ศาสนาเจ้าปัญหา
*โพสต์นี้ไม่มีเจตนาลบหลู่ความเชื่อ หรือศาสนาใดๆที่มีอยู่ แต่อาจมีบางเนื้อหาที่อ่านแล้วขัดตาบ้าง เพราะนั่นเองก็เป็นความเชื่อของเรา และใครอีกหลายๆคนที่ไม่กล้าจะพูดมันออกมา
*อาจจะมีบางช่วงมีคำภาษาอังกฤษแทรกมาบ้าง เนื่องจากอธิบายได้ดีกว่า และอาจจะนึกคำไทยไม่ออก ฮ่าๆๆ

ตั้งแต่เกิดมาจนโตขนาดนี้ ไม่เคยนึกเลยว่าจะมีวันที่ต้องมาเถียงเรื่องศาสนากับแม่
"ชาติ ศาสน์ กษัตริย์" เป็นหัวข้อที่คนไทยคิดว่าเป็นเรื่อง sensitive เกินกว่าที่เราจะเอามาพูด
มาวิเคราะห์
แม้แต่กับคนในบ้านก็อย่ายกมาพูดเลยดีกว่า

เรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะ ศาสนา เป็นความเชื่อส่วนบุคคล
เหมือนกับการเชื่อเรื่องผี เชื่อเรื่องลูกเทพ เชื่อเรื่องกินฉี่

วันนี้
แม่: ปีนี้วันเกิดตรงกับวันเสาร์ ไปใส่บาตร ถวายสังฆทาน แล้วอยากทำอะไรต่อ
เรา: (เงียบไปแปบนึง)... ไม่อยากทำอะไรเลย อยากตื่นสายๆ แล้วก็ไปกินข้าว
แม่: อ้าวทำไมล่ะ ก็จะได้เป็นสิริมงคล ทำบุญเอาไว้บ้าง
เรา: ก็ตอนนี้มันไม่ได้นับถืออะไรแบบนั้นแล้ว มันไม่ได้อยากเชื่ออะไร
แม่: (จุดนี้คือดูช็อกมาก) นี่ไปทำอะไรมาเนี่ย
เรา: ไม่ได้ทำอะไรมา แค่ไม่ได้นับถือแบบนั้นแล้ว ถ้าอยากทำดีก็แค่เป็นคนดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนพอ ทำบุญก็ไม่เห็นจำเป็นต้องทำในวัด ไม่เห็นจำเป็นต้องสวดมนต์ ใส่บาตร มันทำดีนอกวัดก็ได้
แม่: นี่พอลูกพูดแบบนี้ แม่ก็ต้องกลับไปคิดใหม่แล้วนะเนี่ย ว่าเลี้ยงลูกมายังไง
เรา: (ในใจตอนนี้ได้แต่ร้องว่า ว้อทททท) มันไม่เกี่ยวเลย คนเราจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไรก็ได้ ไหนแม่บอกนับถือศาสนาอะไรก็ได้ไง ไม่นับถือก็ได้เหมือนกัน คนที่นับถือพุทธ เข้าวัดบ่อย แต่เป็นคนไม่ดีก็มีเยอะแยะ
แม่: ศาสนาอื่นก็มีเหมือนกันนั่นแหละ ไม่ใช่แค่พุทธ
เรา: เอ้า เห็นมั้ย เพราะแบบนั้นการที่จะเป็นคนดีก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องนับถือศาสนา หรือต้องเข้าวัดทำบุญ มันอยู่ข้างนอก(วัด) ถ้าทำดี ก็เป็นคนดีได้เหมือนกัน
แม่: นี่อุตส่าเรียนโรงเรียนพุทธมา
เรา: มันไม่เกี่ยวสักหน่อย เพราะเรียนมานั่นแหละ ถึงเข้าใจว่าคำสอนมันเป็นยังไง ความเชื่อมีตั้งหลายแบบ เพราะงั้นเชื่ออะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ศาสนา
แม่: ไม่จริง ไม่งั้นจำมีปาฏิหารย์ได้ยังไง ไปศึกษามาใหม่เลย ลองไปคิดเอา

จุดนี้แม่คงคิดว่าอีนี่ไปฆ่าใครมา ไม่ก็หาว่าเลวไปละ ฮ่าๆๆๆๆ

พอมาเจอกับตัวจริงๆถึงได้รู้ว่า เออ แม่ง sensitive จริงๆ
นี่ขนาดไม่พูดว่า อ๋อไม่เชื่อเรื่องบุญ บาป มันไม่มีจริงหรอก หรือพระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้
หรือทุกความเชื่อก็เป็นสิ่งที่คนสร้างขึ้นทั้งนั้น มันเป็นแค่ความเชื่อหนึ่งที่คนตัดสินใจเอามาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และปฏิบัติตามเพื่อที่ตัวเองจะได้สบายใจ แล้วรู้สึกว่าได้อะไรกลับมา

เราเป็นคนที่ถึงจะไม่เชื่อ แต่ไม่เคยบอกคนอื่นว่า ความเชื่อของคุณเป็นเรื่องที่ผิด
ทุกความเชื่อถูกสำหรับใครบางคนเสมอ และความไม่เชื่อของเราก็ถูกสำหรับเรา
ไม่มีใครสามารถบังคับให้ใครเชื่อ หรือไม่เชื่ออะไรได้

จริงอยู่ที่ตอนนี้เป็นแบบนี้เพราะ ประเทศไทยนานๆๆๆมาแล้ว 
บอกให้คนเชื่อคำสอนของพระพุทธศาสนา
คนที่ไม่เชื่อเป็นคนนอกรีต และบาป
โรงเรียนแทบทุกโรงเรียนมีสวดมนต์ตอนเช้าเพื่อหวังว่า จะใส่ความเชื่อเหล่านี้ลงไปในหัวเด็กได้
เราเอาคำว่า วัฒนธรรม และการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาขังคนไว้ เพื่อที่เขาจะได้ไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนศาสนาหรือ ไม่เชื่อขึ้นมา

แต่ความจริงแล้วศาสนาไม่ใช่ Fixed belief หรือมันไม่ใช่ความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ศาสนาเปลี่ยนแปลงได้ตลอด วันนี้เราเป็นพุทธ อีกสามปีเราอาจจะเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับคริสต์
แล้วหันมานับถือพระเจ้าแทนก็ได้ หรือวันหนึ่งเราอาจจะไม่นับถืออะไรเลย แต่เชื่อในความรู้
นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด

ทุกวันนี้คนหลายคนก็เข้าใจกันดีอยู่แล้วลึกๆในใจว่า การนับศาสนาไม่ใช่สิ่งที่บอกว่า
คนคนนั้นคือคนดี หรือคนไม่ดี แต่เราแค่ไม่ยอมรับมัน เพราะเรายังรู้สึกว่า
ความเชื่อของเราต้องถูกสิ ไม่งั้นทุกๆอย่างที่พยายามทำมามันก็เสียเปล่า
บุญที่ทำมา สวดมนต์ ฟังเทศน์
ทุกอย่างที่ทำแล้วเชื่อว่าจะส่งต่อไปถึงชาติหน้า สะสมไว้ชีวิตจะได้ดีขึ้น
แต่ถ้าสุดท้าย เราเชื่อว่ามันไม่จริง มันไม่ได้เป็นช้อยส์เดียวที่ถูกต้อง 
เราก็ไม่สามารถทนกับความรู้สึกนั้นได้
ดังนั้นคนหลายคนเลยทิ้งความสงสัยกับคำถามต่างๆไว้ 
เพื่อที่จะได้สบายได้กับความถูกต้องของตนเอง

รู้มั้ยว่าคนเรา ทำไมถึงได้เชื่อเรื่องศาสนามากขนาดนั้น
คำตอบนึงที่เราคิดได้คือ เพราะมันมีเรื่องราว

