5 ข้อคิดเพิ่มพลังบวกในการทำงาน
เวลาที่เราเริ่มหมดแรงกับการทำงาน หรือรู้สึกไม่ดีกับความท้าทายที่ต้องเจอ จะมีวิธีคิดอย่างไรที่จะช่วยให้เรายังคงทำงานตามหน้าที่ต่อไปได้ ลองมาดูวิธีคิด 5 ข้อนี้ ที่จะช่วยให้เรามีแรงฮึดให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง

1. เงินเดือนมาจากไหน ตอบแทนให้มากกว่านั้น
คิดถึงที่มาของค่าจ้าง เงินเดือน หรือโบนัสที่ได้รับว่ามาจากไหน เช่น มาจากภาษีของประชาชน ค่าเทอมของนักศึกษา กำไรของบริษัท หรือการอุดหนุนของลูกค้า เราจะได้ทำงานด้วยความสำนึกรู้คุณ ไม่ลืมที่มา และทำงานอย่างมีพลังมากขึ้น เช่น เราคงไม่สามารถทำงานเช้าชามเย็นชามได้ เพราะรายได้ของเรามาจากภาษีประชาชน หรือเราตั้งใจให้บริการที่ดีกับลูกค้ามากขึ้น เพราะเงินเดือนของเรามาจากคุณลูกค้านี่ล่ะ

 
2. หารเงินเดือน เป็นค่าจ้างรายวัน แล้วทำให้คุ้ม
ถ้าเงินเดือนของเราเป็นหมื่น ลองหารเฉลี่ยดูว่า เท่ากับเราทำงานได้ค่าจ้างวันละเท่าไหร่ เราทำงานคุ้มกับค่าจ้างที่ได้รับไหม และถ้าเราเป็นคนจ่ายค่าจ้างนี่เอง เราอยากได้คนทำงานแบบไหน เราก็ทำงานแบบนั้นล่ะ เช่น เงินเดือน 30,000 บาท เฉลี่ยแล้วรายได้ต่อวันเท่ากับ 1,000 บาท เงินจำนวนนี้ เราทำงานอะไรบ้าง เราใช้เวลางานไปกับการทำงานจริงหรือเปล่า แล้วงานที่เราทำออกมามีคุณภาพสมราคาค่าจ้างไหม พอคิดอย่างนี้แล้ว เราก็จะไม่ขี้เกียจอีกต่อไป เพราะถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจเราก็คงเลิกจ้างคนขี้เกียจแล้วล่ะ


3. จ้างหลักพัน เล่นหลักหมื่น
คำๆ นี้เคยได้ยินมานาน ใช้เรียกนักแสดงที่เชิญมาออกรายการทีวี แล้วเล่นเต็มที่ เล่นเกินกว่าค่าจ้างที่ได้รับ ซึ่งนักแสดงที่เป็นแบบนี้ ค่อนข้างมีพลังมากทีเดียว ถ้าเราลองเอาคำนี้มาใช้กับงานของเราบ้างล่ะ งานที่เราทำมันจะกลายเป็นผลงานที่มีมูลค่าสูงขนาดไหน เช่น จะพิมพ์รายงานเรียบๆ อ่านเรื่อยๆ ก็ได้ แต่พอเราใส่แม่แบบ Template รายงานให้ดูมีสีสันน่าสนใจ รายงานนั้นก็ดูดีมีราคาขึ้นมาทันที คนอ่านก็ยิ่งเห็นถึงความใส่ใจ ความตั้งใจทำงาน

เราอาจจะคิดว่า ได้ค่าจ้างเท่าไหร่ ก็ทำงานแค่นั้นสิ อย่าไปทำเยอะ แต่เท่าที่เห็นคือ ผลงานออกมาไม่ดีสมค่าจ้างที่ได้รับเลย เพราะเบรกพลังที่จะสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมาดี เพียงเพราะคิดแบบนั้น แล้วยิ่งถ้าเราทำงานออกมาดีมากเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะได้งานสำคัญ และก้าวหน้าในงาน มันก็มีโอกาสมากขึ้นหลายเท่าตัวเลย ไหนๆ ก็ทำงานแล้ว อย่าไปกั๊กความสามารถที่มี ลุยเต็มที่ เพื่อให้งานออกมาดี เราเองนี่ล่ะ..ที่จะภูมิใจ แถมสนุกกับงาน


