7. Finally a legal immigrant!
เราหายไปเพราะใช้เวลาก่อนหน้านี้เป็นเดือน ๆ เตรียมเอกสารสัมภาษณ์ใบเขียวใบแรก ถามว่าทำไม? เราไม่มีเงินจ้างทนายทำเอกสารให้และแฟนก็ไม่ได้รวย 555 เราเลยต้องทำทุกอย่างเอง ยังดีอยู่ที่ว่ามีความรู้เก่าด้านภาษาติดตัวมาบ้าง (เดี๋ยวจะอธิบายต่อไปว่าทำการมีภาษาที่ดีจะช่วยทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่) เราอ่านคู่มือการกรอกใบสมัครทุกอย่าง หลายคนไม่อยากอ่านเพราะมันยาว ใช้ภาษายาก แต่เราอ่านเพราะเราอยากมั่นใจจริง ๆ ว่าที่ทำส่งไปมันถูกต้องจริง ๆ ยังไงก็ขอ spoil ตอนจบเลยละกันว่า "ผ่านสัมภาษณ์กรีนการ์ด ได้เป็นผู้อาศัยถาวรของประเทศสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว" ไม่ต้องทำงานใต้ดิน ได้ค่าแรงขั้นต่ำอีกต่อไปแล้วววว เพราะปีกว่า ๆ ที่เราอยู่มาแบบไม่มีสถานะ ชีวิตมันเลวร้ายมาก เดี๋ยวจะเขียนใน entry หน้าว่ามันแย่ยังไง เผื่อคนที่อยากมาเป็นโรบินฮู้ดหรือโดดวีซ่าทำงานร้านอาหารที่นี่จะได้รู้ข้อมูลจริงจากประสบการณ์จริง แล้วจะได้เอาไปพิจารณากันเองว่ามันดีหรือไม่ดีหรือไม่อย่างไร

สำหรับตัวเราเอง ก่อนหน้านี้ที่จะได้ใบเขียว เราไม่ได้เป็นโรบินฮู้ดหรอก เรามาอยู่อเมริกาเพราะเราแต่งงานกับคนอเมริกัน แต่ด้วยความไม่พร้อมในการยื่นปรับสถานะโดยทันที (เช่น เอกสารหลายอย่างของแฟนอยู่ที่แม่ของแฟน แม่ของแฟนไม่ชอบเรา เลยยื้อเอกสารเอาไว้ ฯลฯ) ทำให้เราต้องอยู่ในอเมริกาอย่างไม่มีสถานะเป็นเวลา 1.5 ปี แต่เพราะมีความรู้ด้านภาษาก็เลยเอาตัวรอดได้ ทำเอกสารเอง รับงานฟรีแลนซ์แปลบ้าง อีดิดภาษาอังกฤษให้นักเรียน college หรือป. โทที่นี่ที่ภาษาเน่าก่อนส่งอาจารย์บอก ทำงานร้านอาหาร ทำงานส่งอาหาร พร้อมกับมีกัลยาณมิตรที่ดี ในที่สุดเราก็พ้นจุด ๆ ที่เหมือนจะจมน้ำอยู่ตลอดเวลาได้

ที่เราจะเขียนต่อไปนี้ คือ สิ่งที่เราเรียนรู้จากช่วงเวลา 1.5 ปีที่อยู่แบบไม่มีสถานะ และแทบจะไม่มีเงินเลยด้วยซ้ำ ถามว่าทำไมเรายอมทำขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่กลับบ้านไป ทุกอย่างก็จบ เรามี connection ในไทยเยอะมาก คงหางานได้ไม่ยาก ครอบครัวก็มีอยู่ แต่เรามันคนดื้อ ถ้ากลับบ้านก็อยากจะกลับแบบประสบความสำเร็จ ไม่ใช่กลับอย่างผู้แพ้ ลึก ๆ แล้วเราอยากอยู่ที่มี freedom of speech และได้แต่งงานกับคนที่รักอย่างถูกต้องตามกฎหมายในฐานะชาว LGBTQ ในตอนนี้ประเทศไทยยังไม่มีสิ่งที่เราต้องการ การที่เราลำบากมา 1.5 ปีเพื่อบัตรพลาสติกสีเขียวใบเล็ก ๆ ใบหนึ่ง เราว่ามันคุ้มค่ากับการรอคอยและการต่อสู้มากเลย

