19.9.19 ฉันได้อะไรบางอย่างจากการคุยกับตัวเอง
ไม่ได้บ้าแต่เป็นการทบทวนตัวเอง 

1.
เรื่องงานประจำ

 หน้าที่เราทำอะไร และเขาจ้างมาทำอะไร? วันก่อนไปอ่านบทความของพี่บอย วิสูตร นักเขียนที่มีชื่อเสียงมานานหลายปี แต่เพิ่งมีโอกาสได้อ่านหนังสือเขาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา อ่านทีเดียว 5 เล่มรวด แต่เล่มสุดท้ายยังไม่จบ แฮร่ เอ้ยนอกเรื่อง! 

จะพูดเรื่องบทความ “เขาจ้างให้ฉันมาทำอะไร?” ในบทความพี่บอยเขียนไว้ดีมาก ใจความสำคัญคือ เขาจ้างคุณมาทำอะไร? ถ้าใครตอบคำถามนี้ได้ชัดเจนหน้าที่การงานเจริญแน่นอน เพราะเพียงรู้หน้าที่ของตัวเองว่าต้องทำอะไร ก็จะทำหน้าที่ได้ดีและผลลัพธ์ก็จะออกมาดี แต่ถ้าตอบตัวเองไม่ได้ ยังงง ๆ ทำงานไปวัน ๆ เข้างานเช้า เลิกงานรีบกลับบ้าน สิ้นเดือนรอรับเงินเดือน และสิ้นปีรอโบนัสอย่างตั้งหน้าตั้งตาว่ามันจะต้องได้เป็นกอบเป็นกำ (ซึ่งสวนทางกับการกระทำและผลลัพธ์ที่ออกมา) นั่นเท่ากับคุณหยุดการเรียนรู้ หยุดการพัฒนาตัวเอง เป็นการค่อย ๆ ลดศักยภาพตัวเอง 
"ไม่เพียงแค่เราเอาเปรียบบริษัทนะ แต่เรากำลังเอาเปรียบตัวเองที่ไม่ได้ดึงศักยภาพที่แท้จริงข้างในออกมา” 

2.
เขาจ้างฉันมาทำอะไร? 

 ตอนแรกที่เข้ามาทำงานที่นี่ ณ วันที่หัวหน้าสัมภาษณ์ เขาอยากได้คนที่มาดูแลเรื่อง Headcount ของพนักงานงานขายและสามารถทำหน้าที่ recruit คนได้ด้วย รวมทั้งดูแลเรื่องอัตราการลาออกของพนักงานไปด้วยในตัว 
 
นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ นอกเหนือจากนั้นเป็นเรื่องงาน adhoc หรืองานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย การเข้ามาทำงานปีแรกด้วยความใหม่ ด้วยความกระตือรือร้นและสถานการณ์มันปริ่มเกือบลงเหวอยู่รอมร่อกับการพนักงานลาออก เดือนละ 40 คน ทำให้เป็นงานที่ท้าทาย ในแต่ละวันมีเรื่องให้คิดและทำไม่จบสิ้น ต้องวิเคราะห์หาคำตอบจากข้อมูลที่มีอยู่มากมายก่ายกอง และต้องตอบคำถาม MD ให้ได้ ว่าทำไมคนถึงลาออกเยอะขนาดนี้

เป็นพนักงานใหม่ที่ไม่ยังไม่รู้เรื่องแต่ต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ ทักษะในการวิเคราะห์ก็ไม่มี ทำ presentation ก็ไม่เป็น เพราะงานที่ผ่านมาไม่ต้องใช้ทักษะเหล่านี้ ส่วนใหญ่ทำด้านภาษาหน้างานคือเจอผู้คน ทักษะเราคือการพูดและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่มีอะไรที่คนเราทำไม่ได้ ทุกอย่างต้องเริ่มจากศูนย์ก่อนเสมอ สุดท้ายฝึกไม่นานก็เริ่มทำเป็น ทำได้ และทำได้ดีในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป

3.
รู้แล้วว่าเขาจ้างมาทำไม
 
ตอนนั้นรู้แล้วว่าเขาจ้างมาทำอะไร วิเคราะห์หาสาเหตุไง และแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ จากการ work กันเป็นทีมปีต่อมาอัตราการลาออกก็ลดลงเหลือเดือนไม่เกิน 15 คน จาก 40 คน นั่นถือว่าประสบความสำเร็จเป็นผลงานที่ดีที่สุดในรอบ 5 ปีของบริษัทที่มี record มา

ปีนี้เป็นปีที่สองเกือบย่างปีที่สามในต้นปีหน้า งานเริ่มลดความตื่นเต้นลงปัญหา turnover ลดลง และงานรูทีนไม่มีอะไรให้ทำมาก แต่ละวันเราค่อนข้างว่างมากแต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน นั่งทำงานไปวัน ๆ จิ้มแป้นพิมพ์ จ้องจอไปเรื่อย ๆ

รอเวลาเลิกงานและกลับบ้าน คำถาม “เขาจ้างฉันมาทำอะไร?” เริ่มวนกลับมาอีกครั้ง ทุกวันนี้หน้าที่เราแค่ควบคุม turnover rate ไม่สูงเกินเป้าที่ตั้งไว้และถ้าทำได้ต่ำคือดี ตรวจเช็คข้อมูลประวัติพนักงานที่ลูกน้องทำว่าถูกต้องหรือไม่

ทำ project เล็ก ๆ ของหัวหน้าที่กึ่งบังคับให้ทำ แต่ใจไม่ได้อยากทำรู้สึกลึก ๆ ว่ามันไม่น่าจะ work แต่เถียงไปก็ยังไม่มี project ใหม่ที่ดีกว่าไปเสนอ เสนออะไรไปก็โดนตบกลับมา สุดท้ายเลือกที่จะหุบปากและทำงานตามหน้าที่ไปวัน ๆ และพร้อมจะหมดไฟไปทุกที

4.
จุดเปลี่ยนที่สำคัญ

 มีแผนกใหม่เกิดขึ้นและเป็นแผนกที่ไฟแรงสุดเพราะเพิ่งฟอร์มทีมใหม่ หัวหน้าทีมนั้นก็มีพาวเวอร์เป็นที่ปลาบปลื้มของผู้บริหารระดับสูง เนื้องานของแผนกนั้นเอาจริง ๆ ก็ไม่ต่างจากงานของแผนกเรา แถมที่นั่งก็นั่งใกล้กันเป็นโซนเดียวกัน 
 
จากประสบการณ์แล้ว อีกไม่นานแผนกเราจะถูกยุบและถูกรวมกับแผนกใหม่นี้แน่นอน ความเป็นไปได้มีมากถึง 90% แค่รอเวลาและเคลียร์โครงสร้างภายในกันแค่นั้นเอง 

ถ้าหัวหน้าเรามีพาวเวอร์สักหน่อยก็คงดีอาจจะคานอำนาจได้ แต่ไม่เลย! ทุกวันนี้หัวหน้าก็ทำเหมือนเป็นลูกน้องทีมนั้นกลายๆ เขาสั่งอะไรมาหัวหน้าก็ไม่กล้าขัด ขนาดไปประชุมทีมด้วยกันก่อนเข้าห้องประชุมหัวหน้ายังเดินมากระซิบว่า “ถ้าเข้าไปประชุมวันนี้เข้าไปนั่งฟังเฉย ๆ นะ เขาพูดอะไรผิดหรือไม่ตรงกันเราค่อยมาเคลียร์กันเองหลังบ้าน เดี๋ยวถ้าเราพูดอะไรออกไปแล้ว อาจทำให้คนอื่นเดือดร้อน” เราอึ้งไปหลายวิก่อนจะพยักหน้า (นึกในใจแบบนี้ก็ได้เหรอวะ O_o) สุดท้ายเข้าไปประชุมขนาดงานของหัวหน้าเองที่จะต้องเข้าไป defence เขายังไม่กล้าพูด แต่งานเราที่มันไม่ถูกต้องเราก็ยกมือแจ้งนะ ไม่งั้นเราทำงานลำบาก เราเชื่อในสัญชาตญาณว่า เอ้ยต้องพูดไม่พูดไม่ได้ เดี๋ยวซวยทีหลัง

5.
หาลู่ทาง 

ในเมื่อตอบคำถามให้ตัวเองไม่ได้ว่า “เขาจ้างฉันมาทำอะไร?” ตอนนี้ พี่บอยบอกว่าเราต้องมองหาลู่ทางในการเอาชีวิตรอด ต้องหางานอื่นหรือรายได้ที่สองไว้บ้าง มองหาลู่ทางในการเอาตัวรอด 
 
งานที่สองเหรอ? ก็วางไว้แล้วแต่ยังไม่เสร็จเรียบร้อย ผ่านการตั้งเป้าหมาย วางแผนและตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการผลิตแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดตัวได้เพราะการผลิต(มือ) ยังไม่เสร็จ ตอนนี้ได้แค่ทำไปขายไป ซึ่งไม่ใช่เป้าที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรก

สินค้าเราเป็นสินค้าทำมือ งาน handmade เป็นงานที่เรามี passion มากที่สุดในชีวิตแล้ว ไม่เคยชัดเจนมากขนาดนี้มาก่อน เรามีแผนจะไปขายในตลาด Etsy ด้วยเป็นเป้าหมายสูงสุด

6. 
อุปสรรคระหว่างทาง 
แต่สิ่งที่ยังไปต่อไม่ได้ ตอนนี้เราไม่มีเวลา วันธรรมดาทำงานเลิกงานต้องเลี้ยงลูก พอลูกหลับต้องคอยเฝ้า เพราะลูกมักตื่นบ่อยฟันกำลังจะขึ้นทำให้เขาปวดเหงือก จึงงอแงหนักกว่าปกติ

ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็ต้องดูแลลูกต่อเพราะอยากให้ย่าได้พักผ่อนบ้าง สุดท้ายชีวิตวนลูปหาเวลาจัดการไม่ได้ แบ่งเวลาไม่ได้เลย ความไม่แน่นอนคือลูกส่วนหนึ่งต้องมีเวลาให้เขา จะทิ้งลูกไปทำงานเลยก็ไม่ได้ลูกมีเวลาให้เรากอด ให้เราเล่นด้วยไม่กี่ปี จากนั้นเขาจะเติบโตและโบยบินไปมีชีวิตของตัวเองแล้ว

7.
ก่อนได้ข้อสรุป

 นี่เองเป็นสาเหตุของความคิดที่วิ่งวนอยู่ในหัวเป็นร้อยและสุดท้ายวิ่งชนกันเอง มาทำงานทำไม? ในเมื่องานก็ไม่มีอะไรให้ทำ ก็เอาเงินเดือนเฉย ๆ เพื่อไปต่อยอดไง แล้วไม่อยากก้าวหน้าไม่อยากถูกโปรโมทเหรอ? อยากไงแต่พอเสนออะไรไปหัวหน้าก็ไม่เอา 
 
งั้นก็ทำงานตามหน้าที่และทำให้จบ ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากไงรับเงินเดือน โบนัสก็จบ นั่นไงคุณกำลังลดศักยภาพตัวเองลงเอาเปรียบบริษัทและเอาเปรียบตัวเองอยู่ ก็เลยต้องหาทางเลือกที่สองให้ชีวิต แพลน A กำลังไปไม่รอดก็ต้องมีแพลน B คือทำงานตัวเองเพื่อไปขายตลาดเมืองนอก.... แต่ไม่มีเวลาทำจริงจังไม่ค่อยคืบหน้า ทำได้แค่ขายทีละออเดอร์ วนลูปกลับมาเป็นงาน made to order ที่โตยาก มีความสุขจริงนะแต่มันต้องมีเงินมาเลี้ยงชีวิตด้วยไง หากทำขายได้แค่อาทิตย์ออเดอร์สองออเดอร์จะมีเงินเลี้ยงตัวเองรอดได้ยังไง

งั้นก็ทำงานเสาร์อาทิตย์ไหมล่ะ ให้ย่าเลี้ยงลูกไป....แบบนี้ก็ทำร้ายจิตใจลูกเหลือเกินวันหนึ่งเขาจะโตขึ้นและผูกพันกับคนอื่นที่ไม่ใช่แม่ เพราะแม่ไม่มีเวลาให้เขาเลยแค่ทำงานวันธรรมดาก็แทบไม่ได้เล่นกับลูกอยู่แล้ว

8.
เห็นปัญหา เห็นทางออก

โอ้ยย นี่ไงความคิดที่วิ่งวนอยู่ในหัวที่มันสับสนปนเป จับต้นชนปลายไม่ถูกเช้านี้นี่ไง นั่งเขียนเป็นชั่วโมงถึงจะเข้าใจประเด็นแล้วจะหาทางออกได้ยังไง?  

9.
แบ่งความคิดออกเป็นเรื่อง ๆ สิจะได้ง่าย 
 
งานประจำ อยากทำไหม? อยากทำเพื่อเอาเงินแต่ในใจก็อยากโตไม่อยากหยุดพัฒนาตัวเอง ตอนนี้เหรอยังหาทางออกไม่เจอว่าจะทำยังไงให้ตัวเองไปต่อได้โดยที่เสนออะไรไปหัวหน้าไม่ถูกตบกลับมา ตอนนี้ยังคิดไม่ออกเพราะใจพะวงกับงานที่สองมากกว่า

งั้นตามนี้ไปก่อนตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ตรวจเช็คงานให้เข้มงวดและไม่ให้ผิดพลาด พัฒนาตัวเองและลูกน้องให้ได้ก่อน จากนั้นค่อยเสนอ project ทีหลัง

งานเสริม (ที่อยากให้กลายเป็นงานประจำที่ทำเงินกว่า) อยากทำนะ งั้นวันเสาร์อาทิตย์นี้จะเริ่มทำ แล้วเอาเวลาไหนเล่นกับลูก? อาจจะแบ่งเวลาหลังดูแลอาหารการกินลูกเสร็จแล้ว ไปทำงานสัก 3-4 ชั่วโมงต่อวัน

2 วันก็ 8 ชั่วโมง ทำให้ได้ชั่วโมงละ 10 ชิ้น เท่ากับเราจะมีชิ้นงานสำเร็จประมาณ 80 ชิ้นบวกลบ

สุดท้ายแล้ว  
พอความคิดเริ่มเป็นระเบียบแล้ว น่าจะได้คำตอบของหลายคำถามแล้ว โฟกัสในสิ่งที่สำคัญก่อน จัด priority ให้เรื่องที่จำเป็นมากกว่าก่อน พี่บอยเคยบอกไว้ว่า เราต้องเริ่มทำงานที่ไม่จำเป็นในขณะที่มันยังไม่ด่วนเพื่อเป็นการเตรียมการไว้

หากถึงเวลาสิ่งนี้จะเป็นตัวช่วยที่สำคัญไม่ทำให้เราตกที่นั่งลำบาก อย่างตอนนี้เราเริ่มวางแผนทำงานเป็นของตัวเอง มีธุรกิจเล็ก ๆ ที่เราคอนโทรลเองเพื่อเตรียมการไว้ว่าเมื่อถึงเวลาที่แผนกถูกยุบและเราไม่ happy ที่จะไปทำงานกับแผนกใหม่หรือหัวหน้าใหม่ จะได้มีทางเลือกให้ตัวเองไม่ต้องไปดิ้นรนหางานใหม่ในแบบที่ไม่ชอบอีก ได้ทำอะไรที่อยากทำและขณะเดียวกันก็เลี้ยงตัวเองได้ด้วย

แล้วคุณล่ะ ความคิดเป็นระเบียบแล้วหรือยัง? ถ้ายังเราเข้าใจนะว่ามันวุ่นวายใจมากแค่ไหน แต่หากไม่ไหวแล้วรู้สึกสับสนจนหาทางออกไม่ได้แล้ว หาที่นั่งเงียบ ๆ นั่งฟังเพลงที่ตัวเราชอบแล้วผ่อนคลาย จากนั้นก็ค่อยเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นคำถาม
และตอบตัวเองทีละข้อ แยกออกเป็นเรื่อง ๆ เชื่อเถอะว่าบางครั้งเราแทบไม่ต้องไปหาคำตอบที่ถูกใจจากที่ไหน คำถามและคำตอบอยู่ในหัวเรานี่แหละแค่เราหามันไม่เจอ พูดกับตัวเองเยอะ ๆ และคำตอบจะมาเอง


ขอให้ทุกคนเจอคำตอบของตัวเองนะคะ





SHARE
Writer
KCstory
Writer
แค่อยากเขียนอะไรก็ได้

Comments