สาระธรรมบนโลกแห่งมายา
เ ห ตุ ก า ร ณ์ ม า ก ม า ย เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่แล้ว...เหตุการณ์เหล่านั้นกลับหาไม่พบเมื่อเราลืมเลือน สิ่งที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งปวง พากันติดอยู่ก็คือ...ความรู้สึก

การต่อสู้แย่งชิง แสวงหา และผิดหวัง ก็ไม่ได้ต่างไปจากคำว่า...ความรู้สึกนี้เลย การกระทำต่างๆนี้เป็นไปเพื่อการตอบสนองซึ่ง...ความรู้สึกทางอายตนะนี้ ย่อมทำให้เกิดเพียงความพอใจและความไม่พอใจ หรือการเพิกเฉยนี้เท่านั้น ซึ่งมันไม่ใช่เนื้อหาสาระที่แท้จริงแห่งชีวิตเลย

ก า ร จะ แ ส ว ง ห า ทางที่เข้าใจว่า ความสุขที่แท้จริง วิมุติความหลุดพ้น หรือนิพพานตามที่พากันเข้าใจ และหมายมั่นว่าเป็นอะไรต่างๆนาๆนั้น มันไม่ใช่เรื่องของการทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น โดยความรู้สึกทางรูปธรรมใดๆเลย เพราะสิ่งนี้มีอยู่แล้วในธรรมชาติแห่งจิตทุกดวง

และคำว่าจิตๆนี้เอง ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะพากันเข้าใจโดยความรู้สึกในทางรูปธรรมได้ เพราะทันทีที่เรามีความรู้สึกนึกคิดต่างๆ จิตๆนี้ก็จักเปลี่ยนรูปไปเสียแล้ว ท่านจะทำอะไรกับมันไม่ได้ทั้งนั้น นอกจากเฝ้าดูมันเท่านั้น

การเข้าไปทำความรู้สึกชนิดต่างๆ ให้เกิดขึ้นทางการดู การฟัง การสัมผัส มันย่อมทำให้เรานั้นพลัดหลงไปสู่โลกแห่งวัฏฏะ ซึ่งประกอบไปด้วยฑิฏฐินาๆประการ ที่เป็นสาเหตุแห่งทุกข์ทั้งสิ้น

เ ห ตุ ก า ร ณ์ มากมายบนโลกใบนี้ เปรียบได้ดั่งหมอกควันในยามเช้าที่เห็นว่ามี แต่ที่จริงแล้วมันไม่มีอะไรสักอย่างเดียว ความคิดเห็นและความฟุ้งซ่าน อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ แต่แล้วความรู้สึกเหล่านั้นก็เงียบหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น เมื่อความคิดเห็นนั้นเปลี่ยนไป และแล้วก็ลืมเลือนไปในที่สุด

สิ่งนั้นแม้จะเคยเกิดขึ้นในความทรงจำ แต่สิ่งๆนั้นก็มิได้ปรากฎตัวอยู่จริงเลยในปัจจุบัน แล้วพวกเธอจะพากันจองจำสิ่งใดไว้เพื่อความเศร้าหรือดีใจ จะมิเป็นการเปลืองความคิดให้หนักสมองไปเสียเปล่าๆหรือ?

มันอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้นิยมของจอมปลอม แต่โดยเนื้อแท้ของมันยังนิ่งเงียบสงบอยู่โดยธรรมชาติ แต่พวกเรากลับไปให้ความสำคัญกับของจอมปลอมนั้นเสีย จิตๆนี้จึงมิได้ปรากฎตัวอย่างอิสรภาพ ปัญญาที่แท้จริงย่อมถูกบดบังไว้ด้วยความรู้สึกต่างๆ ที่พวกเธอพอใจกันสร้างขึ้นมา เพื่อเสวยความจอมปลอมของมัน

ลั ท ธิ ต่ า ง ๆ ที่คิดเห็นว่ามีอยู่ หรือไม่มีอยู่ หรือมีอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ มันเป็นแนวคิดที่ออกมาจากสมองตื้นๆ ที่หยัดยืนอยู่บนความเห็นตัวเดียวกัน แต่ความสำคัญมั่นหมายไปคนละทาง

คำว่ามีอยู่ ก็อาศัยความด้นเดาของความนึกคิด คำว่าไม่มีอยู่ ก็อาศัยหลักแห่งความคิดที่มีอยู่เท่านั้น ส่วนคำว่าไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ มีอยู่ก็ไม่ใช่นั้น ก็มิอาจหันความรู้สึกนึกคิดออกจากฐานแห่งความคิดนี้ไปได้ คือต้องอาศัยความปรุงแต่งทั้งสิ้น

ความหมายทั้งสามประโยค อาจจะดูแตกต่างกัน แต่โดยความเป็นจริงแล้วก็มีฐานอันเดียวกันคืออายตนะ อายตนะซึ่งเป็นแนวคิดที่ยังไม่สามารถ เข้าถึงสภาวะจิตๆนี้ได้อย่างแท้จริง

นั ก ศึ ก ษ า ที่มุ่งมั่นขจัดเสียซึ่งความทุกข์และควาเศร้าโศกนาๆประการ โดยการปฏิบัติตนไปตามธรรมเนียมและประเพณีนิยม เค้ามีความเข้าใจว่า...ปัญญานั้นเกิดจากจิตที่สงบและความฟุ้งซ่านต่างๆกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อนักศึกษาเหล่านั้น โดยสาระที่แท้จริงสิ่งที่พวกเขากำลังประสบอยู่กับมันทุกๆขณะจิตนั่นแหล่คือความสงบความเงียบความบริสุทธิ์

ไม่ว่าสิ่งๆนั้นจะออกมาด้วยสภาวะเช่นไร เพียงแต่เราเฝ้าดูอยู่เฉยๆ โดยไม่ไปทำความส่งเสริมหรือกัดกั้นมัน เราย่อมอิสระจากการมาและการไป นั่นแหล่ะคือจิตล้วนๆที่เรียกว่าตัววิมุตติ แต่แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอะไรเลยเพราะในที่นั้นๆมันไม่มีชื่อเสียงเรียงนามหรือภาษาสมมติควาสำคัญมั่นหมายใดๆทั้งสิ้น

การบรรลุถึงจึงไม่ได้ลุถึงอะไรเลย มันไม่มีอะไรเลยที่จะต้องบรรลุ เพราะสิ่งๆนี้หรือจิตหนึ่งนี้เป็นความสมบูรณ์อยู่แล้วโดยธรรมชาติของตัวมันเอง พระอรหันต์จึงมีแต่เพียงชื่อเรียกเท่านั้นที่พวกเธอพอจะพูดถึงได้

แต่สิ่งที่พวกเธอกำลังกล่าวถึงนั้นหาได้แตกต่างไปจากสิ่งที่มีอยู่ในตัวของพวกเธอแล้วไม่ ความเป็นพระหรืความไม่เป็นพระนั้น จึงมิได้มีความสำคัญใดๆในรูปธรรมภายนอก นอกจากจิตๆนี้เท่านั้น

ผู้ นิ ย ม ก า ร ก ร า บ ไ ห ว้ จึงทำทุกอย่างเพื่อการสรรเสริญอันนั้น ผู้กำลังกราบไหว้จึงนิยมการกระทำที่เป็นไปเพื่อความพอใจของตน บุคคลสองจำพวกนี้จะไม่เห็นอะไรเลยและจะไม่รู้อะไรเลยในเนื้อแท้ของพระพุทธเจ้า ถึงจะเสียเวลาอยู่ตั้งแสนมหากัป เขาก็ไม่สามารถล่วงรู้ความจริงนี้ได้เลย

ต่างจากผู้ที่มีความฉลาดเพียงเขารู้ว่า...เนื้อแท้แห่งพุทธะนั้นมิได้อยู่ต่างหากจากจิตเขาเลยเท่านั้นสิ่งทุกสิ่งก็จบลง เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายและสรรพสัตว์ทั้งหลายมีสภาพจิตๆนี้อย่างเดียวกันคือ...ความว่างเปล่า

นอกจากสิ่งนี้แล้วเราจะไม่พบสิ่งใดอีกในจิตๆนี้ในธรรมๆนี้ และนอกจากจิตๆนี้ก็ไม่มีอะไรจะตั้งอยู่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกอรหันต์ในฝ่ายรูปธรรมนั้นด้วย

ค ว า ม คิ ด นึ ก ปรุงแต่งในสิ่งทั้งปวงเป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้น มีอยู่ และดับไปในสิ่งทั้งปวง การไปเกาะเกี่ยวเอาวัตถุภายนอกนับตั้งแต่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดตลอดจนสิ่งที่ได้ยินและมองเห็นได้ด้วยตานั้น อาจจะสร้างอะไรหลายๆอย่างให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ตั้งแต่การเสพสัมพันธ์ การมีที่ดิน การสร้างบ้าน การงานธุระกิจ ตลอดถึงน่านน้ำน่านฟ้า การมีบุตรมีตระกูลและมีสหาย

แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากความว่างเปล่านี้เท่านั้น เพราะสิ่งๆนั้นเกิดจากการไหลตัวเข้าไปคิดไปยึดไปทุกข์ เหมือนผูกปมด้วยเชือกให้เป็นรูปต่างๆ เมื่อแก้ไขปมนั้นออกได้เสียแล้ว เชือกก็กลายเป็นเชือกธรรมดาเส้นเดิมนั่นเอง