ศาสนาพุทธมีเรื่องพระพุทธเจ้า
ศาสนาคริสต์มีเรื่องพระเจ้า พระเยซู
ศาสนาอิสลามมีเรื่องพระอัลลอฮ์

เรื่องเล่าทั้งหลายเกี่ยวกับบุคคนที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อเหล่านี้เล่าว่า
ถ้าคุณอยู่ในศาสนาเรา และทำตามเรา สุดท้ายคุณจะพบเจอแต่ความสุข
คุณจะไปเกิดเป็นเทวดา คุณจะพ้นทุกทั้งปวง

เรื่องเหล่านี้ทำให้คนสบายใจ
เพราะเชื่อว่าสุดท้าย ถ้าตัวเองทำตาม จุดจบก็จะสวยแน่นอน
การันตีจากเรื่องเล่าที่มีมายาวนานกว่าพันปี และตัวละครที่พบเจอ
Happy ending

ในทางกลับกัน ตัวละครที่ไม่ดีหรือทำผิดคำสอนก็จะเจอแต่ Bad ending
เพราะงั้นคนเลยพยายามที่จะไม่ออกจากศาสนา หรือทำผิดคำสอน

เราก็ยังเชื่อเสมอว่า ไม่มีศาสนาใดที่ดีที่สุดหรือที่แย่ที่สุด
คำสอนของแต่ละศาสนามีจุดประสงค์ที่ดีในตัวของมัน
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณจะสามารถบังคับให้คนที่ไม่เชื่อไปเชื่อได้
คุณไม่สามารถกล่าวหาใครได้ว่า ไม่นับถือศาสนาเป็นเรื่องที่ผิด
เป็นสิ่งที่เลวร้าย เป็นเรื่องไม่ปกติ

วันนี้ความคิดเดิมๆอย่างเช่น คนในครอบครัวห้ามนับถือศาสนาอื่นนอกจากพุทธ
หรือห้ามไม่นับถือศาสนา น่าจะหมดไปได้แล้ว
ในเมื่อเราสอนว่าคนทุกคนต้องเคารพความคิดของผู้อื่น ไม่ดูถูกความเชื่อที่แตกต่าง
ดังนั้นเรื่องศาสนาก็ควรจะมีบรรทัดฐานเดียวกัน

แทนที่เราจะบอกว่า "อย่าคุยกันเลยเรื่องศาสนา มัน sensitive"
เราควรจะพูดใหม่ว่า "เรามาคุยกันเถอะ เรื่องศาสนาที่แตกต่าง เรื่องคำสอนที่คล้าย และไม่คล้าย เรื่องความเชื่อที่หนึ่งศาสนาเห็นว่าแปลก แต่อีกศาสนาเห็นว่าสมเหตุสมผล"
เราสมควรจะเปิดกว้างยอมรับเรื่องพวกนี้ได้แล้ว
แทนที่จะเก็บคำถามเงียบๆไว้ เพราะมัวแต่กลัวว่าจะเกิดการขัดแย้ง
เรามาพูดคุย วิเคราะห์ และพยายามเข้าใจเรื่องที่เราไม่เคยเข้าใจจริงๆเลยสักครั้งไม่ดีกว่าเหรอ

SHARE

Comments

lostar
1 month ago
คิดเหมือนกันเลยค่ะ เราให้เกียรติกับความคิดของทุกคน แต่ทำไมเราถึงไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้นตอบกลับหรือคะ เป็นเรื่องน่าเศร้ามากๆเลยค่ะ
Reply
HoneySeason
1 month ago
ถึงใครจะไม่เข้าใจ แต่การที่เรามั่นคงกับจุดยืนของเราก็คิดว่าแค่นี้ก็พอและ :)
nokko
1 month ago
เขียนได้ดีมาก ชอบ
Reply
HoneySeason
1 month ago
ขอบคุณมากค่าาา จริงๆเหมือนเป็นความในใจที่อัดอั้น ฮ่าๆๆๆ