ひとりพื้นที่ของผม [1]
          ผมใช้ชีวิตอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมค่อนข้างกว้างในบ้านหลังหนึ่ง แต่มันก็ไม่ใช่ห้องของผมซะทีเดียว ภายในบ้านมีคนอาศัยอยู่เป็นครอบครัว ๆ หนึ่ง ยกเว้นผมที่เป็นคนนอก ผมมาอาศัยเขาอยู่ครับ หลายครั้งที่ผมกังวลเรื่องการจะลงจากห้องผ่านบุคคลในชั้นล่างของบ้านเพื่อไปทำอะไรซักอย่าง เช่น เข้าห้อง เอาผ้าไปซัก หรือออกไปข้างนอก ผมไม่ชอบการที่ต้องพบปะคนในครอบครัวนี้ เพราะพวกเขาไม่ค่อยจะชอบผมสักเท่าไร
          ผมตระหนักอยู่เสมอว่าที่นี้ไม่ใช่บ้านของผม ผมไม่มีสิทธ์ใด ๆ แม้แต่จะเกลียดพวกเขา เพราะพวกเขาคือผู้มีพระคุณในการแบ่งปันพื้นที่อยู่อาศัยให้ผม ผมโชคดีมากแล้ว ถึงกระนั้นผมก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีความสุข ผมไม่ค่อยสบายใจ และอัดอั้น ผมทำอะไรเสียงดังไม่ได้ แต่พวกเขาทำได้ การอยู่อย่างไร้ตัวตนเป็นสิ่งที่ผมต้องการ บางทีพวกเขาก็ไม่ได้สนใจผม นั้นถือว่าดีสำหรับผม ต่างคนต่างอยู่
          พวกเขามีผมในแบบของพวกเขา ซึ่งความคิดพวกเขาแต่ละคนก็คงจะแตกต่างกันนั้นแหละ แต่ที่เห็นได้ชัดคงเรื่องที่ผมไม่ค่อยอยากจะพูดหรือมีปฏิสัมพันธ์ด้วยจนเขาคนหนึ่ง หรือไม่ก็ทั้งหมดคิดว่าเราหยิ่งไปแล้วหรืออะไรประมาณนั้น นาน ๆ เข้าผมกลายเป็นคนแย่มาก ๆ ในความคิดเขาซะแล้ว ผมเคยคิดอยู่บ่อยๆ ว่าบางทีเขาก็อาจจะอยากหาที่ระบายความเครียดจากความรู้สึกในปมด้อย หรือการงานของเขา แต่สิ่งที่ค่อนข้างแน่นอนคือ เขาไม่อยากให้ผมอยู่ แต่ก็นั่นแหละ ผมโชคดี ที่เขาไม่ไล่ผม
          ช่วงแรก ๆ ที่มาอยู่ผมเครียดมาก สภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะรอบด้าน โดยเฉพาะมลภาวะทางเสียงที่ทำให้ผมนอนไม่หลับ รวมถึงตื่นมากลางดึกเกือบทุกคืน จนถึงปัจจุบัน ผมเริ่มพยายามหาเหตุผลที่ต้องมาอาศัยคนอื่นเขาแบบนี้ หนึ่งในเหตุผลนั้น คือ มันทำให้ผมอยากไปทำงานในทุกเช้า เพราะผมเกลียดการอยู่ที่บ้านเป็นที่สุด และอีกหลาย ๆ เหตุผล จนในที่สุด ผมก็หาพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผมเจอ ในสภาพแวดล้อมที่ผมเคยคิดว่าไม่มีทางอยู่ได้อย่างแน่นอน

ปรับความคิดเพียงแค่นิดเดียว ก็ปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้อย่างมหัศจรรย์

          บ่อยครั้งในที่ทำงานผมค่อนข้างกดดันตัวเองสูง ด้วยความสามารถที่ไม่เหมาะสมกับเงินเดือน รวมถึงการเข้ามาทำงานด้วยความไม่ชัดเจนในหน้าที่ ถึงแม้เงินเดือนที่ได้จะไม่ได้มากมาย แต่ผมกลับรู้สึกว่าไม่คู่ควรเอาเสียเลย ผมไม่เคยดีใจกับเงินเดือนที่ผมได้ในตอนแรก ผมเคยคิดว่าถ้าเงินเดือนของผมลดลงคงจะสบายใจกว่านี้ 

ให้ตายสิ..ตัวเราน่ะ ไร้ประโยชน์สิ้นดี..

