ส่วนตกตะกอนของเวลา



ถ้าเป็นเหมือนเมื่อก่อน คงจะดีใช่ไหม



มันไม่เหมือนตอนนั่นแล้ว เธอนั้นรู้ดีและคนที่เข้าใจมันดีที่สุดไม่ใช่ว่าเป็นเราหรอกเหรอ





Chepter .1 -  you 


บางครั้งถ้าได้เขียนอะไรเช่นบทความ ก็จะมีตอนที่กลุ้มใจอยู่พักหนึ่ง ซึ่งส่วนมากมักจะเกิดขึ้นตอนที่ต้องเลือกว่าจะใช้ศัพท์ไหนดี เช่นประโยคที่ว่า 


"รุ่งเช้าของวันหนึ่ง อยู่ดีๆ ทุกช่วงเวลาที่ได้ใช้มันไปกับเธอก็ปรากฎมันขึ้นมา "


เปลี่ยนสิ่งที่อยากเขียนกลับเป็นต้องนึกถึงแทนประโยคสุดคลาสสิคที่ว่า "จะไม่นึกถึงอีก " ถูกบันทึกในสมองเป็นรอบที่ 109  


อาจจะไม่รู้เหมือนกันว่าการใช้ชีวิตของผมเองด้วยทุกอย่างที่เคยติดเป็นชีวิตไปแล้วยังจะสามารถสลัดกลิ่นจางๆของสิ่งที่คุณเคยทำร่วมกันได้ไหม 
สักครั้ง?


29.01.25xx


ตอนที่ฉลองวันเกิดให้เธอ ผมคิดว่าการเราได้ใช้เวลาร่วมกันและรู้สึกถึงความเศร้าด้วยกัน ก็เหมือนเทียนเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งที่ปักอยู่บนเค้กแสนอร่อย 



" ขอบคุณนะ "

" ครั้งแรกไงก็อยากทำให้มันดีๆ "



ถึงแม้วันนั้นน้ำตาอุ่นๆจะไหลรินและหัวใจที่คล้ายจะเจ็บปวดจากอะไรสักอย่างรวมตัวกันหล่นลงมาแล้วก็ตามก็คงจะไม่มีใครเข้าใจ ควันอันบางเบาได้สลายไปอย่างง่ายดาย และแม้แต่กลิ่นควันก็กระจายไปในอากาศ


ในตอนที่คุณถูกรุ่งเช้าอันเย็นเฉียบกลืนกินเข้าไปจับมือของผมไว้

ระหว่างที่อยู่กับคนที่แบ่งปันความอบอุ่นให้กันและกัน ก็โอบกอดหัวใจที่เย็นจนแข็งเอาไว้ ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะและส่งเสียงดัง


ในช่วงเวลาที่จะจดจำเอาไว้ว่าคำคืนที่มีความสุขเหลือเกิน "


Chepter .2  - Trying to end




    บ่ายแก่ๆบนที่นั่งข้างๆ คุณนั้นเริ่มเอ่ยถึงเรื่องๆหนึ่งในระหว่างทางกลับ มันเป็นเรื่องของเด็กสาวที่เริ่มเข้าใจโลกมากขึ้น  การที่ได้นั่งฟังคุณในวันนั้นอธิบายเกี่ยวกับการความสวยงามของการเปลี่ยนช่วงวัยต่างๆของช่วงอายุ 


   แล้วตอนนี้คุณก็เริ่มเหมือนกระต่ายตัวโตที่พร้อมจะออกจากโพรงเดิม ผมเข้าใจไว้แบบนั้น 


   ซึ่งการที่เรานั้นจะเข้าใจคนๆหนึ่งได้เราต้องปล่อยให้เขากลับมาพร้อมคำตอบด้วยมั้ย  


ผมไม่กล้าถามคำถามนั้นเพียงเพราะรู้ดีว่าการไว้ใจมาก่อนสิ่งไหนๆ 


09.12.2560



        ความผิดหวังที่ได้รับจากคนอื่นนั่นลดน้อยลง  เพราะทุกครั้งที่ได้รับบาดแพลทั้งเล็กและใหญ่จากความสัมพันธ์ใดๆนั้น เราต่างก็สร้างหนามอันแหลมคมขึ้นมาทีละอัน ด้วยข้ออ้างว่าต้องปกป้องตัวเอง เพราะไม่อยากให้หัวใจเจ็บปวดอีก


     วันหนึ่งในตอนที่ไม่อยากจะคาดหวังอะไรในความสัมพันธ์อีกแล้ว

     จู่ๆก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็น เพราะผมที่อยู่ในกระจก คือเม่นที่แผ่ออกมาอย่างเต็มที่จึงกอดใครไม่ได้เลย

ค้นพบว่า ยิ่งรักคุณมากเท่าไหร่
เรายิ่งพาตัวเองออกไปไกลจากคุณมากเท่านั้น
แต่ความเป็นจริงก็คือ ต่อให้เราหนีไปไกลแค่ไหน
ผมก็ยังมองเห็นคุณ จากทุกทุกที่ที่เราไปอยู่ดี



นาทีที่เราเดินออกมาไกลลับตา
คุณมองไม่เห็นเราอีกต่อไปแล้ว
แต่ผม กลับมองเห็นคุณ ตลอดเวลา

มันไม่แฟร์เลยนะ

แต่ความรัก
ไม่เคยแฟร์อยู่แล้ว


เฉกเช่นทุกๆทีเธอยังคงเป็นพระอาทิตย์คอยเป็นเครื่องคอยย้ำเตือนเสมอเวลาที่นึกถึง



" เดินต่อไปนะถึงจะบอกได้แค่นี้ สำหรับเราแล้วมันมีความหมายต่อเรามาก การที่เรามาจบด้วยอะไรก็ตามต่อให้เป็นเหตุผลมากหรือน้อยก็ตาม "



เป็นทานตะวันที่เบ่งบานเพื่อพระอาทิตย์ให้เราหน่อยนะ






SHARE
Writer
Discrocer
Writer
Can wait

Comments