3.ลอย (ล่อง/เลื่อน/ลอย)จบ
ภาษิต แปลว่า คำพูดเชิงคติ
 
เหมือน...มันเหมือนกับปุยนุ่น ผ้าห่มสีขาวผืนใหญ่ ไอเย็นจากตู้แช่แข็ง ยอดของฟองคลื่นที่อยู่บนผิวทะเล ก้อนเมฆทำให้รู้สึกต่างออกไปเมื่อมองมันจากมุมนี้ ผมไม่เคยนั่งเครื่องบินมาก่อนเลย ไม่รู้ด้วยว่ามันทำงานยังไง การบินขึ้นไปบนฟ้า การจารจรรับรู้ได้แค่คนบางกลุ่มบนหอบังคับการบิน ผู้โดยสารเดินทางล่องลอยไปโดยไม่สามารถสังเกตเห็นมันได้แม้แต่น้อย

ภาพเธอสะท้อนอยู่บนกระจกวงรีของเครื่องบิน จริงๆแล้วผมไม่ได้อยากมองก้อนเมฆหรอก แต่ก็ไม่กล้าเธอที่จะหันไปมองเธอตรงๆ เธอหันหน้าไปอีกทาง แกล้งหลับ แต่เธอไม่ได้หลับจริงๆหรอก ผมรู้ เพราะความมวลรู้สึกอึดอัดยังคงลอยอยู่เหนือหัวเราทั้งคู่ ผมขยับตัวเล็กน้อย เธอขยับตัวห่างออกไป

เราพึ่งเลิกกันไปเมื่อ5นาทีก่อน มันเริ่มต้นด้วยการทะเลาะกันก่อนเดินทาง เป็นปัญหาคาราคาซังที่ดูเหมือนเราจะแก้กันไม่ตก มันเป็นความผิดของผมเอง หลังจากเรียนจบ ผมและเธอเลือกหางานทำกันในกรุงเทพ เธอไปได้สวยกับงานที่ทำ แต่ละปีผ่านไปมีแต่ความก้าวหน้า ต่างกันกับผมที่ดูจะพายเรืออยู่ในอ่างของการหางานใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำงานที่ไหนได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องออก

“จะมองเห็นเครื่องบินลำอื่นไหมนะ?”

“...”

“บางที เครื่องบินที่มาจากหาดใหญ่อาจจะบินสวนเรามาก็ได้นะ ฮ่าๆ”

“...”

ผมไม่น่า...เข้าไปยุ่งกับการพนันเลยจริงๆ มันเป็นช่วงจิตตกตอนตกงาน เพื่อนสนิทผมสักคนสอนให้ผมเล่น มันไม่สนุกเท่าไหร่ในตอนแรก แต่เล่นไปสักพักก็ติดเข้าอย่างจัง มาตอนนี้ผมพึ่งรู้ตัวว่าแท้จริงแล้วมันก็แค่เครื่องมือในการกลบฝังปมด้อยของผม ผมเสพติดความรู้สึกที่ได้มีเงินจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ได้พาเธอไปกินข้าวดูหนัง ซื้อสื้อผ้าเครื่องประดับให้เธอได้ ผมแค่อยากจะหนีให้พ้นไปจากสภาพขี้แพ้ตกงาน มาตอนนี้ ถึงได้รู้ว่าจริงๆแล้วผมอ่อนแอแค่ไหน

“เธอยังจำได้มั้ยตอนนั้น...ที่เรานั่งรถสองแถวกลับบ้านด้วยกัน”

“...”

“ตอนนั้นเธอจั-”

“ตอนนั้นเธอชอบอ่านกลอน...” เธอหันกลับมามองผม เธอยังคงโกรธอยู่

“...”

“ตอนนี้กลอนพวกนั้นไปไหนหมดแล้วล่ะ?”

“เราขอโทษ” ผมพูดแผ่วเบา

“ไม่ต้องขอโทษ”

“เราขอโอกาส”

“โอกาสไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว”

“...”

มันมี...สร้อยเส้นนึงที่ผมซื้อให้เธอ เธอไม่ได้ร้องขอหรอกนะ แค่ผมอยากเห็นเธอไส่มัน ปกติเธอไม่ใช่คนชอบสวมเครื่องประดับอยู่แล้ว แต่สร้อยเส้นนั้นเธอไส่ติดตัวแทบตลอดเวลา

“คิดยังไงถึงซื้อให้เนี้ย” เธอยิ้มพลางลูบไล้อัญมณีสีเหลืองอำพันเล็กจิ๋วที่ส่องแสงระยิบระยับอยู่บนอก

“แค่อยากซื้อให้” ผมตอบ

“แน่เร้อ”

“เป็นของขวัญครบรอบไง”

“แหวะ วันครบรอบวันไหนจำให้ได้ก่อนเถอะ” เธอทำหน้าตลก ผมหัวเราะ

“มันแพงมากเลยไม่ใช่เหรอ?” เธอทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผมกอดเธอไว้

“ก็แพงอยู่นะ...แต่ไม่สำคัญหรอก” ผมสอดนิ้วเล่นกับเส้นผมของเธอเบาๆ

“ไม่รู้ว่าเราเหมาะสมกับมันไหม”

“ทำไม?”

“ไม่รู้สิ มันดูมีค่ามาก เราไม่คิดว่ามันจะเข้ากับเรา”

“เข้าอยู่แล้ว ทำไมคิดมากจังเลย”

“ก็แค่...คิดว่าเราไม่คู่ควรมั้ยนะ...” สายตาเธอเหม่อลอย ผมโน้มตัวลงไปหอมแก้มเธอเบาๆ

“เธอคู่ควร เราเต็มใจซื้อให้เธอ”

“ขอบคุณนะ” เธอกอดผม

“ถ้าคิดว่ามันมีค่ามากต้องรักษามันไว้ดีๆนะ”

“ดีอยู่แล้ว ว่าแต่ ไปเอาเงินจากไหนมาซื้อของแพงขนาดนี้เนี้ย”

“ก็...พอดีเรามีโชคนิดหน่อย”

“ได้งานแล้วเหรอ?”

“ทำนองนั้น”

“แน่นะ” เธอขมวดคิ้ว “ไม่ใช่ไปเล่นการพนันมานะ”

“ไม่ใช่อยู่แล้ว”

ตอนนั้นผมโกหกเธอไปแบบนั้น ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายเป็นผมเองที่พรากสร้อยเส้นนั้นไปจากเธอ คิดโง่ๆว่าถ้าได้ทุนคืนบ้างจะเอาเงินไปไถ่สร้อยเส้นนั้นกลับมาได้ แต่อะไรๆก็ไม่เป็นอย่างที่คิดสักอย่าง

เครื่องสั่นเล็กน้อย ทุกคนดูเหมือนจะไม่ตื่นตกใจอะไร คงเป็นปกติของพาหนะชนิดนี้ เส้นทางจาก ดอนเมืองไปยังหาดใหญ่ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่ง ตอนนี้ก็น่าจะครึ่งทางแล้ว ผมเหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงชั่วโมงสำหรับการแก้ไขเรื่องนี้

“เราไม่เข้าบ้านแม่เธอนะ” เธอพูดขึ้นโดยไม่หันมา

“หืม?”

“เราว่า จะไปพักบ้านเพื่อน แล้วค่อยกลับสุราษฯ” เธอตอบเสียงเรียบ

“นี่ อะไร แล้วเราจะบอกแม่เรายังไง?”

“ก็บอกว่าเลิกกันไปแล้ว”

“นี่เธอ...จริงเหรอ?”

“ใช่...”

“เอย ฟังนะ เราขอโทษจริงๆ เรารู้ว่าเราผิดมาก แต่เรื่องนี้มัน”

“เราบอกว่าเลิก คือ เลิก”

“มันไม่แฟร์เลย”

“แฟร์?” เธอหันกลับมาจ้องผมเขม็ง “ที่ผ่านมาเรายอมภู่ทุกอย่าง ตอนนี้มาพูดเรื่องความแฟร์เหรอ?”

ผมไม่ได้ตอบกลับ มันก็จริงของเธอ คนที่ขอร้องให้เธออยู่กรุงเทพด้วยกันก็คือผม คนที่ชวนเธอกลับไปบ้านแม่ผมทุกๆวันหยุดก็คือผม

“ฝากขอโทษแม่ด้วย เราดูแลลูกชายแม่ไม่ได้แล้ว”

“กลับไปบอกท่านเองซิ”

“ภู่”

“เราแค่คิด...มันไม่ได้แล้วจริงเหรอ?” ผมเริ่มน้ำตาคลอ ความอดทนทั้งหมดมันจบลงตรงนี้

“...”

“เราแค่คิดว่า เราจะได้อยู่ด้วยกันนานกว่านี้ซะอีก”

“...”

“แต่มันก็สมควรแล้วใช่ไหม? เรามันเห็นแก่ตัว”

“...”

“ทั้งเอาแต่ใจ ทั้งโกหก ชีวิตล้มเหลวไม่เป็นท่า”

“...”

“เรารู้ว่าเรายังไม่ดี ยังไม่คู่ควร”

“...”

“แต่เอยอย่าพึ่งไปได้ไหม?”

“...”

“นะ...” ผมจ้องมองนัยน์ตาของเธอ ผมเคยชอบวิธีการที่เธอใช้สายตามองมา มันทำให้รู้สึกอบอุ่นและรับรู้ได้ทันทีว่าเธอรักผมมากแค่ไหน แต่มันเจ็บปวดจริงๆ ที่ผมไม่เห็นมันในดวงตาของเธออีกแล้ว

ดวงตายังเป็นดวงเดิม แต่ความรู้สึกที่ส่งมาเปลี่ยนไปแล้ว...

เครื่องเริ่มลดระดับลง ผมรู้รับได้ถึงมัน และยังรู้อีกว่า เมื่อเครื่องจอด เธอจะเดินหายไปจากชีวิตผมตลอดกาล ผมรับมันได้? ไม่หรอก ผมรับมันไม่ได้ แต่ผมจนปัญญาแล้ว อีกอย่าง ใครจะรู้วิธีรั้งคนจะไปให้อยู่ต่อได้ คงไม่มีหรอก เครื่องลงจอด ผู้โดยสารค่อยๆขยับตัวออกจากที่นั่ง แล้วเดินต่อแถวกันไปบนทางเดิน ผมและเธอยังคงนั่งนิ่งๆอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม

แถวเริ่มสั้นลง เธอขยับตัวออกจากที่นั่ง ผมเดินหลังตามเธอไปต่อแถว จากด้านหลังแบบนี้ถึงรู้ว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียว ที่ผ่านมาต้องพยายามแค่ไหนกันนะ ตลอดมาเธอติดตามผมไปตลอด ผมจะพาเธอไปพบวิบากของชีวิตอย่างไรก็ไม่เคยบ่นเลย ทำไมผมถึงไม่เคยคิดถามเธอเรื่องนี้เลยนะ? ไม่เคยคิดถามเลยว่าเธอรู้สึกยังไง? ชอบชีวิตตัวเองที่เป็นอยู่ไหม? ผิดหวังรึเปล่าที่ต้องมาลำบากกับผม? พึ่งจะรู้ว่าแขนเธอจะเล็กแค่นี้ ตอนช่วยกันย้ายหอเธอคงต้องฝืนตัวเองมาก ตอนเธออดนอนช่วยผมทำงาน หรือตอนที่เธอต้องเดินทางข้ามเมืองมาเพื่อให้เราได้พบกันในวันหยุด

แถวค่อยๆเคลื่อนไปช้าๆ ผมหวังให้มันช้าลงอีก อยากยืดเวลานี้ให้นานชั่วกาล...

เธอเริ่มเดินอีกครั้ง ผมขว้าชายเสื้อของเธอไว้ เธอหยุด เราทั้งคู่หยุด...

“ยังจำได้ไหมตอนที่เรานั่งรถสองแถวกลับบ้าน”

“...”

“ตอนที่เรายืนโหนอยู่ข้างหลัง ตอนนั้น”

“...”

“ตอนที่เรากำลังจะตก แล้วเธอคว้าเราเอาไว้”

“...”

“เธอจับไว้ไม่ยอมปล่อย เธอบอกว่าเธอกลัว”

“...”

“ตอนนี้เรากลัวนะ”

“...”

“ถ้ามันจะมีโอกาส อีกสักครั้ง”

“...”

“สัญญาว่าเราจะขว้าไว้ จะจับไว้ให้แน่นๆ”

“...”

“เราจะไม่มีวันปล่อยให้เธอหลุดมือเลย”

ไม่มีคำตอบจากเธอ เรายืนกันอยู่เงียบๆอย่างนั้น เป็นผู้โดยสารกลุ่มสุดท้ายที่ยังอยู่บนเครื่อง แอร์โฮสเตสบางคนหันมาเห็น และกำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

ผมกลั้นหายใจรอคำตอบ เธอเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ สุดท้าย เธอหันกลับมาแล้วจับมือผมเอาไว้

“ที่ผ่านมาเราได้ทำดีที่สุดแล้วภู่”

“...”

“แต่สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ” เธอมองตาผม ผมมองตาเธอ นั่นเป็นอบอุ่นสุดท้ายที่ผมได้รับจากเธอ อบอุ่นคุ้นเคยที่ไม่เคยพอสำหรับครั้งสุดท้าย ภาพต่างๆย้อนคืนมาในเสี้ยววินาทีที่ไร้ความหมาย เหมือนเพียงจะกลับมาตอกย้ำ ว่าผมทำปล่อยให้ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นสูญเปล่าไปมากมายเพียงไหน ตอนที่เธอยิ้ม ตอนเธอหัวเราะ ตอนเธอเป็นไข้สูงจนผมต้องเช็ดตัวให้ ตอนเธอร้องไห้ ตอนเธอซุกเข้ามาในอ้อมแขน ตอนเธอใช้นิ้วลูบไล้สันจมูกของผมแล้วบอกผมว่ารัก ตอนเธอดีใจที่ได้สร้อยเส้นนั้น ตอนผมเป็นไข้หนัก ตอนที่เธอกุมมือผมไว้แล้วบอกว่าผมจะไม่เป็นไรเพราะมีเธออยู่ข้างๆเสมอ

ตอนที่เธอ...ดึงมือของผมออก แล้วหันหลังเดินจากไป...

นั่นแหละที่ผมเลิกกับเธอ

เคว้งคว้างอยู่ในสนามบิน บอกไม่ถูกว่าเพราะพึ่งขึ้นเครื่องบินครั้งแรกเลยมึนๆงงๆหรือเพราะพึ่งโดนบอกเลิกมาหมาดๆกันแน่ เสียงเครื่องบินขึ้นลงดังสนั่นไปทั่ว ผมมองมันลอยหายไปในอากาศ ไม่มีใครรู้ว่าการจารจรบนท้องฟ้าเป็นยังไงนอกจากผู้คนบนหอบังคับการบิน แม้แต่ผู้โดยสารก็ไม่อาจรับรู้ได้ว่ามันเป็นอย่างไร แค่ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าสีคราม รู้ตัวอีกที เราก็มาถึงจุดหมายแล้ว

อะไรกัน...มันฟังดูเหมือนโชคชะตาเลยไม่ใช่เหรอ?

ความรู้สึกบางอย่างดึงผมกลับเข้าไปในอาคารผู้โดยสาร ผมแน่ในว่าเห็นร้านหนังสือเล็กๆสักร้านที่ข้างทางเดิน ลัดเลาะไปตามชั้นหนังสือ ผมไม่ได้เข้าร้านหนังสือมานานมากแค่ไหนแล้วนะ

“หาเล่มไหนอยู่เหรอคะ?” พนักงานร้านถามขึ้น หลังเห็นผมเดินวนไปมาอยู่สักพัก

“ไม่ได้เจาะจงหรอกครับ แค่อยากอ่านพวกกลอน“ ผมตอบ

“ถ้าเป็นพวกบทกวี เดินไปชั้นในสุดเลยค่ะ” ผมพยักหน้าขอบคุณ ก่อนเดินเข้าไปตามคำบอก บนชั้นนั้นมีหนังสือรวมบทกลอนหลายเล่ม ผมไล่สายตาไปจนสะดุดเข้ากับหนังสือเล่มหนึ่ง ก่อนหยิบมันออกมาดู

มันชื่อ นิราศภูเขาทอง พลิกดูหน้าสองหน้า ก่อนตัดสินใจถือมันเดินกลับไปจ่ายเงิน

“เอาเล่มนี้ครับ”

เหม่อลอยอยู่บนรถโดยสายที่มุ่งหน้าจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมือง หนังสือเล่มนั้นเป็นเรื่องราวบันทึกการเดินทาง บอกเล่าความรู้สึกต่อสิ่งที่ได้พบเจอและจากมา ผมพึ่งนึกขึ้นได้เหมือนกัน ว่านอกจากผมที่ชอบอ่านกลอนแล้ว เธอเองก็เคยชอบอะไรทำนองนี้เช่นกัน บางทีคงเป็นเรื่องราวเล็กๆนี้เองที่เชื่อมเราทั้งสองถึงกัน

ผมกำลังมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านเกิด โดยปีนี้ไม่มีเธอมาด้วย ผมอาจเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เลยตั้งแต่วินาทีนี้ แต่ไม่รู้ทำไม ลึกๆผมกลับรู้สึกว่าบางทีนี่อาจจะไม่ใช่ตอนจบของรักเรา อาจเป็นเพราะผมยังรักเธออยู่? ผมไม่รู้เลย

ถ้าได้เจอเธออีกครั้งจะพูดอะไรกับเธอดีนะ ผมคิดถึงเรื่องนี้ก่อนที่ผมจะหลับไป

ภาษิต แปลว่า คำพูดเชิงคติ

ถ้าสายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ งั้นเราก็ไปเจอกันในทะเลเถอะนะ...
 
SHARE
Writer
homunchus
มังกรตลอดกาล
เขียนเเบบที่ชอบอ่าน

Comments