ความทรงจำของความตาย
เคยรออย่างไม่มีจุดหมายไหม

เชื่อไหมว่าตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2019 ที่ผ่านมา มันคือจุดเปลี่ยนในชีวิตฉันไปแทบทุกอย่าง

ฉัน...ที่เคยคิดถึงอนาคต มีบ้าน มีรถ มีทุกอย่าง ได้สามารถอยู่สบาย มีที่พักพิงให้กับครอบครัวตัวเอง แต่นั่น ความคิดพวกนั้นกลับแตกสลาย ราวกับคนเอาเข็มมาจิ้มลูกโป่งให้แตกต่อหน้า

แค่หลับตาภาพเหตุการณ์ในวันนั้น มันกลับมาปะทุในความทรงจำฉัน ใครที่บอกว่าไปไม่ทันดูคนก่อนตาย นั่นเป็นเรื่องที่ควรจะน่ายินดีนะ

ฉันรู้ตัว ว่าฉันกำลังทำอะไร คิดอะไรและเป็นอะไร เหมือนคนที่รับความจริงไม่ได้แต่ก็เหมือนคนที่รับความจริงได้ นั่นแหละที่ฉันมองว่ามันคือปัญหา อารมณ์สวิงแบบนี้ มันจะจบลงวันไหน และมันจะมีวันนั้นมั้ย

ฉันนอนหลับสนิทได้เพราะแอลกอฮอล์หรือไม่ก็วันที่เหนื่อยล้ามามากและวันที่ฉันหันหลังให้กับโลก เดือนนึงมีสามสิบเอ็ดวัน มีไม่กี่วันเท่านั้นแหละอย่างมากก็แค่วันสองวันเท่านั้นฉันจะกลับมาสู่โลกความจริงอีกคราและมันก็ทำให้รอยยิ้มของฉันหายไป

ฉันดูหนังหรืออ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการแพทย์ไม่ได้ ทั้งๆที่แต่ก่อนฉันมักจะหยุดอ่านและสนใจเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แน่นอน... ฉันรู้ตัวว่าฉันกำลังเปลี่ยนไป และแน่นอน... ถ้าฉันฝืนอ่านมัน อาการปวดหัวและความโกรธแค้นมันจะคลืบคลานเข้ามา

ฉันหันมาอ่านวิธีการรับมือเกี่ยวกับการสูญเสีย และพยายามศึกษาใกล้ชิดกับคนที่เคยสูญเสียคนในครอบครัวไป ทุกคนก็ตอบเป็นคำเดียวว่า "เกิดแก่เจ็บตาย"เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่เรื่องของฉัน มันก้ำกึ่งเกี่ยวกับความยุติธรรม

ฉันรู้ตัว ว่าฉันพยายามหาคำตอบเรื่องทั้งหมด สาเหตุที่แท้จริงเกี่ยวกับการตายของพ่อฉัน มันมีเยอะเกินกว่าที่ฉันจะยอมแพ้ แต่...

ฉันมักจะอ่อนแอ ถ้าเมื่อรู้ความจริงของเรื่องทั้งหมดยังไงก็ไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิม ใช่...ฉันรอคอยว่าพ่อจะมายืนหน้าบ้านฉันแล้วตะโกนเรียกชื่อฉัน แล้วบอกกับฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง พ่อแค่ไปราชการ

ตลก..

แต่ฉันอยากให้มันเป็นเรื่องจริง, ฉันรู้ตัวว่าฉันโทษคนอื่นเพราะยอมรับความจริงไม่ได้แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อก่อนรับการผ่าตัด พ่อกับฉันยังคุยเล่นกันอยู่เลย

ในวงการแพทย์ฉันแทบไม่รู้ขั้นตอนอะไรเลยสักอย่าง ฉันไม่ทราบถึงเส้นเลือดใหญ่ ระบบหมุนเวียนภายในร่างกาย แต่เพราะฉันชอบเรื่องพวกนี้ ฉันจึงพอรู้มาว่า สมองกับหัวใจมันสำคัญที่สุดแล้ว

นั่นแหละ...พ่อดันมาเป็นโรคหัวใจ สิ่งที่สำคัญต่อร่างกายมากที่สุด สมองตายเป็นเจ้าชายนิทรา แต่ถ้าหัวใจมันหยุดทำงาน กระบวนการทุกอย่างในร่างกายก็จะจบ


วินาทีที่หมอและวิสัญญีแพทย์เดินออกมาจากห้องผ่าตัด ร่างของคุณพ่อนอนอยู่บนเตียงที่ไม่ได้สติ ฉันใจชื้น ดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้เอาผ้าคลุมร่าง ระยะการผ่าตัดวิสัญญีแพทย์บอกไว้ว่าสองทุ่ม แต่ตอนนี้เที่ยงคืนแล้ว ฉันคิดว่ามันคงจะมีดีเลย์ไปบ้าง แต่เมื่อคุณหมอบอกอาการคุณพ่อ ร่างกายฉันก็เซลง

หัวใจของพ่อทำงานเองไม่ได้ ตอนนี้ใช้เครื่องช่วยทุกอย่าง คนไข้อยู่ได้เพราะเครื่องช่วยเท่านั้น

ในหัวของฉันมีแต่คำว่า อย่าเพิ่งเอาเขาไป มันไม่ใช่ประโยคบอกเล่าแต่มันคือประโยคขอร้อง ฉันร้องไห้และเริ่มหวาดกลัวกับเสียงโทรศัพท์ ทุกครั้งที่คุณหมอโทรมา

สาเหตุการตายของพ่อคือติดเชื้อในกระแสเลือด ไม่ ฉันไม่เชื่อ ฉันยอมรับไม่ได้ที่คุณพ่อยินยอมผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้น แต่เขากลับต้องมาเสียชีวิตเพราะผ่าตัดไม่สำเร็จ

มีใครเคยตั้งคำถามไหมว่า ถ้าไม่เข้ารับการรักษา เขาอาจมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น

มีใครเคยตั้งคำถามไหมว่า บางทีก็อาจเกิดความผิดพลาดในห้องผ่าตัด

และมีใครเคยตั้งคำถามไหมว่า บางทีอาจจะเป็นแพทย์เองที่วินิจฉัยผิดพลาด

ฉันรู้ตัวว่าฉันโทษคนอื่น

แต่มีใครเคยตั้งคำถามไหมว่า ฉันรู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วความรู้สึกนี้ใครล่ะที่รับผิดชอบ?


ฉันในวัย 24 ปี
SHARE

Comments