หมอเป้งในชีวิตจริง
My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน ซีรีย์ของค่ายนาดาวที่กำลังเป็นกระแสตอนนี้ 
ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ดูเรื่องนี้เหมือนกัน บอกไว้ตรงนี้เลยว่า #ทีมหมอเป้ง

ที่ฉันอยากจะมาเล่าให้ทุกคนฟังวันนี้ก็คือเมื่อซีรีย์เรื่องนี้ออกมา มีเพื่อนคนหนึ่งก็ทักมาหาฉัน
"หมอเป้งนี่มันคือจริงๆ" ข้อความสั้น ๆ ที่ทำฉันสงสัย จนต้องไปตามดู 
เมื่อเริ่มดูฉันก็เข้าใจว่าทำไม แต่ก็แอบสงสัยว่า ทำไมเพื่อนถึงพูดแบบนั้นจึงส่งข้อความกลับไป
"ทำไมว่ะ" คำตอบที่ฉันได้รับทำเอาฉันตกใจมากนั่นคือ "คนแบบมึงไม่ควรมีแฟนไง"

นอกจากตกใจแล้ว ฉันยังงงกับคำพูดอีกด้วย จนสุดท้ายก็ต้องโทรหาเพื่อนคนนั้น
เราคุยเรื่องนี้ราว ๆ ชั่วโมงกว่าได้ ซึ่งก็ทำให้ฉันเข้าใจทุกอย่าง 
ฉันไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้ยอมรับ 100 % 
ถ้าใครเคยดูแล้วก็จะพอนึกออกว่าเป็นยังไง แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ดูฉันจะเล่าชีวิตของฉันให้ฟัง

ช่วงที่ผ่านมาเป็นเรื่องราวในสมัยมหาวิทยาลัย แฟนคนแรกของฉันและยังเป็นคนล่าสุดที่เลิกกันไปด้วย ฉันคบกับเค้าประมาณ 2 ปีเกือบจะเข้าปีที่ 3 คนบอกเลิกคือฉันเอง มันอาจจะเป็นการเจ็บปวดของใครสักคน ที่รวมถึงฉันด้วยเช่นกัน

ในช่วงเวลานั้นที่เราเป็นแฟนกัน ถามว่าชีวิตมันดีมั้ย ฉันตอบเลยว่าดี แต่มันก็ไม่ได้ดีมาก เพราะต่างคนก็ต่างเรียนหนังสือ เวลาเจอกันก็ค่อนข้างยาก ฉันที่เป็นคนมีตารางชีวิตแน่นอน ไม่ว่าจะทำอะไรไปไหนฉันมักจะกำหนดเวลาเสมอ ซึ่งแน่นอนเวลาสำหรับแฟนมันก็ต้องมี แต่มันน้อยมาก
ส่วนใหญ่ฉันจะหมกตัวอยู่ในห้องสมุด หรือห้องเพื่อนเพื่อทำรายงาน หรือไม่ก็ใช้เวลาอยู่กับตัวเองซะส่วนใหญ่ มีคนบอกว่าฉันละเลย แต่สำหรับฉันแล้วการอยู่ด้วยกันมันไมได้แสดงว่าเราจะรักกันมากขึ้น หรือน้อยลง ซึ่งเหตุผลที่เพื่อนบอกว่าฉันคือหมอเป้งในชีวิตจริงมี ก็คือ

1. เวลาทะเลาะกันส่วนใหญ่ นอกจากเรื่องของเงินแล้ว อีกเรื่องคงเป็นเรื่องของวันสำคัญหรือกิจกรรมบางอย่างที่ฉันไม่อยากทำ แต่อย่าเพิ่งคิดลึกไป กิจกรรมพวกนั้น เช่น การเดินจับมือกัน ไปเที่ยวด้วยกันในวันหยุด หรือแม้แต่การไปกินข้าวด้วยกัน เขามักจะพูดกับฉันเสมอว่าเขาอยากอยู่กับฉันในทุกกิจกรรมที่ฉันทำ แต่มันเป็นไปไม่ได้ เราเรียนกันคนละสาขา และส่วนใหญ่ก็ต้องทำรายงาน เตรียมพรีเซ้นต์ ซึ่งแน่นอนมันเป็นงานกลุ่ม ถ้าเขามาอยู่ด้วยเพื่อน ๆ คงอึดอัด หรือเขาก็อาจจะอึดอัดไปเอง และเรื่องวันสำคัญต่าง ๆ หรือนัดที่เขาไม่บอกฉันไว้ล่วงหน้า บางครั้งฉันก็อยากให้เวลากับเพื่อนบ้างที่ไม่ใช่เวลาทำงานกลุ่ม แต่เขาก็กลับไม่เข้าใจ เรื่องของการไปเที่ยวหรืออยู่ด้วยกันในวันหยุดพักผ่อน แน่นอนว่าการทำรายงานดูดพลังชีวิตไปหมดแล้ว ในวันหยุดฉันก็แค่อยากนอนโง่ ๆ หรืออยู่กับสิ่งที่ฉันอยากทำเท่านั้น 

2. คำพูดของฉันมักทำร้ายคนรอบข้างเสมอ ฉันเป็นคนหนึ่งที่มักจะพูดอะไรออกไปตรง ๆ เหมือนคนไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่ในความจริงฉันคิดมาแล้ว ฉันคิดว่ามันถูกต้องแล้วด้วยที่จะพูดออกไปแบบนั้น เพราะในตอนสุดท้ายต่อให้พูดอ้อม หรือชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ฉันยอมรับว่ามันเป็นข้อเสียหนึ่งที่ฉันไม่สามารถแก้มันได้จริง ๆ แต่ช่วงหลัง ๆ ฉันก็เริ่มที่จะไม่พูด และปล่อยให้คนที่พูดได้ดีกว่าพูดแทน แต่นั่นแหละ คำพูดของฉันเองที่อาจจะทำร้ายเค้าในบางครั้ง เช่น การตอบปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด หรือแม้แต่การบอกว่า "ถ้าไม่มีเค้าฉันก็อยู่ได้สบาย ๆ" ซึ่งในความคิดของฉันมันก็คือเรื่องจริง ถึงแม้ว่าเค้าจะพยายามเทคแคร์ฉันเพื่อให้ฉันรู้สึกสบายขึ้นด้วยการไปรับไปส่ง แต่ในบางครั้งฉันก็กลับคิดว่า ถ้าฉันต้องรอเขา ฉันก็คงจะถึงที่หมายแล้ว และอีกนัยนึงคือฉันไม่อยากให้เขาลำบาก การที่จะต้องคอยไปรับไปส่งคนที่เรียนคนละคณะกัน เรียนคนละเวลากัน เขาก็มีธุระของเขาที่จะต้องทำ ฉันก็ไม่อยากให้เขาเอาเวลามาทำอะไรแบบนี้ เพราะมันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรกที่ฉันจะทำไม่ได้เลย 

3. การไม่ได้แสดงออกว่าใส่ใจไม่ได้แสดงว่าไม่ใส่ใจ บางครั้งที่เรามีนัดกัน ฉันมักจะไปสาย ซึ่งก็มีเหตุผลมาจากการทำงานของฉันที่ไม่สามารถควบคุมเวลาได้ จนบางครั้งจะต้องยกเลิกไป และคนที่ให้ความสำคัญกับเพื่อนและงานอย่างฉันแน่นอนว่า วันสำคัญก็เช่นกัน เราไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันเท่าไหร่ แต่ก็ใช่ว่าฉันจะลืมวันเหล่านั้นนะ ฉันจะเตรียมของขวัญให้และมักจะเคลียร์เวลาให้เขาเสมอ แต่สุดท้ายมันก็ต้องมีอะไรเข้ามาแทรกตลอด เรื่องอาหารการกินก็เป็นสิ่งสำคัญที่ฉันใส่ใจเขาตลอด แต่มันออกจะดูเป็นเรื่องที่เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงต้องพยายามถามเมื่อว่างตลอดว่า "กินข้าวหรือยัง" และในบางครั้งที่เขาอาจไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่าฉันมักจะถามเรื่องเขากับเพื่อนเค้าเสมอว่าเขาทำอะไร กินข้าวหรือยัง เป็นอะไรหรือเปล่า เพราะฉันก็ไม่อยากให้เค้ารู้สึกรำคาญ 