          นั้นอาจเป็นเพราะผมไม่เคยตั้งเป้าหมาย หรือวางแผนการดำเนินชีวิตแต่แรก เมื่อเวลาล่วงเลยไปถึงสามเดือน ผมก็เริ่มมีเป้าหมาย มองเห็นปัญหาของตัวเอง ความจำเป็นของจำนวนเงินเดือนที่ได้มา และค่อยๆ วางแผนการใช้ชีวิตทีละนิดทีละหน่อย ก็ดีกว่าการที่ผมไม่เริ่มอะไรเลยละนะ อาจดูเหมือนการปลอบใจตัวเองก็ไม่ปาน ผมอยากมีบ้าน หรือไม่ก็คอนโดของตัวเอง ผมเกลียดการมาอาศัยคนอื่นอยู่ ดังนั้นเป้าหมายผมจึงชัดเจนมากกว่าสิ่งไหนๆ คือ ผมต้องหาที่อยู่ของตัวเองให้ได้ การวางแผนจะช่วยทำให้สิ่งที่ชัดเจนอยู่นั้น ชัดเจนยิ่งกว่าเก่า มันทำให้ผมรู้สึกถึงคุณค่าในเงินเดือนที่ผมได้มา และแทนการที่ผมคิดอยากจะลดเงินเดือนตัวเองลงให้เท่ากับความสามารถของผม กลายเป็นผมอยากจะทำให้ดีกว่าเงินเดือนที่ผมได้

ผมมีบ้านในฝัน ทุกครั้งที่ฝันถึง มันทำให้มีความสุขมาก

         โต๊ะทำงานของผม เป็นพื้นที่ปลอดภัยของผมยิ่งกว่าที่บ้านเสียอีก ผมสบายใจไม่ว่าจะลุกเดิน นั่ง หรือนอน บางทีก็นอนพักสายตาบ้าง แต่ผมก็ต้องปรับตัวอยู่สักพัก จนตอนนี้ผมก็ยังคงปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ และเรียนรู้ชีวิตการทำงาน พร้อมกับการเติบโตของวุฒิภาวะ ผมกดดันจนเครียด จนคนอื่นเห็นว่าผิดปกติ ตอนแรกผมว่าก็ไม่ผิดปกตินะ แต่พอคิดไปคิดมา มันก็ไม่ปกติจริง ๆ นั่นแหละ ไม่ใช่ผิดปกติทางการใช้ชีวิต การทำงาน หรือการไม่ปฏิสัมพันธ์ แต่สิ่งที่คนอื่นเห็น คือ สภาวะอารมณ์ที่ดูคล่ำเครียดกับงาน ทำให้ผมเริ่มรู้ตัวว่าที่ผ่านมามันไร้ประโยชน์มาก การฝืนและกดดันจนเกินไป ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ผ่านมาค่อนข้างแย่ ผมตระหนักถึงข้อนี้แล้ว ตอนนี้ผมปรับเปลี่ยนใหม่ ผมไม่กดดันมากแล้ว ผมเริ่มให้ความยืดหยุ่นกับตัวเองในปริมาณที่เหมาะสมกับตัวผม ผมปล่อยให้ตัวเองมีเวลาพักบ้าง ยามที่ร่างกายเริ่มล้า หรือสมองตื้อ เพราะฝืนไปก็ไม่ได้ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น สุขภาพก็จะย่ำแย่เอาอีก