4. ดูถูกงาน เท่ากับดูถูกตัวเอง
อ่านคำนี้แว้บแรก อาจจะรู้สึกเครียดเบาๆ มันจะให้พลังบวกกับเราได้อย่างไร ในเมื่อไม่ใช่คำพูดเพราะๆ แต่บางครั้งคำพูดแบบนี้ล่ะ ที่จะให้สติเราได้ดีทีเดียว เรากำลังเป็นแบบนี้อยู่หรือเปล่า “ดูถูกงาน” เช่น งานมันน่าเบื่อ..ไม่เห็นจะสนุกเลย เอาอีกแล้วมีแต่เรื่องให้ต้องแก้ไม่เว้นแต่ละวัน งานเยอะ..แต่เงินได้นิดเดียว เป็นต้น

หรือว่า “ดูถูกลูกค้า/ผู้รับบริการ” เช่น คนๆ นั้นแต่งตัวดูราคาถูกจัง ทำไมคนนี้ยังไม่เข้าใจสักที..ต้องให้อธิบายกี่รอบนะ เป็นต้น เรากำลังคิดแบบนั้นบ้างหรือเปล่า แบบที่เรียกว่า กำลังดูถูกงาน ดูถูกคนโดยไม่รู้ตัว เมื่อเราดูถูกงานที่เราทำ เราก็จะทำแบบขอไปที เพราะไม่เห็นว่างานนั้นจะมีคุณค่าอะไร ทำไปก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นมา ดูถูกงานไม่พอ เผลอดูถูกคนอื่น มองคนอื่นที่ภายนอก จึงทำให้เราให้บริการลูกค้าไม่เท่าเทียมกัน เลือกที่รักมักที่ชัง

การดูถูกงาน ดูถูกลูกค้า ก็เหมือนกับว่าเรายังไม่รู้จักงานนั้นดีพอ ไม่รู้ว่า งานที่เราทำช่วยแก้ไขปัญหาให้ผู้คน ดังนั้น เราจึงไม่พ้นที่จะต้องเจอปัญหาให้แก้ งานเรียบๆ เรายิ่งต้องทำให้มันไม่ธรรมดา เพื่อให้มันมีคุณค่ากว่าที่เคยเป็น งานเยอะ..แต่เราไม่พยายามจัดการให้มันง่ายขึ้น เราใช้ความสามารถธรรมดา แล้วจะเอาเงินเดือนที่ไม่ธรรมดาได้อย่างไร เวลาที่เราดูถูกงานเท่ากับว่าเราไม่ยอมรับงานนั้นด้วยใจ ก็เลยทำไปวันๆ

และเท่ากับเราดูถูกตัวเอง ดูถูกที่ตัวเองมาเลือกงานนั้น ดูถูกว่าตัวเองทำได้ไม่ดี ดูถูกว่าพิสูจน์ตัวเองไม่ได้ ยิ่งกับลูกค้าหรือผู้รับบริการด้วยแล้ว ถ้าเราไปดูถูกเขา ก็เท่ากับดูถูกความสามารถของตัวเองที่ไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นให้เข้าใจ หรือไม่มีวิธีการบริการที่ง่ายและรวดเร็ว ดูถูกความคิดของตัวเองที่ไม่สามารถมองคนอื่นได้อย่างเท่าเทียม ตัดสินคุณค่าของคนที่รูปลักษณ์ภายนอก และทำให้ไม่สามารถให้บริการด้วยใจกับคนทุกประเภทได้

เมื่อไหร่ที่เราเผลอบ่น หรือโทษใครในเวลาทำงาน รีบดึงสติแล้วบอกว่า เรากำลังดูถูกงานและดูถูกตัวเองอยู่นะ เราจะต้องพิสูจน์ตัวเองสิ ว่าเรามีความสามารถพอที่จะทำงานนี้ได้ หรือถ้างานนี้มันง่ายเกินไป ก็ยิ่งต้องแสดงให้เห็นว่า คนไม่ธรรมดาอย่างเราจะทำให้งานง่ายๆ มันเป็นมืออาชีพได้อย่างไร


5. ทำหน้าที่ของเราให้ดี จะได้ตอบคำถามได้
แต่ละวันที่เราทำงาน อาจจะมีบางวันที่เราต้องเจอกับความท้าทาย มีปัญหาอุปสรรคให้ต้องแก้ไข ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เราจะต้องเจอ บางเรื่องเราก็จัดการได้ง่าย หรือถ้าไม่ง่ายแต่เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเรา อย่างไรแล้วก็ต้องจัดการให้ผ่านไปได้ด้วยดี แต่มีบางเรื่องนี่สิ ที่อาจต้องคิดหนักหน่อยว่า จะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี มันใช่หน้าที่ของเราไหม หรือเราไม่ควรไปยุ่งก้าวก่ายกับเรื่องของคนอื่น

