วันแรก
เมื่อคำว่า ...วันแรก... ถูกกล่าวขึ้น เรื่องราวมากมายที่เหมือนจะถูกลืมก็ไหลมา

วันแรกที่ฉันจำความได้ (เมื่อไหร่กันนะ) อาจจะเป็นวันที่ไปเที่ยวลำปาง แล้วป๊ากับแม่ไปถ่ายรูปบนรถม้า โดยที่ฉันยืนร้องไห้งอแงเพราะไม่ได้เข้ากล้องด้วยอยู่ริมฟุตบาท
.
วันแรกที่เข้าโรงเรียนอนุบาล ฉันหอมแก้มแม่ แล้วบอกแม่ว่า แม่กลับไปเถอะ 
.
วันแรกที่ต้องนอนโรงพยาบาล เพราะเป็นโรคปอดบวม คุณเชื่อไหมว่า แค่เดินขึ้นบันไดขั้นเดียวฉันเหนื่อยเหมือนไปวิ่งรอบสนามฟุตบอล
.
วันแรกที่ฉันตั้งเป้าหมาย ฉันตั้งเป้าหมายของชีวิตโดยการถามป๊ากับแม่ว่า "โตขึ้นอยากให้หนูเป็นอะไร" ท่านตอบว่า เป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เมื่อได้ยินดังนั้น ใจฉันก็พูดขึ้นมาว่า "ฉันจะเป็นลูกที่ทำให้ป๊ากับแม่มีความสุข โดยการเรียบจบปริญญาตรีวุฒิเท่ๆ จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง"
.
วันแรกที่เข้าโรงเรียนประจำ ป๊ากับแม่เตรียมของ ย้ายของ และยังมาช่วยจัดของที่หอพักของโรงเรียน ก่อนป๊ากับแม่จะกลับได้เอยถามว่า "อยู่ได้ไหมลูก" ฉันคิดในใจว่า ถ้าอยู่ไม่ได้จะทำยังไงอะ แล้วก็ตอบไปว่า "อยู่ได้สิ สบายๆ"
.
วันแรกที่เข้ามหาวิทยาลัย ย้ายของเข้าหอพักเหมือนเคย แต่ที่ไม่เหมือนคือความรู้สึกอิสระ จากที่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบของโรงเรียน ตอนนี้ไม่มีใครมาบังคับอะไรอีกแล้ววววว
.
วันแรกที่ทำงานหาเงินเอง เป็นงานสอนพิเศษนักเรียนมัธยมต้น รายได้ก็ถึงขั้นว่าดีเพราะมีเงินเหลือเก็บ ฉันมีความสุขมากแต่ทางบ้านไม่มีความสุขเลย อาจเป็นเพราะคำว่า มั่นคง ของเราต่างกัน
.
วันแรกที่ฉันเรียนจบมหาวิทยาลัย ฉันไม่ได้รู้สึกดีใจอย่างที่เคยคิดไว้ ไม่มีความรู้สึกยินดีใดๆต่อตัวเองเลยสักนิด กลับรู้สึกว่า แล้วยังไงต่อ? ชีวิตเรามีแค่นี้หรอ? ฉันจะต้องทำงานประจำทั้งๆที่ฉันรักอิสระมากอย่างนั้นหรอ?
.
วันแรกที่ฉันตัดสินตัวเอง ว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ฉันตัดสินจากการอ่านกลุ่มอาการ สังเกตตัวเอง แล้วทำแบบทดสอบออนไลน์ ฉันไม่เคยไปหาหมอเลย ทั้งๆที่ควรจะไป
.
วันแรกของปีพ.ศ.2562 ป๊าโทรศัพท์มาหาฉันแล้วบอกว่า ป๊าจะไม่ส่งเงินเดือนให้หนูแล้วนะ (O_O) ฉันขาดรายได้ซะแล้วแต่ก็ไม่เป็นไร ยังมีงานสอนพิเศษอยู่
.
วันแรกที่เริ่มหางานประจำ ตั้งแต่เรียนจบทุกคนในบ้านผลักดัน หว่านล้อมต่างๆนานา ให้ฉันทำงานประจำทั้งที่ฉันก็ทำงานมีรายได้อยู่แล้ว ฉันจึงส่ง resume ไปตามบริษัทต่างมากกว่า 100 แห่ง มี 1 แห่งเรียกฉันไปสัมภาษณ์
.
วันแรกที่ได้งานประจำ งานที่ฉันได้ไม่ใช่งานที่เรียกฉันไปสัมภาษณ์หรอกนะ แต่เป็นงานที่แม่ของเพื่อนโทรศัพท์มาเรียกให้ไปช่วยงาน
.
วันแรกที่ทำงานประจำ เจ้านายของฉันเป็นคนญี่ปุ่น เราจึงต้องสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ และภาษาอังกฤษของฉันก็อยู่ในระดับเด็กไทยทั่วไป ในวันนั้นฉันคิดว่า ฉันจะรอดไหมแล้วจะรอดได้ยัง
วันนี้ฉันได้คำตอบแล้วว่า... รอดจ้าา ทุกครั้งที่คุยฉันจะพกกระดาษกับปากกาไปด้วย เพื่อให้นายสะกดบางคำที่ฉันฟังไม่ออก (สะกดมาแล้วก็ไม่รู้เรื่องหรอก ไปแปล Google Translate อีกที) และหลายครั้งการวาดรูปช่วยเราได้มากกว่า
.
วันแรกของฉันกับเงินเดือน เงินเดือนแรกของฉันได้แปดพันกว่าบาท เพราะว่าฉันได้เงินเดือนเท่าค่าแรงขั้นต่ำและเข้าไปในช่วงกลางรอบบิลของบริษัทพอดี ตามประสาเด็กจบใหม่ไฟแรงทั่วไป ฉันไม่พอใจกับเงินเดือนเลย
.
วันแรกของการตั้งเป้าหมายใหม่ ฉันเริ่มดีขึ้นจากโรคซึมเศร้าเพราะตระหนัก (คิดหนัก คิดมาก มากกว่าครึ่งปี) ได้ว่า ชีวิตเป็นของเรา เราจะต้องมีเป้าหมายเพื่อตัวเอง เพื่อความสุขของตัวเอง
ฉันได้เป้าหมายว่า ฉันจะเป็นนักลงทุนเพื่อจะได้มีเงินไปแบ่งปันและมีเวลาอยู่กับครอบครัว ได้ทำสิ่งที่รัก ได้ไปเที่ยวโดยไม่ต้องสนใจเรื่องงาน
---------------เป้าหมายต่างจากความฝันนิดเดียว ที่ การวางแผนและลงมือทำ---------------
.
และวันนี้ เป็นวันแรกที่เราได้พบกัน

แล้ว ...วันแรก... ของคุณ เป็นอย่างไร
อย่าลืมมาแชร์กันนะคะ
ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนค่ะ
SHARE

Comments