Polariod 🌅
“นี่...”

เสียงแผ่วเบาดังมาจากด้านข้างในขณะที่ฉันกำลังนั่งมองพระอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้าที่ม้านั่งในสวนสาธารณะ


“คุณทำรูปถ่ายตกไว้น่ะครับ ผมเลยเอามาคืน” ชายรุ่นราวคราวเดียวกันยื่นรูปถ่ายใบหนึ่งให้ฉัน มันเป็นรูปโพลารอยด์ใบขนาดไม่ใหญ่มาก

“อ๋อ ขอบคุณนะคะ”

“ที่นั่งข้างๆ ไม่มีคนนั่งใช่มั้ย”

“ไม่มี นั่งได้เลยค่ะ” ฉันหันไปตอบ พลางยิ้มให้เขาเล็กน้อย ชายคนนั้นส่งยิ้มกลับมา แล้วค่อยๆนั่งลง

“รูปถ่ายนั่น มีหลายใบเลยนะ” เขาชี้มาทางรูปถ่ายโพลารอยด์ที่ฉันถืออยู่ในมือ3-4ใบ

ฉันเพียงแต่พยักหน้า ส่งยิ้มให้เขา แล้วหันกลับไปมองพระอาทิตย์ตรงหน้าตามเดิม

“พระอาทิตย์ตกดินสวยเนอะ” เขาพูดขึ้นมาลอยๆ ท่ามกลางเสียงของสายน้ำที่ไหลเอื่อย เสียงของนกตัวน้อยใหญ่ และเสียงของใบไม้ที่เสียดกันเมื่อสายลมโชยมาเบาๆ

“นั่นสิ”

“สวยเหมือนเดิมเลย ว่ามั้ย”

คราวนี้ฉันเป็นฝ่ายหันกลับไปมองเขาคนนั้น
“เหมือนเดิม เหมือนตอนไหนอะ”

“ลืมแล้วเหรอ” เขาหัวเราะร่า

“ไม่ได้ลืม แต่อยากลืม”
ฉันหันไปมองหน้าเขา คราวนี้เราสองคนสบตากันเป็นครั้งแรก หลังจากที่ฉันไม่ได้มองสายตาที่แสนอบอุ่นคู่นั้นมานาน

“เราไม่ได้มองหน้ากันแบบนี้มานานแล้วเนอะ”

“ก็ไม่ได้นานขนาดนั้นนะ”

“แล้วเป็นไงอะ สบายดีมั้ย”

“ก็เรื่อยๆอะ” ฉันถอนหายใจเบาๆ “ถามทำไม พูดเหมือนนาน ยังไม่ถึงปีเลย”

“แต่สำหรับเรา มันนานมากเลยนะ”

ฉันเหลือบไปด้านข้าง ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า สายตาของเขาเจือไปด้วยความเศร้า เป็นแววตาที่ไม่สดใสอีกต่อไป

“แกรู้มั้ย การรอคนที่จะไม่มีวันกลับมา เวลามักจะผ่านไปนานเสมอ”

“แล้วทำไมแกถึงแน่ใจนักล่ะ ว่าเขาจะไม่กลับมาแล้ว”

“เขาไม่กลับมาหรอก ถ้าเขาจะกลับมา เขาจะกลับมาในฐานะอะไร”

“...”

“เราต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่า มันไม่มีทางเป็นเหมือนเดิมได้ แล้วเรายังจะรออะไรล่ะ เราคาดหวังอะไรกับความสัมพันธ์ที่จบไปแล้ว”

“เราแค่...” 
ฉันเงยหน้า พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลอาบแก้ม พยายามกลบเสียงสั่นเครือ และพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนกับการพูดคุยปกติมากที่สุด

“เราแค่คิดถึง แต่เราทำอะไรไม่ได้แล้ว”

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปเกือบมิด ท้องฟ้าจากสีแสดเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีของท้องฟ้าในยามค่ำคืน

“แล้วทำไมถึงมาที่นี่อะ” ฉันหันไปถามเขา

“ไม่รู้เหมือนกัน อยากมา”

