันทำอะไรที่ไม่หวังผลตอบแทน สังคมมันดีขึ้นอย่างไร เราทำเราก็จะเห็น ท่านสอนให้เรารู้อย่างไหนคือระเบียบ อย่างไหนหน้าที่ อย่างไหนจิตอาสา"

"พี่เลยออฟงานหมดช่วงนี้ เพื่อนมัคคุเทศก์พี่หลายคนก็มาอยู่กันอย่างนี้แหละ เราถนัดตรงนี้เราก็ยินดีอยากช่วย"

ผมฟังตรงนี้แล้วทึ่งในน้ำใจของคุณน้าจริงๆ

"ในหลวงร.9 ท่านก็เคยมีพระราชดำรัสไว้ พี่จำขึ้นใจ เวลาทำงานเราก็คิดไว้ตลอดนะ ถึงแม้ใครจะมองเรายังไง กังขากับหน้าที่อาสาเราอย่างที่คนไม่ดีหลายคนเขาว่ากันในโซเชียล (ผมพยักหน้า เพราะเคยเห็นจริงๆ) ในหลวงท่านว่า สังคมมีคนทั้งสองแบบ สำคัญที่ว่า ให้คนดีปกครองคนไม่ดี พี่เชื่อมั่นว่าเรากำลังทำสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์กับสังคม ต้องเริ่มจากตัวเราทีละคน อย่างพี่ พี่ลงมือทำเอง เห็นเอง พี่เชื่อว่ามัน effect นะ"

"เหมือนน้ำดีไล่น้ำเสียสินะครับ" ผมเสริม

"ใช่ๆ"

เราสองคนพยักหน้าเห็นด้วยกับบทสนทนา

คลื่นผู้คนยังคงหลั่งไหลบนถนนสายนี้ มันเป็นเวลาเกือบสามทุ่มแล้วก็จริง แต่ยิ่งมืดค่ำ ชีวิตของเยาวราชยิ่งสว่างไสว และยิ่งเฉิดฉาย สะอาดเรียบร้อยโดยเฉพาะในยามนี้

บนถนน 
ขณะหนึ่ง ผมมองย้อนกลับมาหาตัวเอง

ผมเป็นคนไทย มีเชื้อสายจีนแต้จิ๋วฝั่งหนึ่ง เชื้อฮักกา(แคะ)อีกฝั่งหนึ่ง

คนไทย รักแผ่นดินไทย
หากเลือดที่สูบฉีดกายแท้คือจีน

น้อยนักที่จะได้สัมผัสวัฒนธรรมบรรพบุุุรุษ
หากไม่ใช่วันเคารพบรรพบุรุษช่วงเชงเม้งหรืองานสำคัญในตระกูล

ภาษาจีนผมพูดไม่ได้ แต่รากในใจแท้ย่อมยังเป็นจีน

" So, now you are Thai " ฝรั่งในต้นเรื่องนี้กล่าวกับผม

ใช่ครับผมคือคนไทย
และ ณ เวลานี้ผมรู้สึกผูกพันกับคนไทยเชื้อสายเดียวกันมากกว่าครั้งไหน

นานมาแล้วพวกเขาหอบเสื่อผืนหมอนใบนั่งสำเภาเข้ามาด้วยกัน หนีภัยสงครามและความยากแค้น สู่แผ่นดินที่กล่าวกันปากต่อปากว่าร่มเย็นเป็นสุข

รุ่นทวดของผมมาเติบโตใช้ชีวิตที่นี่ แผ่นดินมอบข้าวน้ำอาหาร มอบโอกาสให้ทำมาหากิน พระเจ้าแผ่นดินคุ้มภัยราษฎร ดำริการใดก็มุ่งหวังให้แผ่นดินรักษาไว้ได้ซึ่งเอกราช สันติสุขของราษฎรคือหัวใจ ทั้งยามบ้านเมืองทุกข์เข็ญเปลี่ยนแปลงถึงยามสงบปรกติสุข

"ขอบคุณค่ะ เชิิิิญค่ะ" เสีีียงบางร้านแข่งสู่กัับเสียงอื้ออึงของผูู้คน

ระหว่างต่อแถว ผู้คนทักทายกันได้ไม่ยากนัก
คล้ายกับว่าความเป็นคนไทยเชื้อสายจีนจะทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น

ผมกับป้าๆลุงๆที่เป็นจีนฮกเกี้ยนอยู่ในเยาวราชยืนคุยทำความรู้จักกัน ในมือถือหมูสะเต๊ะอุ่นๆจากเตาถ่าน

ท่านพาผมเดินไปลองร้านนั้นร้านนี้อย่างเจ้าถิ่น

"ไม่ได้มีโอกาสบ่อยๆนะคุณหมอ"


ก่อนจะกลับ

คุณยายท่านหนึ่งรำพึงกับผมว่า
" ฉันว่ามีที่เดียวบนโลกจริงๆแหละ ฝรั่งคนหนึ่งเดินมาถามป้า แกยิ้มกับป้าเหมือนกันนะ เขางงจริงๆว่าทำไมเราถึงเลี้ยงกับข้าวคนแปลกหน้าได้อย่างเต็มใจขนาดนี้
ป้าว่านี่แหละความน่ารักของคนไทย "




SHARE
Writer
Natcvich
Reader
เกิดหลักสี่ เรียนวังหลัง

Comments