1. ภาษาสำคัญมาก ถ้าคุณไม่ได้รวย สามีหรือภรรยาไม่ได้เปย์ เพราะคุณต้องพึ่งตัวเอง 100 เปอร์เซ็นต์ ในความคิดเรา ได้ภาษาในระดับสื่อสารได้มันก็ดี แต่ถ้าวันหนึ่งคุณต้องมาทำเอกสารกฎหมายปรับสถานะอิมมิเกรชันเองเหมือนเรา คุณจะรู้เลยว่าการที่สกิลภาษาอังกฤษอยู่ในระดับดีมันเป็นบุญขนาดไหน เพราะเพจคนไทยช่วยเหลือกันด้านวีซ่า หลาย ๆ เคสตัวแอดมินเองแปลข้อมูลไม่ถูกต้อง ทำให้ลูกเพจที่ไม่รู้ภาษาดีเกิดความหวาดกลัว เข้าใจอะไรผิด ๆ ไปเยอะมาก ถ้าคุณไม่มีทนายให้ปรึกษา สิ่งที่คุณควรยึดมั่นเอาไว้ คือ พวกเอกสาร instruction จากทางการเอง จริง ๆ ทางการเขียนมาละเอียดมาก แต่มันเป็นภาษาอังกฤษไง ถ้าอ่านออก คือ รอดแล้ว ย้ำอีกครั้ง "สกิลภาษาของประเทศที่จะไปอยู่สำคัญมาก" อย่าหวังพึ่งคนไทย (ยกเว้นคุณจะรู้ credential เขาว่าเขาเชื่อถือได้จริง ๆ เก่งจริง ๆ) อย่าหวังพึ่งสามีหรือภรรยาชาวอเมริกันของคุณ เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เอกสารอะไร กรอกอะไร ก็ต้องมานั่งอ่านเอกสาร instruction เหมือนกันนี่แหละ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนดีที่สุด

2. เพื่อนที่เราคบในต่างประเทศสำคัญมาก ไม่ได้บอกว่าให้คบเพื่อนแล้วหวังผล แต่เคยได้ยินมั้ยว่าเพื่อนเป็นยังไง เราก็จะเป็นอย่างนั้น ถ้ามีเพื่อนสายเที่ยว มันก็จะชวนเราเที่ยวอย่างเดียว เงินเก็บไม่มี แต่ถ้าได้เพื่อนสายนักธุรกิจ สายลงทุน บอกเลยว่าคุณจะได้เรียนรู้อะไรเยอะมากกกกกกกก แต่เพื่อนพวกนี้บอกก่อนว่ามันไม่ว่างมาคุยไร้สาระกับคุณหรอก จะ hang out ตลอดเวลามันเป็นไปไม่ได้ เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง เขาก็เอาเวลาไปดูแลกิจการเขา แต่ขอให้คุณ keep in touch กับเขาไว้ มี favor อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้กัน แล้ววันหนึ่งที่เราเดือดร้อน เขาจะช่วยเหลือเรา จะให้ความรู้กับเรา

3. ฝึกทำอาหารไว้บ้างก็ดี เพราะกินอาหารนอกบ้านแพงมาก แต่ราคาของสดค่อนข้างถูก จะได้ทำอะไรกินเองได้ ห่อไปทำงานได้ ประหยัดค่าใช้จ่าย หรือสุด ๆ จริง ไม่มีทางไป เราเอาสกิลนี้ไปสมัครงานในร้านอาหารได้ ร้านอาหารไหน ๆ ก็ต้องการคนงานครัว ยิ่งทำอาหารผัด ๆ เป็น เตรียมของเป็น ไม่ว่าจะมีใบเขียวหรือไม่มีเขียว บอกเลยว่าไม่มีทางอดตาย ใครที่ตอนนี้อยากมาเมืองนอก แล้วไม่รู้จะเริ่มยังไง ไปเรียนทำอาหารไทย ทำอาหารญี่ปุ่นมาก่อน You will thank me later.

4. อยากมีกิน ต้องถอดหัวโขนไว้ที่บ้าน ประโยคนี้เราได้ยินหลายคนที่อยู่ต่างประเทศพูดกันบ่อย แต่เพราะไม่มีใครขยายความเพิ่ม เราก็เลยไม่ค่อยเข้าใจ จนมาถึงวันที่ประสบพบเจอเองกับประสบการณ์ที่นี่เลยรู้ว่า "การที่ไม่มีจะกินมันแย่มาก ๆๆๆๆ" เราจะพูดถึงเฉพาะในอเมริกาก่อนนะ คือ job market ที่นี่มันต่างจากไทยมาก งานบางอย่างที่มีเกียรติในไทยบ้านเรา แต่ในอเมริกามันเป็นงานที่ไม่มีจะกิน เช่น อย่างงานสายครูอนุบาล ฟังดูหรู เห้ย คุณเป็น educator สอนเด็กฝรั่ง แต่ค่าแรงคุณ คือ แค่ค่าแรงขั้นต่ำเองนะ ไหนจะโดนภาษีอีก คุณจะเอาอะไรกิน ยกเว้นจะมีสามีหรือภรรยาคอยซัพพอร์ตด้านการเงินอยู่ หรือคุณรักงานด้านนี้จริง ๆ ก็ไม่ว่ากัน แต่งานพี่เลี้ยงธรรมดา ๆ ฟังดูไม่มีเกียรติ แต่ได้เงินประมาณ 2 เท่า/ ชั่วโมง เลือกดูแล้วกันว่าคุณจะยอมมีเกียรติ แต่ไม่มีกิน หรือช่างมันเรื่องของเกียรติ แต่มีกินมีใช้ อยากได้อะไรก็ซื้อ มีเงินส่งกลับไทยให้ครอบครัว

เราไม่พูดถึงงานไอที งานวิศวะ ฯลฯ อะไรนะ เพราะพวกนี้เงินดีอยู่แล้ว ยิ่งภาษาคุณดี คุณก็ไปได้ไกล แต่ถ้าคุณเป็นแบบเราที่มีป. ตรีสายที่ฝรั่งเห็นว่ามัน useless (สายมนุษยศาสตร์) สายงานที่เงินโอเคที่คุณสามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องเรียนเพิ่มเติม และถ้าคุณภาษาดีก็มี สายผู้จัดการร้านค้าปลีก ผู้จัดการร้านอาหาร งานโรงแรม งานธนาคาร เป็นต้น แต่ถ้าคุณภาษาไม่ดี เราแนะนำให้ไปสายอาชีพเลย ไปลงเรียนพวกนวด ทำเล็บ (เราก็กำลังจะไปเรียนทำเล็บ เพราะเงินดี เอาไว้เป็นอาชีพที่ 2) ช่างต่าง ๆ พวกนี้เงินดีจริง ๆ เพราะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ งานเบากว่าเป็นลูกจ้างร้านอาหาร (ยกเว้นคุณอยากศึกษางานร้านอาหารหลังบ้านเพื่อเปิดร้านอาหารของตัวเอง) และคุณสามารถเอาวิชาชีพพวกนี้ไปต่อยอดเป็นธุรกิจได้อีก

สำหรับปริญญาสายที่เรามี เราก็เห็นด้วยนะว่ามัน useless คือ มันไม่มีวิชาชีพเฉพาะ แต่มันช่วยเราในการเอาไปต่อยอดเรียนสายอื่น ๆ ใช้ชีวิตได้อย่างไม่ยากลำบาก ถ้าเราไม่มีความรู้ที่ได้จากช่วงเรียนป. ตรีและโทด้านภาษาอังกฤษมาจากไทย คนธรรมดาที่เรียนโรงเรียนไทยมาตลอดแบบเรา ไม่มีเงินไปเที่ยวเมืองนอกเป็นว่าเล่น ไม่เคยไป summer school ไม่เคยเรียนเมืองนอกหรือ international program คงไม่มีทางที่เราจะมาอยู่ในจุด ๆ นี้ีได้จริง ๆ การเรียนรู้ การมีความรู้ มัน pays off ณ จุด ๆ หนึ่งในชีวิตจริง ๆ นะ

ป.ล. อยากรู้ว่างานอะไรเป็นที่ต้องการ เสิร์ช shortage jobs ของแต่ละประเทศได้เลย อยากรู้ว่าอาชีพนี้ได้เงิินเดือนเท่าไหร่ ก็สามารถเสิร์ชหาข้อมูลได้เช่นกัน คือ ฝรั่งมันดีอย่างหนึ่ง ข้อมูลพวกนี้มีในเน็ตหมดตามพวกเว็บหางาน เช่น Indeed.com หรือ Glassdoor.com ว่าอาชีพนี้ได้เงินเดือนเฉลี่ยที่เท่าไหร่ บริษัทนี้ดีไหม สัมภาษณ์บริษัทนี้เขาถามว่าอะไรบ้าง อยากให้ที่ไทยมีเว็บแบบนี้บ้าง

5. อย่าทำอะไรผิดกฎหมาย โมโหแล้วให้ใจเย็น ๆ อย่าไปลงไม้ลงมือกับใคร สมมติแฟนนอกใจไปคั่วผู้หญิงอื่น ก็อย่าไปตบเขา 555 เพราะถ้าโดนตำรวจจับ ชื่อของคุณจะอยู่ในระบบฐานข้อมูลชื่อคนมีคดี เวลาใครเอาชื่อคุณไปเสิร์ช  Google มันจะขึ้นมาหมดเลยทั้งรูป ชื่อนามสกุล ข้อหา ต่อไปนี้เวลาจะสมัครงาน เช่าบ้าน แล้วโดนทำ background check ชีวิตจะลำบากมากกว่าเดิม แต่ถ้ามีคนมาทำร้ายคุณ สามีหรือภรรยาทำร้าย ขอให้เก็บหลักฐานไว้ให้มากที่สุด (เช่น รูปถ่ายหน้าตัวเองหรือร่างกายที่ฟกช้ำ ใบรับรองแพทย์ texts หรือ audio records ข้อความที่สามีหรือภรรยาขู่จะทำร้ายคุณหรือขู่จะส่งคุณกลับไทย) แจ้งตำรวจ แล้วติดต่อ shelter ใกล้บ้าน ในนั้นจะมีทนายความอยู่ เขาจะช่วยคุณได้

6. ก่อนจะโดดวีซ่า ขอให้คิดให้ดี โดยเฉพาะคนที่มากับแฟนแล้วชวนแฟนโดดวีซ่าด้วย เพราะถ้าโดดวีซ่าไปแล้ว ทางเดียวที่จะได้ใบเขียว คือ แต่งงานกับ US citizen เท่านั้น หรือกลับไทยแล้วโดนแบล็กลิสต์ห้ามเข้าประเทศไปอีก 3 ปีหรือ 10 ปีก็ว่าไปตามความยาวนานที่อยู่ในประเทศในตอนที่วีซ่าขาด เรื่องโดดวีซ่าเนี่ยเราไม่แนะนำ อันนี้ไม่ได้อ้างอิงกฎหมายไรเลยนะ พูดในฐานะเพื่อนเตือนเพื่อน เพราะชีวิตมันจะลำบากมากกกกจริง ๆ ยิ่งคนที่ไม่เคยทำงานใช้แรงงานมาก่อน มันคือฝันร้ายเลยอะ ถ้าโดดแล้ว แต่เป็นคนโสดอยู่ จะหาแฟนที่นี่ไม่ใช่เรื่องยาก (แต่ถ้าจะหาทั้งที ขอที่เป็น US citizen เหอะ จะได้จัดการแต่งงาน ปรับสถานะให้) ถ้าดันแต่งงานหรือคบกับคนที่วีซ่าขาดเหมือน เมื่อไหร่จะได้กลับไทยไปเจอหน้าพ่อแม่กันละนี่?

คราวหน้าเราสัญญาว่าเราจะมาเล่าเรื่องโรบินฮู้ดแบบพลีชีพให้อ่านกัน จะเล่าจากประสบการณ์ที่เจอจริง ๆ และพี่ ๆ น้อง ๆ ในครัวที่ทำงานร้านอาหารไทยมาด้วยกัน ไม่ได้ต้องการชี้โพรงให้กระรอก เพราะถึงไม่พูดอะไร คนที่อยากมาก็จะหาทางมาได้อยู่ดี แต่เป็นการเล่าสู่กันฟังว่าถ้าเลือกทางนี้ ชีวิตจะเป็นแบบนี้นะ คุณจะต้องเจอแบบนี้ คุณรับได้มั้ย และจะเป็นการเล่าที่ไม่มีอคติเพราะเราไม่ได้เกลียดโรบินฮู้ด เราชื่นชมเขาด้วยซ้ำเพราะเขาทำงานหนักมากเพื่อเอาเงินไปจุนเจือครอบครัว ถ้ามีทางให้เขาได้เป็นคนที่ถูกกฎหมาย เขาก็อยากเป็น แต่การจะได้เป็นคนที่ถูกกฎหมายมันก็ไม่ใช่ง่าย ๆ ต้องมีคุณสมบัติพร้อม และมีเงินชำระค่าเอกสาร เฉพาะแค่ค่าเอกสารแบบไม่ใช้ทนาย ค่าตรวจสุขภาพ เราบอกตัวเลขไว้ตรงนี้เลย (ณ ปี 2019) อยู่ที่ $4,000 กว่า ๆ หรือแสนกว่าบาทไทย จ่ายเอง เป็นหนี้เอง ทำทุกอย่างเอง ถึงกล้ามาเล่าตรงนี้

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านเน้อ อยากให้ทุกคนรู้ว่าทุก ๆ vote และทุก ๆ คอมเมนท์มีคุณค่ากับเรามากจริง ๆ เราอ่านทุกคอมเมนท์นะ และจะพยายาม follow ทุกคนที่อ่านบล็อคของเรากลับด้วย :)

ขอให้วันนี้เป็นวันดี ๆ ของทุกคนจ้ะ

ด้วยรัก <3
SHARE
Writer
natthecat
Storyteller
"เล่าไปเรื่อย ๆ" - 30, อาศัยอยู่ทางภาคใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา

Comments