3 เทคนิคง่าย ๆ เพิ่มพลังใจ..ให้ชีวิต
เวลาที่เรารู้สึกเหนื่อยๆ ท้อๆ ถ้าอยู่กับสิ่งเหล่านั้นต่อ ยิ่งจะทำให้ห่อเหี่ยวใจ ถ้าเริ่มรู้สึกตัวว่า นี่เรากำลังจะแบตหมดแล้วนะ ใจเรากำลังซึมลงแล้วนะ รีบไปหาน้ำทิพย์มาเติมพลังใจด่วนๆ เราจะได้ไม่ทุกข์ใจนาน เพราะเวลาของเรา ชีวิตของเรามีค่ามากกว่าความรู้สึกซึมเศร้าเหล่านั้น และวันนี้เรามี 4 เทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณเพิ่มพลังใจให้ตัวเองได้ทันเวลา

1. หาทางออก ด้วยการฟัง Podcast ดีๆ
เข้าใจนะว่า เวลาที่เราทุกข์ใจ เราแทบจะไม่อยากขยับตัวเอาซะเลย มันเหมือนร่างกายถูกสตัฟฟ์ (Stuff) ให้อยู่นิ่งๆ แต่ว่าใจนี่สิ มันไม่นิ่ง มันค่อยๆ จมลงไปอยู่ชั้นใต้ดิน เหมือนดำดิ่งลงใต้ทะเลลึกอย่างนั้นเลย แต่ช้าก่อน!! ดึงใจเอาไว้ก่อน ไม่สบายใจเรื่องอะไร ลองหาทางออก ด้วยการหาหัวข้อสร้างแรงบันดาลใจดีๆ ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะฟังใคร หรือเลือก Channel Youtube ไหน เรามีแนะนำด้วยนะ

- Channel “ขุนเขามีคำตอบ” เหมาะสำหรับใครที่ต้องการฟัง how to เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาภายในใจของเรา ขุนเขา นักจิตวิทยาพัฒนาสมอง จะสอนให้เรารู้จักคิดและเข้าใจชีวิตมากขึ้น ด้วยคำพูดที่เข้าใจง่าย เข้าถึงใจเราได้อย่างดี เพราะจิตวิทยามันอยู่ในทุกส่วนของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความสุข ความรัก การทำงาน การขาย การอ่านหนังสือ ฯลฯ ขุนเขาเน้นการพัฒนาความคิด “คิดเป็นเมื่อไหร่ ใจเราพลิก ชีวิตเราเปลี่ยนได้เลย”

- Channel “ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต” เหมาะสำหรับใครที่ต้องการฟังเพื่อรับแรงบันดาลใจดีๆ เลือกฟังหัวข้อที่สนใจ ที่เราฟังได้ ครูอ้อยมักจะบอกว่าใครที่นอนเป็นผักอยู่ให้ลุกขึ้นมาทำชีวิตให้ดีขึ้น ฟังทีไรก็หายขี้เกียจเลยทีเดียว เวลาที่เราทุกข์ ท้อใจ ลองฟังหัวข้อที่ช่วยเราพัฒนาจิตใจทุกๆ วันในตอนเช้า เป็นการสะสมแรงบันดาลใจดีๆ พร้อมรับวันใหม่ ให้หัวใจมีภูมิต้านทานมากพอที่จะรับความท้าทายได้ จะได้ผลดีกว่าฟังตอนไม่สบายใจ

- Channel “Apailuck Tan” เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาฟังน้อย ต้องการกำลังใจ ให้ได้สติอย่างเร่งด่วน มีคลิปสั้นๆ แค่ไม่กี่นาที แต่ทำให้เราตาสว่างเร็ว ครูเอ๋ อภัยลักษณ์ ใช้คำพูดที่ตรงไปตรงมาแต่สุภาพ เป็นสาวสตรอง ที่คนฟังได้ฟังแล้ว ก็จะรู้สึกเข้มแข็งตามไปด้วยเลย ถ้าเราฟังใครบ่อยๆ เราก็จะซึมซับบุคลิก ทัศนคติ ของเขามาโดยที่เราไม่รู้ตัว ถ้าเราอยากจะเป็นคนแบบไหน เราก็อยู่ใกล้คนแบบนั้น แม้กระทั่งสิ่งที่เราฟัง เราก็ซึบซับได้นะ 