ถ้าเจอปัญหาที่เป็นเรื่องของส่วนรวม เช่น เพื่อนร่วมงานมีปัญหา อย่างน้อยเราก็ควรบอกรุ่นพี่หรือหัวหน้าให้ช่วยหาทางแก้ไข ก่อนจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ไปมากกว่าเดิม หรือถ้าเป็นเรื่องของความไม่ถูกต้อง ไม่ยุติธรรมในที่ทำงาน การที่เรานิ่งเฉย หรือปล่อยให้เขาทำไป ก็เหมือนเราสนับสนุนเขาโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น หน้าที่ต่อสังคมในที่ทำงานก็เป็นเรื่องที่เราต้องรับผิดชอบเช่นกัน

เราแค่ทำหน้าที่ในส่วนความรับผิดชอบของสังคม อย่างในสังคมเล็กๆ ในที่ทำงานก็เช่นกัน อาจจะไม่ต้องลุยเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าตัวใครตัวมัน ใช้ชีวิตสีเทาๆ ที่รู้ว่าอะไรไม่ดี ได้แต่วิจารณ์ แต่ก็ไม่ลงมือช่วยอะไรสักอย่าง เหมือนกับเราอยู่ในชุมชน เกิดปัญหาในชุมชน รู้ว่าสาเหตุอยู่ที่ตรงไหน แต่ไม่บอกใครให้รู้ก็คงไม่ดีเท่าไหร่นัก

ดังนั้น หน้าที่ของคนในองค์กรก็ควรทำให้ดีเช่นกัน เพื่อที่เราจะได้ไปตอบคำถามพระเจ้าได้ว่า เราได้ทำหน้าที่ของเราแล้ว ไม่ได้นิ่งดูดาย หรือปล่อยปละละเลยกับปัญหาที่เจอนะ เพราะเราได้บอกให้เขารู้ เสนอแนะทางออกในสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะบางครั้งคนที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลแก้ไขปัญหาโดยตรง อาจมองไม่เห็นปัญหา เมื่อเราได้ทำหน้าที่ของเราแล้ว ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนที่รับผิดชอบโดยตรง คือ หัวหน้า ผู้บริหาร แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป



เราสามารถเพิ่มวิธีคิดดีๆ ที่ช่วยเพิ่มพลังบวกให้กับการทำงานของเราได้มากขึ้น ด้วยการฝึกมีความคิดสร้างสรรค์ คิดบวก ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการเขียนบันทึกสิ่งที่เรียนรู้ในชีวิตประจำวันลงในไดอารี่ (Diary) ในแต่ละวันมีเรื่องราวของผู้คนให้เราได้สังเกต รับฟัง และเกิดการเรียนรู้ รวมทั้งเรื่องที่เราเจอเองกับตัวทั้งเรื่องดีและไม่ดี เราก็สามารถฝึกคิดบวกได้ 

เราควรฝึกเขียนความคิดบวกลงไปในไดอารี่ทุกๆ วัน เพราะจะช่วยให้เรากลายเป็นคนที่มีความคิดแบบผู้ใหญ่ ที่ยอมรับในความเป็นจริง และกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย เมื่อเราฝึกฝนในการเขียนบันทึกลงไดอารี่บ่อยๆ ถึงเวลาต้องเจอปัญหาความท้าทายใหม่ๆ เราจะสามารถรับมือกับมันได้ง่ายขึ้น เพราะเราได้ฝึกกำลังภายในใจของเราไว้อย่างดีแล้ว

สรุปแล้ว ทุกๆ ข้อ มาจากพื้นฐานของคำว่า “ความรับผิดชอบ”
แค่ทำตามหน้าที่ แต่เพิ่มอีกนิดคือ ทำด้วยใจ
ไม่ว่าจะทำงานอยู่ตรงไหนก็มีความสุขและสำเร็จได้ทุกคน

เพิ่มเติม: มีวิธีคิดที่เพิ่มพลังบวกให้กับชีวิตในทุกๆ ด้าน เอามาปรับใช้กับการทำงานได้นะ เรื่อง “5 วิธีคิดช่วยให้คุณก้าวผ่านปัญหาอุปสรรคได้ง่ายขึ้น” ได้ที่ลิงค์ https://cheer-up.lnwshop.com/b/12

Writer: takuma ^ ^
Cr: photo from app Canva
==========
คัดลอกบทความมาจาก www.cheer-up.lnwshop.com/article
สนใจอ่านบทความพร้อมภาพประกอบได้จากเว็บนั้นนะคะ
แต่จะทะยอยลงใน storylog เพื่อความสะดวกอีกทางหนึ่งค่า
SHARE
Written in this book
Start your new life by Diary
ไดอารี่ช่วยให้ชีวิตสุขสำเร็จได้อย่างไร ไปแลกัน!
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments