เมื่อความห่างไกล ทำให้เราต้องใช้ต้นทุนสูงขึ้นเพื่อ “การศึกษา”
“กว่าจะได้เรียนโรงเรียนดีๆ ซักที่ ที่ได้รับการยอมรับจากสังคม ทำไมลำบากนักวะ?”
นี่คือคำถามที่เราถามกับตัวเองบ่อยมาก ตั้งแต่เด็กยันโต...

เพียงเพราะความห่างไกล และคำว่าชนบท การได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกับเด็กในเมือง จึงต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงกว่าหลายเท่า 

ในขณะที่เด็กในเมือง (ใกล้โรงเรียนดีๆ ดังๆ ชั้นนำที่ได้รับการยอมรับ) สามารถเข้าถึงการศึกษาและสังคมดีๆ ได้ โดยที่ฐานะทางบ้านอาจไม่ได้ร่ำรวยมาก เด็กในชนบทที่จะสามารถเข้ามาเรียนในโรงเรียนเดียวกันนี้กลับมีแต่กลุ่มคนที่จำเป็นต้องมีฐานะระดับหนึ่ง

ประโยคนี้อาจดูเหมือนน่าภูมิใจ แต่เปล่าเลย... 

สำหรับครอบครัวเราที่ไม่ได้มีฐานะดีมาตั้งแต่แรก การที่อยากให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดี นั่นหมายถึงพ่อแม่เรากำลังจะต้องเริ่มหาเงินให้ได้มากกว่าคนอื่นๆ หลายเท่า เป็นโจทย์ยากที่คนเป็นพ่อกับแม่ต้องแบกรับ ตั้งแต่ตัดสินใจว่าจะให้ลูกเข้ามาเรียนในเมือง

ในขณะที่เด็กในเมืองคนอื่นอยู่บ้าน ไม่มีค่าใช้จ่าย
พ่อกับแม่เราต้องหาเงินค่าหอพักให้เราอยู่

ในขณะที่เด็กคนอื่นกินข้าวเช้าเย็นที่บ้านได้
พ่อแม่เราต้องหาค่าซื้อข้าวกินให้ลูก อีกทั้ง3มื้อ (เด็กอายุ 13 ถ้าไม่ซื้อ ก็ทำเป็นอยู่แค่มาม่า)

ในขณะที่เด็กคนอื่นพ่อแม่แวะส่งระหว่างทางไปทำงานได้ พ่อกับแม่เราต้องหาค่าน้ำมันเพื่อเข้ามาเยี่ยมลูกทุกอาทิตย์ ระยะทางไปกลับจากบ้านเกิด-ในเมือง ประมาณ120 กิโล

ค่าใช้จ่ายจิปาถะ รวมถึงค่ารถโดยสาร ค่าน้ำมัน ที่จะต้องไปเรียนพิเศษหรือไปเที่ยวนู่นนี่นั่นเอง ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมไว้มากกว่าคำว่าพอ แต่ต้องมีไว้เผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินอีก

ไม่เพียงแต่เรื่องเงิน 

สิ่งที่เรารู้สึกว่าผ่านมาได้ลำบากมากๆ สำหรับเด็กคนหนึ่งในช่วงเวลานั้น ...
“คือความรู้สึกอิจฉาที่เวลาเห็นพ่อแม่เพื่อนมารับกลับบ้าน หรือตอนที่เจอเรื่องลำบากแล้วต้องผ่านไปด้วยตัวเอง... การที่ต้องแอบร้องไห้ในวันสำคัญที่ไม่ได้กลับบ้านหรือพ่อแม่ไม่ว่าง”

ทำไมต้นทุนที่ต้องแลกเพื่อได้รับการศึกษาที่ดีเท่าเพื่อนๆ ของเรามันถึงต้องลำบากขนาดนี้วะ ?

ถ้าบ้านเราอยู่ในเมือง พ่อกับแม่คงไม่ต้องลำบากหาเงินขนาดนี้... ถ้าบ้านเราอยู่ในเมือง ต่อให้พ่อกับแม่มีเงินไม่มาก เราก็ได้รับการศึกษาที่ดีได้แล้ว

นี่แหละ ที่เขาเรียกว่าความเหลื่อมล้ำ...

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ดำเนินต่อไป จนกระทั่งครบเกือบ 6 ปี จากมัธยมต้นถึงมัธยมปลาย ก็มาถึงด่านสำคัญอีกระลอกหนึ่ง แต่โชคดีหน่อยที่คราวนี้มีเพื่อนๆ มาร่วมชะตากรรมอีกมากมาย

นั่นก็คือ การเข้ามหาวิทยาลัย

สมัยก่อนมักจะได้ยินประโยคหนึ่งบ่อยมาก จนเหมือนเป็นประโยคที่บ่งบอกว่านี่แหละหนาชีวิตเด็กชนบท คือ “พ่อแม่ขายนาส่งควายมาเรียน”

ประโยคขำๆ แต่ดูเจ็บปวดไม่น้อย

ที่นาคือที่ทำกิน ที่นานั้นถูกส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่นของบรรพบุรุษเพื่อให้ลูกหลานนั้นเอาไว้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่เพราะการศึกษา เพราะความเหลื่อมล้ำทางความเป็นอยู่และความห่างไกล ค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนของลูกจึงไม่จบอยู่แต่ค่าเทอม สุดท้ายที่ทำกินเหล่านั้นจึงถูกแลกไปกับโอกาสทางการศึกษาที่พ่อแม่ทุกคนหวังว่าจะเปลี่ยนชีวิตของลูกหลานได้

กว่าจะรู้ความจริงว่าการศึกษาไม่ได้เป็นปัจจัยในความสำเร็จทั้งหมดในชีวิต คิดจะกลับบ้านมาเพื่อตั้งตัวทำอะไรใหม่ ผืนแผ่นดินเหล่านั้นก็ดันเป็นของนายทุนไปแล้วเรียบร้อย

เขานำไปใช้ทำผลประโยชน์เป็นกอบเป็นกำ และความเหลื่อมล้ำก็เพิ่มระยะห่างมากขึ้นไปอีกหลายเท่าทวีคูณ...

เป็นการลงทุนที่ต้นทุนสูงฉิบหาย

เราเองก็ไม่รู้ว่าทุกวันนี้ คำว่าพัฒนาพื้นที่ชนบท พื้นที่ห่างไกล มันหมายความครอบคลุมในเรื่องอะไรบ้าง แต่หากลงลึกไปถึงก้นบึ้งของความต้องการดิ้นรนหาเงินของชาวบ้าน ส่วนใหญ่ล้วนหมดไปกับค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนของลูกและการรักษาอาการเจ็บป่วยทั้งนั้น 

หากเพียงแต่ที่บ้านเรามีโรงเรียนดีๆ การศึกษาเท่าเทียมกับที่เด็กในเมืองจะได้รับ ชาวบ้านอาจไม่ต้องดิ้นรนกันขนาดนี้ก็ได้ เราอาจจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากันมากขึ้นได้ มีเวลาพูดคุยกันมากขึ้นได้ ความอบอุ่นของครอบครัวอาจช่วยลดปัญหาอื่นๆ ลงไปด้วยก็ได้

เพราะจากประสบการณ์ของเราในวัยเด็กนั้น เราไม่เคยอิจฉาเพื่อนที่รวยกว่า ไม่เคยอิจฉาเพื่อนเก่งกว่า แต่เราอิจฉาที่พวกเขาได้กินข้าวกับที่บ้านทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน... และมีพ่อแม่มารับจากโรงเรียนกลับไปบ้าน แค่นั้นเอง 

กระจายสิ่งดีดีจากตัวเมืองออกมาบ้างเถอะนะ เพราะการเข้าถึงสิ่งดีดีเหล่านั้น พวกเราในพื้นที่ห่างไกลต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงมากจริงๆ

#โรงพยาบาลดีๆก็เช่นกัน

SHARE
Writer
WICHINUN
Ordinary girl
อย่าถามหาภาษาเขียนที่สวยหรู เพราะเราก็แค่คนธรรมดาที่อยากระบายความคิดออกมาแค่นั้นเอง

Comments

mheelp
2 months ago
ผมเข้าใจครับ เพราะผมก็เข้ามาเรียนในเมืองเหมือนกัน
Reply
chyyyz
2 months ago
เหมือนอ่านชีวิตของตัวเองที่ผ่านมา ช่วงเเรกๆเห็นเพื่อนพ่อแม่มารับมาส่งแอบร้องไห้อยู่เหมือนกัน
Reply