         เมื่อก่อนผมไม่เคยเข้าใจว่า ตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไปนั้นเป็นแบบไหน          ตอนนี้ผมรับรู้ถึงมันแล้ว

          อนาคตผมยังมีอะไรที่ต้องปรับเปลี่ยนอีกเยอะ จนกว่าจะลงตัว แต่ผมไม่ได้ปราถนาความลงตัวนั้นหรอกนะ มันเปรียบเสมือนภาพในจิตนาการ ผมเลือกที่จะหลับหูหลับตาให้กับความมั่นคง หรือความลงตัว แล้วเน้นที่การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ผมแค่รู้สึกเครียดกับการมองไปถึงจุดนั้นน่ะ เพราะมันทำให้ผมคิดไปเรื่อย ๆ แล้วก็ปวดหัว สุดท้ายก็ย้อนกลับมาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอยู่ดี
          สุดท้ายนี้ คิดดูดี ๆ แล้ว ในเรื่องพื้นที่ของผม ไม่ว่าจะที่ไหน ๆ บนโลกใบนี้ ผมก็ไปได้ทั้งนั้น โดยไม่จำเป็นต้องกังวล หรือใส่ใจปัจจัยภายนอกให้มากนัก การทิ้งพื้นที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะปลอดภัยทางอารมณ์ หรือสภาพแวดล้อม เป็นเรื่องที่ท้าทาย ผมทำได้เพียงแค่ผมลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว แล้วก้าวขาออกจากบ้าน ผมไม่ควรจะกลัว หรือกังวลกับคนรอบข้างมากเกินไป เพราะมันไม่ได้ส่งผลอะไรกับตัวผมมากนัก ต่อให้ผมทำอะไรผิด แล้วมีคนจำได้ แต่ถ้าเรามองแค่ที่ตัวเราแล้ว ให้อภัย ทำไมเรายังต้องไปกังวลกับสายตาคู่อื่น ๆ ที่เขาไม่ได้รู้จักอะไรเราเลย ไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้น ไม่ได้ให้ที่อยู่อาศัยเรา ไม่ได้ซื้อข้าวให้เรากิน การใช้บริการพื้นที่สาธารณะร่วมกัน ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียม คือ EQUALITY ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องกังวลใจ หรือคิดมากอะไรเลย ต่อให้เป็นความเท่าเทียมในความหมายอื่น เช่น ถ้าคนที่รีบกว่าต้องลัดคิวให้ คนจนจะซื้อข้าวได้ 10 บาท แต่คนปกติซื้อได้ 20 บาท เป็นต้น ก็ไม่ได้แตกต่างกัน

...ถ้าผมบังเอิญเจอคุณสักแห่งบนโลก ผมจะไม่กังวลกับคุณได้หรือเปล่า ? ...

...ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน...

Cloud-Nice
SHARE
Written in this book
ひとりです。แค่ผมคนเดียว
ตัวผมที่มืดมน แต่ไม่มืดมิด มีความโดดเดียวเป็นเพื่อน และความตายที่คอยเรียกหา
Writer
Cloud-Nice
นักเขียนมือใหม่
อยากเป็นนักเขียน แต่ขี้เกียจอ่านหนังสือ กลัวความสูง แต่ชอบความท้าทาย

Comments

Zoey0228
1 month ago
Reply
Cloud-Nice
1 month ago
❤❤
NT1990
1 month ago
หรือว่านี้คือแฮรี่พอตเตอี์ในห้องใต้หลังคาของเขา ใจเย็นๆนะนกฮูกส่งจดหมายกำลังบินมาแล้ว
Reply
NT1990
1 month ago
หรือว่านี้คือแฮรี่พอตเตอี์ในห้องใต้หลังคาของเขา ใจเย็นๆนะนกฮูกส่งจดหมายกำลังบินมาแล้ว
Reply
Cloud-Nice
26 days ago
..เหมือนว่าจดหมายจะมาไม่ถึงนะครับ
Punpaporn
28 days ago
Reply
Cloud-Nice
26 days ago
❤❤