4. มือที่สามมักทำให้เรารู้สึกว่าอยากแสดงความเป็นเจ้าของ ความสัมพันธ์ของคนสองคนเมื่อมีคนที่สามเข้ามามักเป็นเรื่องใหญ่เสมอ แน่นอนว่าคู่ของฉันก็มีเช่นกัน จากฉันไม่ไม่เคยใส่ใจเขา หรือไม่มีเวลาให้กลับพยายามทำทุกทางให้เขารู้สึกว่า จริง ๆ แล้วเธอยังมีฉันอยู่ ฉันจะทำตัวดีขึ้น เพื่อรักษาเธอไว้ และไม่ยอมให้เธอไปไหนกับใคร แต่เมื่อเรื่องนั้นจบลง มันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม เข้าสู่โมหดปกติของฉัน และไม่ใช่แค่มือที่สามทางเขาหรอก มือที่สามทางฉันก็ไม่ต่างกัน ฉันเป็นคนเฟรนลี่เกินกว่าที่ใครจะคาดคิด แต่แน่นอนมันไม่ได้เกิดขึ้นแน่ถ้าเรายังไม่สนิทกัน ฉันมักจะมีคนรู้ที่จักกันได้สักพักแล้วมาชอบ ฉันก็ไม่รู้ว่าเพราะ อะไรในตัวฉันที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นคิดจะข้ามความสัมพันธ์ แต่ในตอนสุดท้าย มันจะจบด้วยความคงที่ของความสัมพันธ์ ต่อให้เค้าอยากจะข้ามมาเท่าไหร่ หรือฉันอยากจะข้ามไป มันก็จบลงด้วยที่ว่า "ฉันมีแฟนแล้ว และฉันก็คิดว่าฉันรักเค้าและซื่อสัตย์กับเขา"


นี่ก็เป็นสาเหตุใหญ่ที่ฉันคงจะเหมือนมากจนเพื่อนพูดออกมา แต่จริง ๆ แล้วมันมีอีกเยอะมากที่เพื่อนฉันพยายามอธิบายให้ฉันเข้าใจ ก่อนที่จะวางสายเพื่อนฉันแอบพูดปลอบใจฉันเบา ๆ ว่า
"มันจะต้องมีคนที่รับเรื่องนี้ได้ดิ รับได้ที่มึงเป็นมึง รับได้ที่มึงจะไม่มีเวลาให้ รับได้ที่มึงพูดหมา ๆ  ใส่เค้า แล้วเค้าจะไม่คิดอะไร หรือถ้ามึงอายุ 35 แล้วยังไม่มีใคร มึงยังมีกูนะเว้ย" 

คำพูดของเพื่อนฉันมันทำให้ฉันหันกลับมามองตัวเอง บางครั้งฉันก็คิดว่าฉันคงรักตัวเองมากเกินไป ฉันรักที่จะยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองคิด ยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำ จนทำให้คนรอบข้างเสียใจ และสุดท้าย ฉันก็เลือกที่จะตัดใครสักคนออกจากชีวิตก่อนที่เขาจะทำกับฉัน เพราะฉันก็กลัวว่าถ้าวันนั้นมาถึงฉันเองก็คงจะเจ็บมาเช่นกัน สู้เจ็บตั้งแต่ตอนนี้ เอาเวลามารักษาตัวเอง และเริ่มต้นใหม่ดีกว่า 

แต่ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ฉันได้รู้คำตอบที่แท้จริงแล้วว่า "จริงๆ แล้วฉันก็อยากได้ความรักจากคนอื่นบ้าง เหมือนกับคนทั่วไป แค่ฉันไม่รู้จักจัดการกับมันยังไงเมื่อตอนมีมันอยู่" หรือบางทีมันก็คงจะจริงที่ว่า "ฉันไม่ควรมีแฟน" อย่างที่เพื่อนบอกนั่นแหละ 


SHARE
Written in this book
การดำเนินชีวิตของคนตัวเล็ก
คนตัวเล็กกับประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่

Comments

Rutcha
5 days ago
จริงๆแล้วคนแบบหมอเป้งเปราะบางมากนะ
ใช้เหตุผลเหนือจิตใจ เพื่อเป็นกำแพง เพราะกลัวถ้าใครได้สัมผัสเบื้องลึกของใจที่เปราะบางนั้น
เสียสละจนดูเหมือนเห็นแก่ตัว บางครั้งที่ดูเหมือนเฉยเมยเพราะอยากให้คนที่ีรักได้ใช้พื้นที่ชีวิตของตัวเอง
Reply