ความสุขเรื่องใหม่
วันก่อนฉันเข้ามาบ่นชีวิตไว้ยาวมาก แต่พอบ่นเสร็จก็คิดทางออกได้ ฉันเลยลบข้อความทั้งหมดทิ้งไปและลองกลับไปใช้ชีวิตดู ปรากฏว่ามีเรื่องน่าตื่นเต้นเกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้ฉันรู้สึกทุกข์ท้อใจ เพราะความยุ่ง ความยาก และความหนักของการเรียนปริญญาโทนั้นแซงหน้าแพชชั่นที่มีไปไกลโข

นอกจากจะต้องฝึกงาน 2.5 วัน และเข้าเรียน 5 วิชาต่อสัปดาห์แล้ว ยังมีงานแปลที่ทำให้ต้องแบกโน้ตบุ๊คออกไปปั่นนอกบ้านอีกบ่อยๆ จนปวดไหล่ โดยเฉพาะวันที่มีทั้งเรียนที่คณะตัวเองและต้องไปฝึกงานที่มหาลัยอื่น

วันก่อนฉันก็ท้าทายตัวเองเพิ่มอีก โดยการรับเคสภาษาอังกฤษมาทำ ซึ่งมันก็ทำให้ฉันกังวลขึ้นมาเพราะตัวเองไม่ได้พูดภาษาอังกฤษกับใครมานานแล้ว

ฉันค่อนข้างจำฝังใจว่าตัวเองไม่ชอบภาษาอังกฤษ เพราะก็เกลียดมันมาตั้งแต่ประถม ต่อให้จะเก่งขึ้นแค่ไหน ก็ยังขาดความมั่นใจเวลาต้องใช้ภาษาอังกฤษอยู่ดี ยิ่งช่วงนี้ต้องอ่าน texts ภาษาอังกฤษ อ่านงานวิจัยยากๆ แล้วไม่เข้าใจ ก็ยิ่งมีเสียงบ่นงอแงอยู่ในหัวว่า

ฉันไม่ชอบภาษาอังกฤษ!

ฉันกังวลมากว่าจะทำเคสไม่ได้ แต่เคยมีพี่สาวคนหนึ่งสอนฉันไว้ว่า

กลัวอะไร ให้เผชิญหน้ามัน อย่าหนี ไปสู้!!!
ฉันก็เลยนัดเพื่อนที่จบอักษรเอกอังกฤษ และตอนนี้ก็เรียนปริญญาโทด้านภาษาอังกฤษ ออกมาช่วยนั่งคุย ช่วยเป็นเคสสมมุติให้ฉันหน่อย ฉันจะให้ค่าเสียเวลา แต่เพื่อนขอรับเป็นการเลี้ยงข้าวแทน

ผลปรากฏว่า ฉันได้รับรู้ตัวเองว่า


เราก็พูดภาษาอังกฤษได้นี่นา


มันทำให้ฉันโล่งใจขึ้นเยอะ ถึงจะมีติดขัดบ้าง แต่อะไรที่เพื่อนแก้ไขให้ ฉันจำได้แม่นเลย ทีนี้ก็เริ่มสนุก และอยากฝึกพูดให้เยอะขึ้นอีก เลยหาติวเตอร์มาสอน speaking ตัวเองเสียเลย นัดวันเรียนเรียบร้อยละ

เดิมในเดือนนี้และครึ่งเดือนหน้าฉันจะมีวันว่างคือพฤหัสวันเดียว พอติดทำเคสกลุ่มก็ได้เวลาว่างช่วงอังคารบ่ายมาแทน แต่สุดท้ายกลับเอาเวลานั้นไปเรียนภาษาอังกฤษเสียนี่

แต่ฉันรู้ว่าฉันจะไม่เหนื่อยเกินไปหรอกนะ ฉันรู้จักตัวเองดีว่าเป็นคนแบบไหน ขอแค่ใจฉันมีความสุข จะให้ลุยงานหนักแค่ไหนก็ได้ แต่ถ้าไม่มีความสุข แม้งานจะน้อยเท่าขี้มด มันก็ไม่อยากจะทำ

การลุกขึ้นมาพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเองในครั้งนี้มีความหมายต่อใจฉันมาก

แม้ภาษาอังกฤษจะเป็นเรื่องยากสำหรับฉัน แต่มันคือ สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ ชัยชนะ และความภาคภูมิใจ