“แล้วรู้ได้ไงว่าเรานั่งอยู่ตรงนี้”

“ก็ต้องรู้ดิ ปกติก็นั่งตรงนี้ไม่ใช่อ่อ”
เขายิ้มบางๆ มือหนาค่อยๆขยับเลื่อนเข้ามาใกล้ๆ

“ตอนเราเอารูปมาให้ เราใจเต้นแรงมากเลยนะรู้เปล่า”

“ตอนได้ยินเสียงแก เราก็ใจเต้นแรงเหมือนกันนั่นแหละ” ฉันหัวเราะเบาๆ

มือของเขาเลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดเขาก็จับมือของฉันไว้ มือหนาและอุ่น ทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย
แต่ถึงแม้ว่าเขาอยากจะจับมือฉันให้นาน สุดท้ายแล้วเราสองคนก็ต้องปล่อยมือออกจากกันอยู่ดี

“อยากจับมือแกไว้นานๆเลย”
เขาหยุดพูดไปชั่วครู่ ก่อนที่อีกอึดใจเขาจะค่อยๆเปล่งเสียงที่แผ่วเบา มันทรงพลัง ทว่าความทรงพลังนั้นไม่เหลือความหวังอันแรงกล้าอีกต่อไป

“เรามีโอกาสจับมือแกไว้นานเท่าไรก็ได้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทำไมวันนั้นเราถึงปล่อยมือแกไป...”

ฉันค่อยๆดึงมือออก แล้วหยิบรูปโพลารอยด์ในมือ1ใบส่งให้เขา

“เก็บเอาไว้ให้ดีๆนะ” ฉันพูด

“ตอนแรกเราไม่เคยเห็นความสำคัญของรูปถ่ายเลย เราไม่ชอบเวลาถ่ายรูปด้วยกัน เรามักจะรำคาญ หรือไม่ก็ไม่ค่อยเก็บรูปถ่ายไว้เยอะเท่าไร”

“แต่ตอนนี้เรารู้แล้ว ว่ามันอาจจะเป็นสิ่งเดียว ที่ยืนยันได้ว่าเราเคยรักกัน” เขายิ้ม ปาดน้ำตาที่คลอเบ้า

“ในรูปแกยิ้มกว้างมากเลยนะ เราจำได้ว่าวันนั้นแกมีความสุขมากๆ”
ฉันค่อยๆหันไปมองเสี้ยวหน้าของคนข้างๆ

“รูปภาพนอกจากมันจะมีภาพแล้ว มันยังมีความรู้สึกของคนในภาพซ่อนอยู่ด้วยนะ...”

เขาหันมายิ้มให้ฉัน ยิ้มที่เจือไปด้วยความเศร้า ความอาลัยอาวรณ์ ความคิดถึง และความรู้สึกทุกๆอย่าง

“ดึกแล้ว ยุงเยอะด้วย เราไปก่อนนะ” ฉันกล่าว เขาพยักหน้ารับเบาๆ

“แล้วเจอกันนะ”

“อืม เราไปแล้วนะ” ฉันโบกมือให้เขา แล้วเดินออกจากบริเวณม้านั่งตัวนั้น

“คิดถึงเสมอนะ” 

ฉันรำพันเบาๆ และก็หวังว่า เราจะได้พบกันอีก ในวันที่โลกเหวี่ยงให้เรามาเจอกันใหม่

ฉันไม่รู้หรอกว่าตอนนั้น เธอจะลืมฉันไปหรือยัง และฉันก็ไม่รู้หรอกว่า เราจะมีโอกาสพบกันตามที่ฉันหวังอีกมั้ย
แต่อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่เธอทำได้ คือการเก็บฉันไว้ในความทรงจำของเธอ เพราะฉันก็จะเก็บเธอไว้ ฉันจะไม่มีวันลืม 

ถึงแม้ว่าในใจอยากจะลืมแค่ไหนก็ตาม

บาย


Annamel
-บุคคลสมมติผู้เป็นนิรนาม



SHARE
Writer
Annamel
anonymous
บุคคลสมมติผู้เป็นนิรนาม

Comments