ดิ่งพสุธาของโลกเทาๆ
ไม่เคยคิดที่จะเขียนบทความที่เป็นเรื่องเทาๆ บรรยาย อารมณ์ดิ่ง ของตัวเอง

รวมถึงมุมมอง ที่มีต่ออาการ "ดาวน์" ของจิตใจ

บางคนอาจอยู่ในระดับที่เรียกว่า sensitive หรือ ขยับ advance เป็นซึมเศร้าในระดับต่างๆ

เรามีทั้งเพื่อนและคนใกล้ชิดที่มีความคิด อารมณ์ อยู่ในหมวดอาการซึมเศร้า บางทีโลกก็เหวี่ยงใครบางคนมาเพื่อให้เราเรียนรู้ และอยู่กับมันให้ได้

เริ่มต้นที่เราต้องการรู้จักอาการของโรค รวมถึงสาเหตุ เริ่มหาข้อมูลจากเว็บ งานวิจัยของหมอ เพื่อนที่เป็นจิตแพทย์ ยิ่งหาข้อมูล ยิ่งตอบคำถาม กลับตกใจยิ่งกว่าเพราะหลายอาการที่เราเป็นและเข้าใจว่าตัวเองคงเป็นพวกอ่อนไหวง่าย
เลยมีพฤติกรรมแบบนั้น จากการสังเกตเราเป็นมา ประมาณ3-4 ปีที่ผ่านมา เรายังใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไปแต่เนื่องจาก ด้วยนิสัยเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บกดไม่ค่อยแสดงออกในเรื่องของความรู้สึก ชอบเก็บไว้ข้างในลึกๆ แล้วไม่ค่อยเผยมุมอ่อนแอให้ใครเห็น

ในช่วงเวลาปกติก็ยังคงต้องใช้ชีวิตทำงานอยู่กับสังคมครอบครัวแต่ช่วงเวลาที่อยู่คนเดียวมักจะมีอาการ แบบว่ารู้สึกเศร้า  รู้สึกตัวเองไม่มีค่า รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หรือบางครั้งตัวเองมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรเพื่อใคร

บางครั้งก็ใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่อยู่คนเดียวด้วยการกินเหล้าฟังเพลง บางครั้งก็ร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ ต่อมาอาการพวกนี้ก็มีมาเรื่อยๆเป็นระยะ แต่เราคิดว่าน่าจะเป็นที่เราเป็นคนอ่อนไหวง่าย sensitive กับเรื่องรอบๆตัวคิดในแง่ดี บางครั้งเดี๋ยวมันก็คงดีขึ้นเองเดี๋ยวมันก็คงจะหาย แต่อาการมันเริ่มเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ เรามักจมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้ในช่วงเวลาที่เราอยู่คนเดียวบางครั้งนอนแช่น้ำในอ่างตอนกลางวันก็กินเหล้าแล้วคิดว่าการกินแบบนี้เพื่อให้สมองมันมึนจะได้ไม่ต้องคิดจะได้ไม่ต้องรู้สึก
ความรู้สึกที่เหมือนมึนๆเมาๆมันทำให้เราเหมือนล่องลอยอยู่ในช่วงเวลาที่เราไม่ต้องคิดอะไร หรือกินก่อนนอนเพราะคิดว่าให้เมาจนหมดสติหลับไปเลยจะดีกว่า

บางครั้งเวลาขับรถฟังเพลง
หรือฟังเรื่องราวในวิทยุอยู่ดีๆก็ร้องไห้แบบจริงจัง ทั้งที่่่่่ช่วงเวลานั้นเรามีความสุขกับช่วงเวลานั้นอยู่ ยังสามารถรู้สึกและร้องไห้ออกมาได้

บางครั้งช่วงหลังๆ ขับรถอยู่ในสภาวะปกติ แค่คิดถึงเรื่องเศร้าๆหรือเรื่องที่เราหดหู่ในใจยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ออกมา

พอเริ่มรับรู้บางส่วนในใจ ไม่ยอมรับว่าใช่หรือ เราเป็นเหรอ เราปกตินะ สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ปกติ

อาการของเรามันเกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว ได้ทุกช่วงเวลาที่อยู่กับตัวเองมากเกินไป ขณะเดียวกัน ก็ใช้เวลาในการทำให้มันหายไปหรือดีขึ้น บางครั้งก็ข้ามคืนบางครั้งก็ข้ามวัน ช่วงหลังพอจะมีวิธีที่จะช่วยเยียวยาความรู้สึกส่วนนี้ได้ก็คือ การเขียนบันทึก เรื่องราวหรือมุมมองในแต่ละวัน เพราะมันเป็นการดึงพลังงานที่มาจากความทรงจำสมองมาประมวลผลและใช้ความคิดมันทำให้ รู้สึกดี มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราทำและลดอาการลงได้

นอกนั้นก็คงจะมีเสียงเพลงจากเครื่องดนตรีที่เราชอบ ที่ช่วยให้จิตใจ รู้สึกผ่อนคลายสบายใจ

รวมถึงการสัมผัสแบบนวด เราค้นพบว่าวิธีนี้มันเป็นวิธีที่ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้น มันเป็นการบำบัดอย่างหนึ่งของอาการของเราซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เราก้าวไปสู่วงการสีเทาๆเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ช่วงหนึ่ง สุดท้ายก็พบว่าสิ่งที่ทำนั้นมันไม่ได้ให้ความสุขที่ยั่งยืนและความสุขนั้นมันทำให้เราสบายแค่ชั่วคราวแต่ไม่ได้ทำให้เราสบายข้างในใจอย่างแท้จริง

ด้วยอาการที่เป็นถือว่าอยู่ในระยะกลางไม่มากไม่น้อย แต่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันบางส่วน เพราะเราเคยทำอะไรบางอย่างที่เราชอบเช่นการอ่านหนังสือและมีความสุขกับการได้อ่านหนังสือการหาข้อมูลการอยู่ในที่ที่เราได้ใช้เวลาที่สงบนิ่งกับมัน แต่ช่วงหลังที่มีอาการชนิดนี้เกิดขึ้น

สิ่งที่เรารักมากที่สุดกับกลายเป็นสิ่งที่เราทำได้แย่ที่สุด มันทำให้ใจเราแย่มาก เราไม่มีอารมณ์แม้แต่อยากจะอ่านหนังสือ อยากจะนอนเฉยๆ
บางครั้งก็อยากนั่งนิ่งๆหรืออยากจะไปไหนไกลๆ ทิ้งตัวแล้วมองไปข้างหน้าให้รู้สึกสบายใจ

ภายหลังจากที่ได้พบเพื่อนใหม่ในโลกสีเทาที่เหวี่ยงเข้ามาเจอกันทั้งหลายเราก็รู้สึกว่าโลกนี้ก็ไม่ได้แย่ซะทีเดียวอย่างน้อยได้ส่ง คนที่มีอาการเหมือนกันอาจจะมากกว่าลึกกว่า เข้ามามีทั้ง เพื่อน และ คู่คิดที่ใช้ชีวิตบางส่วนร่วมกัน

จับมือกันบ้างปลอบโยนกันบ้างเข้าใจโลกสีเทาๆของแต่ละคนในวันที่รู้สึกว่าท้องฟ้ามันมืดๆจิตใจมันหม่นๆ

แม้เรื่องพวกนี้อาจจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก อาการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ระดับความลึกก็ไม่เท่ากัน

เราโชคดีที่พื้นฐานจิตใจ ยังเป็นคนที่มองโลก มองอะไรที่สวยงาม ยังรู้จักหาความสวยงามในชีวิต

ถึงแม้ในวันที่เราอ่อนแอที่สุด
วันที่เราจิตใจรู้สึกดิ่งลงมากแต่สุดท้าย ก็ยังลุกขึ้นด้วยตัวเองได้ เพราะเรารู้ว่าตัวเองเป็นคนเข้มแข็งเรารักตัวเอง เราพยายามหาความสวยงามรอบๆ หรือความสุขรอบๆตัวมาช่วยชดเชยความรู้สึกด้านลบเหล่านี้ให้มันค่อยๆ ดีขึ้น ปรับสภาพจิตใจ และอยู่กับมันเข้าใจมัน ก็ไม่ได้แย่ซะทีเดียว

ณ วันนี้สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากอาการเหล่านี้ก็คือ
อารมณ์เศร้ามันบอกเราว่า
โลกเราก็เป็นแบบนี้
มีทั้งสุขมีทั้งทุกข์
มีสมหวังและผิดหวังเป็นธรรมดาของชีวิต

ทำให้เราได้เห็นถึงสิ่งที่เราควบคุมได้ เมื่อเราควบคุมมันไม่ได้

เราก็อย่าไป ยึดถือ ยึดมั่นกับมัน
เมื่อเรามีความสุขเราก็ต้องยิ้มรับเมื่อเรามีความเศร้าเราก็ร้องไห้
หรือแสดงความรู้สึกออกมา พยายามเข้าใจโลกปล่อยวางจิตใจให้อยู่ตรงกลาง สงบ มีสติ

บางครั้งเราอาจจะพบคำตอบหรือพบพลังบางอย่างภายใต้อารมณ์เหล่านี้ที่จะคอยผลักดันให้เราลุกขึ้นสู้เข้มแข็ง และให้เราผ่านมันไปได้

วันนี้ที่เราตัดสินใจเขียนบทความนี้ หวังว่า

ถ้ามีใครผ่านเข้ามาอ่านข้อความ และคุณรู้สึกเหมือนกัน

คุณจะมีเพื่อนคนหนึ่งที่เข้าใจคุณ โอบกอดคุณอยู่ข้างคุณและเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้คุณผ่านพ้นมันไปได้ด้วยตัวคุณเอง

ขอให้คุณ หันไปมองคนที่คุณรักหรือคนที่รักคุณ เขายังอยู่ตรงนั้นเสมอ อยากบอกว่าเขาอยู่ข้างคุณนะ 

แค่คุณลุกขึ้นแล้วก้าวเดินไป มันอาจจะทำได้ไม่ง่ายนะ

แต่ถ้าจิตใจเรามุ่งมั่นที่จะเปลี่ยน เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนทัศนคติ มองจากลบ (-) เป็นบวก(+) ค่อยๆทำวันละนิด

คุณอาจจะค้นพบวิธีที่จะช่วยเยียวยาความรู้สึกของคุณให้ดีขึ้นแล้วอยู่กับมันได้ อย่างมีความสุขอย่างเข้าใจจิตใจ ความคิด อารมณ์เหล่านี้

เป็นกำลังใจให้ตัวเอง และทุกคน
นะคะ กอดกันนะจับมือกันไว้




SHARE
Writer
skyissme
Freelance
Be yourself and stay unique your imperfections make you beautiful, lovable and valuable. They show your personality.

Comments