ดังเช่นจิตๆนี้มันสร้างเหตุการณ์ทุกๆเหตุการณ์ขึ้นบนตัวของมันเอง แล้วก็หาวิธีแก้เหตุการณ์ต่างๆนั้นด้วยวิธีต่างๆ แต่ในวิธีต่างๆนั้นต่างก็เป็นไปเพื่อความหยุดได้อย่างสมบูรณ์เท่านั้น แล้วมันจะเป็นอะไรนอกจากตัวของมันเองเล่า

จั ก ร ว า ล แ ล ะ อ ว ก า ศ อาจจะกว้างพอที่จะด้นเดาอาณาเขตของมัน แต่จิตๆนี้เป็นสิ่งที่กว้างใหญ่ไพศาล ไม่สามารถวัดขอบเขตจากการด้นเดาได้ จิตที่หยุดได้อย่างสมบูรณ์จึงเป็นอิสระไร้ที่กั้นขวาง ไร้ขอบเขตแห่งการจำกัดไว้ด้วยสมมติและความรู้สึกของเราได้

ขอเพียงแต่พวกเธออย่าพากันลูบคลำอยู่แต่เนื้อหาแห่งสมมติกับความด้นเดาความรู้สึกชนิดต่างๆ พวกเธอก็จะอยู่ในสภาพเดียวกันกับความเป็นอยู๋ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

ค ว า ม สุ ด โ ต่ ง ของจิตย่อมอิงอาศัยรูปธรรมอยู่ โดยปกติของปุถุชนทั่วไปแล้ว หากจิตเค้าไม่เอียนไปฝ่ายดีก็จะเอียนไปฝ่ายชั่ว หรือเอียนไปฝ่ายที่อยู่เฉยๆ กับความสัมผัสทางรูป เสียง กลิ่น รส ต่างๆ เรียกว่าความสุดโต่ง ซึ่งเป็นของคู่กัน

โดยความยินดีกับสิ่งทั้งหลายและความยินร้ายทั้งหลายในสิ่งทั้งปวง การยอมรับหรือการปฏิเสธย่อมสร้างมนทินให้เกิดขึ้นกับจิตที่บริสุทธิ์นั้นเสีย โดยเฉพาะความเห็นที่เป็นของคู่กันนั้นย่อมสร้งภาพที่ทรมานอย่างไม่จบสิ้น กรรมมีจุดกำเนิดจากตรงนี้

ทั น ที ที่ มี ความคิดเห็นว่า...นี่คือตัวเราเท่านั้น สิ่งทุกสิ่งรวมทั้งกิเลสตัณหา โลภ โกรธ หลง และวิบากกรรมต่างๆ ย่อมผุดขึ้นในท่ามกลางความเป็นเรานั้น

เพียงแต่เราเฝ้ามองความคิดเห็นต่างๆโดยไม่คล้อยตาม ไม่ปฏิเสธ ไม่ส่งเสริมความคิด และไม่ห้ามความคิด ไม่ทำความรู้สึกว่าสิ่งนั้นคืออะไรเท่านั้น ภพชาติที่เหลืออยู่นับล้านๆกัปก็ถูกตัดลงด้วยเช่นกันในขณะนั้น หากแต่เมื่อใดเราเผลอใจไหลไปตามความคิดภพชาติที่ถูกตัดไปก็จะกลับเกิดขึ้นไม่รู้จบ

เ มื่ อ จิ ต เป็นความว่างเปล่าความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย ก็ล้วนแต่เป็นของว่างเปล่าเท่ากัน เพราะความคิดเหล่านั้นมาจากจิตๆนี้ ดังนั้นนักปฏบัติไม่พึงทำความรู้สึกสิ่งใดในการคาดเดากับมันทั้งสิ้น

การเห็นความคิดเกิดขึ้น การเห็นความคิดตั้งอยู่ การเห็นความคิดดับไป โดยการรู้เพียเท่านี้นก็เพียงพอแล้วที่พวกเธอจะต้องทำความพยายาม เพราะในขณะนั้นพระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมอย่างไพเราะในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด

ความคิดเหล่านี้ไม่มีตัวตน จิตนี้ด้วย กายนี้ด้วย เมื่อความรู้สึกทั้งปวงไม่หมายมั่นกับสิ่งใดๆแม้แต่ความว่างเปล่านี้แล้ว จิตภาระแห่งการมาและการไปย่อมสิ้นสุดลง

ปัญหาต่างๆได้คลี่คลายออกจากสนามรบ ไม่มีการถกเถียงกันระหว่างสมมติกับวิมุตติ สิ่งที่ปรากฎตัวอยู่ก็เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ล้วนๆอย่างเดียว เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนและความจริงก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วด้วย

บุ ค ค ล ที่ไม่เคยเป็นหนี้ย่อมอยู่สบาย แต่ต่อมาบุคคลผู้นั้นจำเป็นต้องใช้เงินหรือมีความอยากเข้ามาแซรกแซง ความรู้สึกที่เคยสบายกลับหายไปเพราะการไปยืมหนี้ กลายเป็นความหนักอึ้งแห่งกองทุกข์อยู่ตลอกเวลา แต่เมื่อบุคคลผู้นั้นได้หาเงินใช้หนี้นายทุนนั้นแล้ว ความโล่งอกก็จะปรากฎขึ้นแล้วกลับคืนสู่ความสบายดังเคยเป็นมาในเมื่อก่อน

ความโล่งอกนี้เองทำให้นักปฏิบัติทั้งหลายพากันเข้าใจว่า...เป็นอาการที่ลุถึงสิ่งๆหนึ่ง แต่แล้วเมื่อเค้าเห็นสิ่งๆนั้นแล้วกลับไม่พบอะไรเลยที่ต่างจากเมื่อก่อน

ปั ญ ห า ทั้ ง ห ม ด มนุษย์ผูกมันขึ้นมาเองโดยความโง่เขลา และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ในที่สุดการแก้ปัญหาก็ต้องใช้ปัญหานั่นเเหล่ะเป็นโจทย์ในการแก้ปัญหา คำตอบต่างๆก็ได้จากปัญหานั่นแหล่ะ เมื่อแก้ไขปัญหาจบแล้ว ผู้รู้จึงรู้อย่างนิ่งเงียบ เพราะมันไม่ต้องมีสิ่งใดจะต้องกล่าวถึง เรื่องทุกเรื่องก็คือตัวของมันเองเท่านั้น

จิตเดิมแท้นั้นเป็นของว่างเปล่าและบริสุทธิ์มาโดยตลอด แม้ขณะที่เธอมีความคิดที่ผิดเผี้ยน ความรู้สึกที่หนักหน่วงกับปัญหาและมนทินต่างๆ จิตๆนี้ก็หาได้แปดเปื้อนกับความรู้สึกนั้นๆไม่ และในเวลาที่พวกเธอได้สัมผัสบรรลุสัจธรรมนั้นๆ จิตๆนั้นก็หาได้เปลี่ยนไปจากของเดิมนั้นไม่ โดยการเอียนจิตลงสู่ความชั่วนรกย่อมบังเกิด โดยการเอียนจิตลงสู่ความดีสวรรค์ย่อมปรากฎ สภาพแห่งการเกิดและความเป็นอยู่ในภพ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามรูปแบบที่จิตสะสมและปรุงแต่งเอาเองทั้งสิ้น

ทุกข์ทั้งปวงไม่มีใครสร้างให้เธอ สุขทั้งปวงก็พวกเธอสมมติเอาทั้งหมด

การแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไรในสมมติต่างๆ ก็ออกมาจากความคิดเห็นอันเดียวกันนี้เท่านั้น

ว า ง ทุ ก อ ย่ า ง ลงเสียแม้แต่ความเป็นพระหรือความเป็นฆราวาส ล้วนแล้วแต่เป็นสมมติอันหหนึ่ง ซึ่งสมมติอันนี้ชาวโลกเค้าได้ชมชอบและสมมติขึ้นตามความด้นเดาของความเห็น

ก า ร ดำ ร ง ชี วิ ต เป็นไปตามวาสนาและธรรมชาติ รูปแบบอาจจะดูต่างกัน แต่ปัญหามิได้ต่างกันเลย สังคมใดๆก็ล้วนแล้วแต่มีปัญหาที่ไม่แตกต่างกัน แม้แต่นักบวชเองก็วุ่นอยู่กับของจอมปลอมอย่างที่สังคมอื่นมีอยู่เช่นกัน

จิ ต ๆ นี้ เ ท่ า นั้ น ที่เป็นเนื้อหาและสาระแห่งสัจธรรม และความเยือกเย็นที่แท้จริง พวกเธอจงดำรงชีวิตไปตามความพอใจและจงดำรงความพอใจให้อยู่กับความเป็นจริง โดยไม่ปราศจากสาระและเนื้อหาแห่งจิตๆนี้

ก า ร ก ระ ทำ ที่ปราศจากการไตร่ตรองย่อมนำมาซึ่งเหตุผลต่างๆในทางวิบัต จงงดการกระทำที่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียนในตัวเองและผู้อื่นเสีย นี่แหล่ะจึงชื่อว่าศีลและการขนรื้ออย่างแท้จริง
SHARE

Comments