รู้สึกว่าตัวเองเดินมาไกลมากๆ เลย บนเส้นทางของการเรียนภาษาต่างประเทศ

ฉันเปลี่ยนตัวเองจากเด็กที่ได้เกรด 2 วิชาภาษาอังกฤษทุกปี เด็กที่โดนครูตีเพราะไม่เคยท่องศัพท์ไปสอบในชั้นประถม ให้กลายเป็นเด็กมัธยมต้นที่สอบวิชาภาษาอังกฤษได้ที่หนึ่งของห้อง

เปลี่ยนตัวเองจากเด็ก ป.6 ที่สอบโรงเรียนไหนก็ไม่ติด กลายเป็นเด็ก ม.3 ที่สอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมได้อันดับ 4 จากผู้สมัครเกือบ 600 คนในแผนการเรียนภาษาเยอรมัน

เปลี่ยนตัวเองจากคนที่เกลียดวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเข้าไส้ ให้กลายเป็นคนที่ผ่านการสอบเข้าทำงานของบริษัทชื่อดังได้ 

ตอนนั้นฉันต้องสอบข้อเขียนคณิตศาสตร์-ภาษาอังกฤษ-ภาษาเยอรมัน วิชาละครึ่งชั่วโมง ต่อด้วยการสอบสัมภาษณ์ 3 ภาษา ภาษาละครึ่งชั่วโมง ฉันผ่านมันมาแบบสนุกๆ สบายๆ เลย แม่ยังไม่ทันเลี้ยวรถออกจากลานจอด เขาก็โทรมาบอกแล้วว่ารับเข้าทำงาน

ด้วยเหตุนี้ ฉันเลยมองการเรียนภาษาต่างประเทศว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความพยายามและการต่อสู้ของตัวเอง

ก่อนหน้านี้ฉันยังมองไม่เห็นคุณค่าของความพยายามในส่วนนี้สักเท่าไหร่

เพราะชอบเผลอคิดขึ้นมาว่า นี่ฉันทำอะไรอยู่นะ สิ่งที่อยากทำที่สุดในชีวิตกลับไม่เคยได้ทำ มัวแต่บากบั่นเรียนภาษาต่างประเทศเอาไว้หางานทำ ไม่ได้เรียนภาษาด้วยแพชชั่นอื่น แค่ทำเพื่อปากท้องตามประสาชนชั้นกลาง

แต่ความคิดแบบนั้นมันก็บั่นทอนจิตใจเราอะเนอะ ทำให้เราเสียความมุ่งมั่นกับการเรียนปริญญาโท ที่เราเลือกแล้วว่าเราจะเรียนให้สำเร็จ

จริงอยู่ว่าการกลับมาทุ่มเทกับภาษาอังกฤษของฉันในครั้งนี้ จะเบียดบังเวลาการแต่งนิยายของฉัน เลื่อนความฝันในการเป็นนักเขียนของตัวเองให้ห่างไกลออกไป จนเรียกได้ว่าแทบหายลับไปจากสายตา เพราะฉันอยากทุ่มเทกับการอ่านงานวิจัยเพื่อทำธีสิสด้วย แต่มันก็ไม่เป็นไรหรอก

ต่อให้ฉันจะตายจากโลกนี้ไปในวันนี้พรุ่งนี้ หรืออาจไม่มีโอกาสได้เป็นนักเขียนอย่างที่ใจใฝ่ฝันไว้เลยในชีวิตนี้ มันก็ไม่เป็นไรหรอก

นักอ่านอาจจะเสียใจบ้าง แต่พวกเขาคงจะไม่ถือโทษโกรธกัน

แม้จะฟังดูเจ็บปวดอยู่ แต่ฉันรับได้นะ ฉันคิดเผื่อไว้แล้วว่ามันโอเค ที่เราจะพับความฝันอันนั้นเก็บไปก่อน และทุ่มเทกับโอกาสที่ผ่านเข้ามาอย่างเต็มที่

ควรไปกดซ่อนนิยายเอาไว้มั้ยนะ

ยังมีคนแวะเข้ามาอ่านและโดเนทเงินให้อยู่เลย

ซ่อนดีกว่าเนอะ อันนี้เครียดจริง ได้เงินมาแล้วมันยิ่งกดดัน

กดซ่อนแล้ว 

จะร้องไห้เฉย...

