ความฝันคือสิ่งที่ฉุดรั้งลมหายใจ
 คนป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอย่างเรา มันมีสิ่งที่อยากทำไม่เยอะหรอก และสิ่งที่อยากทำส่วนใหญ่มันก็ยากซะด้วยสิ เพราะมันยากนี่แหละที่ให้มันต้องใช้เวลากว่าที่จะทำได้สำเร็จ เหมือนช่วยยืดเวลาที่จะต้องมีลมหายใจออกไปอีก

โชคดีที่เราเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ มันทำให้เรามีจินตนาการถึงภาพของความสวยงามถึงสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อถึง และหวังว่าจะได้สัมผัสกับความสวยงามนั้นสักครั้ง พออ่านเยอะ ๆ ก็เริ่มอยากจะเป็นนักเขียนบ้าง พอมีความคิดอยากจะเป็นนักเขียนก็อยากจะเรียนรู้โลกกว้างนี้ให้มากขึ้น เพื่อที่จะสามารถซึมซับความงดงามจากโลกใบนี้และถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ

เราอยู่แต่ในโลกแคบ ๆ ที่ไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ เราเคยมองว่าโลกนี้มันก็เป็นแบบนี้ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน แต่พอได้อ่านหนังสือหลาย ๆ เล่มที่ผู้เขียนได้แรงบันดาลใจมาจากความงดงามบางส่วนของโลก มันทำให้เราเกิดความเชื่อที่ว่า เราจะได้พบสิ่งสวยงามเหล่านั้นบ้าง จากที่โลกนี้มีแต่สีเทา มันก็เริ่มมีสีสันมากขึ้น

เราเริ่มออกเดินทางคนเดียวเพื่อซึมซับความสวยงามที่บริสุทธิ์และได้ค้นพบว่าโลกนี้มีอะไรให้เราต้องค้นหาอีกเยอะ เวลาทั้งชีวิตนี้อาจจะไม่พอที่จะได้เรียนรู้โลกนี้ทั้งหมด ความรู้สึกอยากตายค่อย ๆ หายไป กลายเป็นมีความคิดที่อาจจะดูเพ้อฝันเข้ามาแทนที่

เรามีจุดมุ่งหมายใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ และเราอยากจะทำมันให้สำเร็จ แต่มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมีข้อจำกัดของมันเสมอ งั้นก็โอเค เราลองลดขนาดของความฝันให้เล็กลงหน่อยก็ได้ จะได้รู้สึกว่าความฝันนั้นมันไม่ได้ไกลเกินเอื้อม







สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเราคือการต้องรับรู้ว่าคนที่เรารักมาก ๆ เช่นครอบครัว ไม่อยากจะสนับสนุนให้เราเดินต่อแล้ว “งั้นก็ทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองละกัน” “ทีหลังจะไม่สนใจแล้วว่าจะทำอะไร” ก็ใช่น่ะสิ ความฝันของเรากับความคาดหวังของเค้าตอนนี้มันสวนทางกัน มันก็ผิดที่เราเองแหละที่เคยทำฝันเค้าสลาย เพราะเรียนไม่จบ เรารู้นะว่าพวกเค้าเป็นห่วงเรา แต่สิ่งที่เราอยากได้แต่ไม่เคยได้รับเลยคือความเข้าใจ ทุกคนรอบตัวเราใช้ตัวเองเป็นมาตรฐานในการตัดสินใจที่จะให้เราทำอะไร ไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเราเลยจริง ๆ น่ะหรอ เราไม่เคยกล้าที่จะพูดความรู้สึกที่แท้จริงกับครอบครัวเลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเค้ามีความคิดของเค้าอยู่แล้ว และเค้าก็ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแปลงความคิดนั้น ไม่เคยคิดที่จะพยายามเข้าใจเรา

วันที่เรารู้ว่าเราจะไม่เรียนต่อแล้ว สิ่งแรกที่เราพูด คือ “หนูขอบอกอะไรอย่างนึงนะ หนูทนอยู่ที่บ้านไม่ได้จริง ๆ ขอร้องเถอะนะอย่าขังหนูไว้ที่บ้านเลย” โคตรเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจครอบครัวเลยใช่มั้ย 55555 ตอนที่เรายังเรียนอยู่ในช่วงปีสี่ สิ่งที่เราคิดตลอดคือ เราต้องเรียนให้จบให้ได้ เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะหนีออกจากบ้านได้ บ้านอาจจะเป็น comfort zone สำหรับใครหลาย ๆ คน แต่สำหรับเรามันไม่ใช่ไง

เราเกลียดคำว่าครอบครัวจนเราไม่คิดที่จะมีลูก เพราะเราไม่รู้ว่าตัวเองจะดีพอที่จะทำให้เด็กคนนึงโตมาแบบไม่มีปมได้รึเปล่า การเลี้ยงดูคนๆนึงให้โตมามีสุขภาพจิตที่ดีมันยากมาก ๆ เลยนะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อแม่หรือคนที่เลี้ยงดูทำมันส่งผลกระทบต่อคน ๆ นึงทั้งหมด เราเป็นคนที่โตมาแบบขาด ๆ เกิน ๆ ต้องเป็นเด็กเก็บกด เป็นวัยรุ่นที่มีปัญหา และกำลังจะเป็นผู้ใหญ่ที่ล้มเหลวในการใช้ชีวิต

เรารู้ว่าเราไม่ควรโทษพวกเค้าเลย เค้าให้เราในสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เค้าจะทำได้แล้ว แต่บางความหวังดีมันทำร้ายเรามากจริง ๆ เราเคยโทษตัวเองที่มีแต่ Negative thought จนเราได้รับการรักษาแล้วได้ค้นพบว่าตัวตนของเรายังถูกครอบงำด้วยเด็กห้าขวบที่โกรธครอบครัวอยู่ เด็กคนนั้นเป็นเด็กที่ขาด เป็นเด็กมีปม เค้าเกรี้ยวกราดมาก ๆ หมอพยายามค้นลงไปลึก ๆ ทุกสิ่งในใจล้วนเกิดจากความรุนแรงจากครอบครัว ทั้งการกระทำทางร่างกายและจิตใจ เราโตมาโดยไม่สามารถโต้แย้งหรือทำให้เค้าเข้าใจในตัวเราได้ พอได้รู้อย่างนั้น เราก็ไม่เคยมองครอบครัวเหมือนเดิมอีกเลย อย่าว่าแต่ตอนเด็กเลย ทุกวันนี้เรายังต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เหมือนเดิม เหมือนกับเมื่อ 20 ปีที่แล้วอยู่เลย เราไม่ได้โดนตีแล้ว แต่การพูดอะไรบางอย่างของพวกเค้า ทำให้เรายิ่งชิงชังกับการต้องอยู่กับครอบครัว

ใคร ๆ ก็พูดว่าเราโชคดี ทั้งๆที่เสียแม่ไปตั้งแต่เด็ก แต่ก็มีคนที่รักเรามาก ๆ คอยดูแลเราอยู่ เราจะพูดยังไงนะ เค้าถึงจะเข้าใจว่า แค่ความรักมันไม่พอหรอก ความเข้าใจ ความเชื่อมั่นต่างหากที่เราต้องการ

ครอบครัวเราน่ะ มีแต่คนป่วยทางจิตทั้งนั้นเลย พ่อก็ป่วยแบบนึงจนไม่สนใจอะไร ย่าก็วิตกกังวล แม่ก็เคยซึมเศร้า แม่เคยกรีดตัวเอง (เหมือนที่เราทำเลย) น้องก็ซึมเศร้า เรายิ่งรู้สึกว่าเราไม่ควรมีลูก ไม่ควรมีครอบครัว เพราะเราจะส่งต่อความทรมานที่เราเคยเผชิญให้พวกเค้าโดยไม่รู้ตัว เรารู้ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน เราไม่อยากให้ใครต้องใช้ชีวิตด้วยความทรมานแบบเราอีก

เราเองก็ใจร้ายกับครอบครัวและทำร้ายพวกเค้ามาเยอะ เราก็ไม่เข้าใจพวกเค้าเหมือนที่พวกเค้าไม่เข้าใจเรานั่นแหละ ต้องทนอยู่แบบนี้ไปตลอดเลยหรอ เค้าจะเคยรู้รึเปล่านะว่าการที่เราจะฆ่าตัวตายไม่ใช่แค่เพราะเราอยากหนีจากความเจ็บปวด แต่เราอยากปลดปล่อยพวกเค้าออกจากบ่วงที่มีต่อเราด้วย เรารู้สึกผิดที่ไม่สามารถรักพวกเค้าได้อย่างที่ลูกหลานคนนึงควรรักครอบครัว เราอยู่เค้าก็ทรมาน พอเราจะตายเค้าก็ต้องทรมานอีก ตอนนี้เราก็ไม่รู้ว่าควรทำไงดี แต่ไม่ได้พยายามฆ่าตัวตายอีกแล้ว

ความคิดเราป่วยเนอะ มันบิดเบี้ยวมากเลยแหละ เราค่อนข้างเหนื่อยแล้วกับการที่ต้องพยายามเข้าใจความคิดของคนปกติ เรามีข้อโต้แย้งในใจเสมอ แม้แต่กับความคิดของตัวเอง เราเคยเป็นคนที่มีความสุข แต่นี่มันก็นานมากแล้วที่เราไม่รู้สึกถึงความสุขและความสบายใจแบบนั้น เราไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พบมันอีกสักครั้งรึเปล่า “ความสุข”

SHARE

Comments