2. ใช้เวลา Happy Time ให้คุ้มค่า
ช่วงเวลาแห่งความสุขของเราในแต่ละวัน บางคนอาจจะคิดว่า ต้องสุขทั้งวันสิ ชีวิตถึงจะมีความสุข หรือแค่วันนั้นมีเรื่องให้ยิ้มก็ถือว่าสุขแล้ว แล้วอะไรบ้างที่จะทำให้เรามีความสุข หรือแค่ใจเราเป็นสุข อะไรเข้ามาเราก็สุขได้หมด ถ้าทำได้ถึงขั้นนั้น ปรบมือให้เลยล่ะ แต่ถ้าใครรู้สึกว่า วันๆ ยุ่งเหลือเกิน ไม่ค่อยสุขสักเท่าไหร่ ลองใช้วิธีนี้มาสร้างความสุขกัน

- ทำขวดโหลแห่งความสุข เขียนอะไรก็ได้ที่ทำแล้วมีความสุข เขียนใส่กระดาษแล้วม้วนหรือพับใส่ลงในขวดโหลนั้น เช่น ดื่มน้ำส้มสักแก้ว นอนเล่นในสวน ช้อปออนไลน์สักอย่าง ปลูกต้นไม้สักต้น เดินเล่นริมแม่น้ำ ฟังเพลงโปรด อยู่ใกล้คนที่เรารัก จัดดอกไม้ใส่แจกัน ขี่จักรยานในสวนสาธารณะ เขียนบทความสักเรื่อง ถ่ายรูปเล่น ฯลฯ ถึงแม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เรามักจะลืมทำสิ่งเหล่านี้ ในเวลาที่เรายุ่งวุ่นวาย ลองเขียนให้ได้มากที่สุดเลยนะ

- จับฉลากความสุขในขวดโหลทุกๆ เช้า แค่วันละอย่าง แล้วเลือกทำในตอนที่ว่างๆ ตอนไหนก็ได้ ถ้าต้องการพลังก็ทำในตอนเช้า ถ้าให้เป็นรางวัล ก็ทำในตอนเย็นๆ ให้เวลานั้นเป็น Happy Time ที่เราจะรู้สึกดีๆ ให้กับตัวเอง มีความสุขกับเวลานั้นจริงๆ เพราะบางทีเราก็ทำสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้วล่ะ แต่เราไม่ได้ให้เวลากับสิ่งเหล่านั้นจริงๆ เช่น แทนที่จะดื่มน้ำส้มคั้นเย็นๆ แล้วรู้สึกสดชื่น กลับคิดถึงเรื่องก่อนหน้านี้หรือกังวลเรื่องอื่นไปด้วย น้ำส้มรสอร่อยก็เลยเป็นแค่น้ำส้มธรรมดาน่ะสิ

- จะใช้วิธีอื่นแทนใช้ขวดโหลก็ได้นะ เช่น ใช้สมาร์ทโฟนบันทึกในแอพที่ใช้สุ่มเลือกแทน แต่ถ้าเป็นขวดโหล จะรู้สึกได้ถึงความสุขที่เราควบคุมได้ และก็มองเห็นแหล่งพลังงานความสุขที่อยู่ในขวดโหลด้วย และถ้าเราใช้วิธีนี้ไปนานๆ เราก็จะสามารถให้รางวัลตัวเองได้โดยไม่ต้องรอจับฉลาก เลือกสิ่งที่อยากทำ มาทำให้เรารู้สึกดีซะก่อน จะได้มีพลังพร้อมรับความท้าทายในแต่ละวันได้เลย


3. เขียนขอบคุณ 100 ข้อดีต่อใจ
เวลาที่เราทุกข์มากๆ บางทีก็เหมือนว่าชีวิตไม่มีอะไรเหลือเลยสักอย่าง ยิ่งเวลาที่อกหัก หรือว่ารู้สึกไม่ดีกับงานที่ทำ เรารู้สึกว่าตัวเองโชคร้ายจัง ทำไมต้องเกิดเรื่องพวกนี้กับเราด้วย แต่เดี๋ยวนะ..เรายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราลืม ลองเขียนขอบคุณในสิ่งที่เรามีให้ถึง 100 ข้อ เวลาที่เราทุกข์ใจเมื่อไหร่ จะได้เอาไว้อ่าน ว่าเรายังมีเรื่องโชคดีในชีวิตอยู่นะ

- เขียนขอบคุณลงกระดาษหรือถ้าให้ดี เขียนลงสมุดอย่าง สมุดไดอารี่ (Diary) จะได้เก็บเอาไว้อ่านทีหลังได้ด้วย

- เขียนขอบคุณในสิ่งที่เรามี เช่น ขอบคุณที่มีร่างกายครบ 32 ขอบคุณที่หูยังไม่ตึง ขอบคุณที่มีดวงตาได้มองท้องฟ้า ดวงดาว และแสงไฟในยามค่ำคืน ขอบคุณที่มีมือให้ได้ทำสิ่งที่ฝันไว้ ขอบคุณที่ยังมีชีวิตอยู่ ขอบคุณที่ไม่มีหนี้สิน ขอบคุณที่ยังมีงานทำใช้หนี้ ขอบคุณที่วันนี้มีข้าวทานครบ 3 มื้อ ขอบคุณที่มีน้ำสะอาดให้ดื่ม ขอบคุณที่เล่นอินเทอร์เน็ตได้ ขอบคุณที่ยังมีคนให้รัก ขอบคุณแมวน่ารักที่ชอบทำหน้าตลกให้เราหายเครียด เป็นต้น

- เขียนขอบคุณในสิ่งที่เราได้รับและเคยได้รับ เช่น ขอบคุณวันนี้ที่ฝนตกไม่ต้องรดน้ำต้นไม้ ขอบคุณที่แม้มีแดดจัดแต่ก็ยังมีร่มเงาให้หลบร้อน ขอบคุณที่ตื่นเช้ามาเห็นรุ้งงามๆ ขอบคุณที่ไฟเขียวผ่านตลอด ขอบคุณที่เคยชนะการประกวดตอนเด็กๆ ขอบคุณป้าใจดีที่แบ่งขนมให้ทาน ขอบคุณคุณครูที่ชมเราว่านิสัยดี ขอบคุณที่เคยได้ไปเที่ยวไกลๆ ขอบคุณที่ให้ลองเล่นกีฬาที่ไม่กล้าเล่น ขอบคุณที่เธอเข้ามาให้กำลังใจ ขอบคุณคนๆ นั้นที่ให้หนังสือดีๆ ขอบคุณวันนี้ที่เจอ Youtube หัวข้อดีๆ ได้ฟังแล้วรู้สึกดีจัง ขอบคุณที่ได้ยินเพลงเพราะๆ พอดี ขอบคุณแม่ค้าใจดีน่ารัก ขอบคุณธนาคารนี้ที่ให้บริการรวดเร็ว เป็นต้น

- เขียนขอบคุณตัวเอง เช่น ขอบคุณที่วันนี้เราอดทนไหว ขอบคุณที่ยังแข็งแรง ขอบคุณใจของเราที่ไม่คิดทำร้ายคนอื่น ขอบคุณที่เราเข้มแข็งกล้าไปทำงานแม้ว่าจะอกหัก ขอบคุณเราที่ขยันเรียน ขอบคุณตัวเองที่ตื่นเช้าง่าย ขอบคุณที่เราให้อภัยคนได้ง่ายขึ้น ขอบคุณที่ยังเชื่อมั่นในตัวเอง ขอบคุณที่ไม่ล้มเลิกไปง่ายๆ แค่เหนื่อย พักหน่อยก็ไหว ขอบคุณที่ให้โอกาสตัวเองได้รู้จักคนใหม่ๆ ขอบคุณที่เรากล้ายอมรับความจริง เป็นต้น

- เขียนขอบคุณให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ มากกว่า 100 ข้อก็ยังได้ ซึ่งตอนแรก เราอาจจะคิดไม่ค่อยออก แต่พอเราค่อยๆ เขียนออกมา ความคิดมันจะไหลพรั่งพรูเหมือนสายน้ำเลยทีเดียว ผู้เขียนเองพิมพ์เป็นตัวอย่างให้ ยังพิมพ์ได้ไม่หยุด จนต้องบอกตัวเองว่าให้หยุดพิมพ์ได้แล้ว แต่การเขียนจะได้ผลกว่าการพิมพ์ เพราะเราจะต้องใช้เวลาในการเขียนตัวอักษรออกมาทีละตัว จึงทำให้จดจำได้นานกว่า ถ้าเขียนได้มาก อีกนานล่ะ กว่าพลังใจจะหมด

- เขียนแล้วเก็บไว้อ่านทบทวน เวลาที่เรารู้สึกว่าโชคไม่ดี โชคร้าย หรือรู้สึกไม่เหลืออะไร จะได้ไม่ต้องกลับมาเขียนใหม่ อ่านทบทวนด้วยความรู้สึกขอบคุณอีกครั้ง และอาจจะได้เขียนขอบคุณเพิ่มอีกหลายร้อยข้อก็เป็นได้นะ

ลองอ่านทบทวนดู แล้วเราจะพบว่า เรายังโชคดีกว่าอีกหลายๆ คนที่บางวันต้องอดอาหาร ดื่มน้ำประทังชีวิต โชคดีกว่าบางคนที่ทานข้าวได้ไม่กี่คำ เพราะป่วยนอนอยู่โรงพยาบาลนานเป็นเดือนเป็นปี โชคดีกว่าบางคนที่ต้องตื่นมาทำงานแต่เราได้นอนหลับพักผ่อน โชคดีที่เรายังมีเวลาว่างให้เล่นอินเทอร์เน็ต แต่บางคนไม่ได้เข้าถึงโอกาสนั้น 

โชคดีกว่าคนพิการไม่มีแขนขา เราสามารถทำได้ทุกอย่าง แต่คนพิการเขาเข้มแข็งกว่าเราอีกนะ เราจะยอมแพ้ได้อย่างไร แถมเรายังมีชีวิตอยู่จนมาถึงวันนี้ แต่บางคนอาจต้องเสียไปตั้งแต่เด็กๆ ไม่ทันได้ทำอะไรที่อยากทำ แต่เรายังมีโอกาสได้ทำ แล้วความรู้สึกพอใจในชีวิตจะค่อยๆ เอ่อล้นขึ้นมา แล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบันที่จับต้องได้จริงๆ
ชีวิตมีทั้งเรื่องดีและไม่ดีปนๆ กันไป
สำคัญที่ว่าเราจะนับเรื่องดีให้เป็นพลัง
หรือเก็บงำเรื่องไม่ดีไว้ในใจให้ทุกข์กว่าเดิม

เวลาที่เราเล่นเกม เราก็อยากผ่านด่านยากๆ เพื่อให้ได้เลเวลสูงๆ ได้รางวัล ได้แต้ม แต่ในระหว่างที่เราเล่นเกม มันก็ต้องมีบ้างที่พลังชีวิตมันใกล้จะหมด ถ้าไม่รีบเติมก็ไม่ทันได้เล่นต่อ ต้องกลับไปตั้งต้นใหม่ ชีวิตเราก็เหมือนกัน ถ้าอยากจะเป็นคนที่เก่งและแกร่งขึ้น เราก็ต้องผ่านบททดสอบ ผ่านความยากลำบาก ทุกข์ใจบ้างจะเป็นไร แค่หาวิธีเพิ่มพลังใจ ให้กลับมาก้าวต่อไปให้เร็วๆ ใช้ชีวิตทั้งทีก็ใช้ชีวิตแบบเท่ห์ๆ ที่ไม่ว่าจะเจออะไรก็ยอมรับและผ่านมันไปได้ด้วยใจที่เข้มแข็งกันนะ

ถ้าจะเปรียบเทียบว่าใครทุกข์กว่ากัน
เปลี่ยนมาแข่งกันว่า ใครจะเข้มแข็ง และขยันได้มากกว่ากันดีไหม

Writer: takuma ^ ^
Cr: photo from app Canva
=========
คัดลอกบทความมาจาก www.cheer-up.lnwshop.com/article
สนใจอ่านบทความพร้อมภาพประกอบได้จากเว็บนั้นนะคะ
แต่จะทะยอยลงใน storylog เพื่อความสะดวกอีกทางหนึ่งค่า
SHARE
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments

Fonkao
28 days ago
คุณเขียนได้ดีมากเลยคะ อ่านลื่นไหลไม่สะดุดเลย 😍
Reply
takumacheerup
28 days ago
ขอบคุณมากค่า 😊
Buzai
26 days ago
ขอบคุณยะคะที่แชร์สิ่งดีๆแบบนี้
Reply
takumacheerup
26 days ago
ยินดีค่า 😘