เข้าใจฉันเถอะนะ มันเขียนตอนนี้ไม่ได้จริงๆ

เนื้อหามันหนักและยากทั้งสองเรื่องเลย อยากทำมันออกมาให้ดีที่สุด ขอโทษจริงๆ นะที่ต้องทำแบบนี้

รอหน่อยนะ สักวันจะกลับไปเขียนให้จบให้ได้เลย

งงไปหมดแล้ว เปิดตอนมาแบบแฮปปี้มาก ตอนนี้บ่อน้ำตาแตก

รู้สึกล้มเหลวยังไงก็ไม่รู้แฮะ พยายามจะทำมันให้ได้ แต่การแต่งนิยายให้จบสักเรื่องก็ยังเป็นมิชชั่นที่เฟลซ้ำแล้วซ้ำเล่า TT

ไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาเป็นแบบนี้เลยจริงๆ นะ

ไม่ได้อยากจะทอดทิ้งตัวละครไหนสักตัวเลย

ขอโทษนะ

ต้องไปอ่านชีทสำหรับเรียนวันพรุ่งนี้ต่อแล้วหละ

ฉันอาจจะต้องไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ อาจจะต้องหยุดความฝันในการเป็นนักเขียนไว้ก่อน

อาจจะไม่ได้เจอชื่อนักอ่านที่คุ้นเคยแล้วถ้ากลับมาเขียนใหม่อีกครั้ง 

ถึงจะไม่อยากสูญเสียนักอ่านคนไหนไปเลย แต่มันก็ต้องยอมเนอะ

เจ็บจัง

เป็นนักสู้ก็ต้องมีบาดแผลเป็นธรรมดา

ร้องไห้ไปก็เท่านั้นแหละ

ยอมรับความจริงซะเถอะว่าตอนนี้เธอไม่มีกะจิตกะใจจะกลับไปเขียนนิยายแล้ว

ต้องโฟกัสกับการฝึกงาน เพื่อผลประโยชน์ของผู้รับบริการ ไม่งั้นมันจะผิดจรรยาบรรณนะ อาจารย์ที่ปรึกษาเพิ่งกำชับไว้เมื่อวานเอง

ยอมรับเถอะว่าเราลากมันไปทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้หรอก

เพราะการเผยแพร่งานเขียนออกไปทั้งที่มันยังไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ ไม่ผ่านการตรวจสอบและขัดเกลาจากเราอย่างเพียงพอ ก็ผิดจรรยาบรรณการเป็นนักเขียนของฉันเหมือนกัน

อะไรเหนื่อยก็ต้องวางมันลง ฝากมันไว้ที่อื่นก่อน ใจเรามีแค่นี้ เวลามีแค่นี้ กำลังกายมีแค่นี้

เป็นแค่คนธรรมดาคนนึง ไม่ได้เป็นยอดมนุษย์ ล้มเหลวบ้างก็ได้ เฟลบ้างก็ได้ ทำคนอื่นผิดหวังบ้างก็ได้

ไม่ต้องเป็นที่รักของทุกคนก็ได้ แค่เป็นคนที่ยังรักและภูมิใจในตัวเองอยู่ เท่านี้ก็ดีแล้ว

สู้นะ

ใครที่กำลังสู้อยู่ ก็สู้ไปด้วยกันนะคะ

รีดเดอร์คนไหนที่ผ่านมาอ่าน ให้อภัยเรานะคะ 

มันพิเศษมากเลยที่มีทุกคนอยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ หวังว่าจะได้พบกันใหม่อีกครั้งค่ะ :)




กลับมาย้อนอ่านแล้วรู้สึกว่าหลุดประเด็นแรกไปไกล แต่อารมณ์มันดิ่งจริง555

เรื่องภาษาอังกฤษ ถึงจะไม่มั่นใจแต่ฉันสื่อสารได้จริงนะ อาจจะดูเหมือนทำผิด ethics รึเปล่า ที่รับ client มาโดยไม่พร้อม แต่อันนี้ไม่ใช่เคสที่ต้องการความช่วยเหลือ เป็นนิสิตที่อาจารย์ให้มาลองคุยกับ trainee counselor แบบเรา ถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือเราก็แจ้งอาจารย์ได้ ส่วนความพร้อมก็วัดไม่ได้เนอะว่าต้องพร้อมเท่าไหน แต่ให้ประเมินตัวเองฉันว่าก็พร้อมในระดับที่อยู่กับเคสได้แหละ

ถึงฉันจะยังกลัวภาษาอังกฤษอยู่เหมือนตอนเด็ก และอาจจะยังไม่อยู่ในระดับที่ตัวเองพอใจ แต่ก็ไม่แย่จนทำไม่ได้หรอก เวลาต้องสื่อสารจริงๆ มันก็พรั่งพรูออกมาเอง เหมือนจะดูก๊องแก๊งแต่ตอนทำงานเป็นล่ามคนก็ชมเยอะน้า ครุคริ ก่อนไปทำเคสก็จะเตรียมตัวให้ดีที่สุดแหละ ไปสู้!!!


SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments