มิตรภาพต่างวัยในปี 2558
ถนนสองเลนส์เล็กๆในซอยดังกลางเมืองหลวง.มีชุมชนเล็กๆเกือบถึงต้นซอยนั้นอยู่.
ซึ้งเต็มไปด้วยผู้คนเดินพลุกพล่าน.และมอไซย์รับจ้างวิ่งผ่านไปมา. ตลอดจนร้านแผงลอยมุงด้วยสังกะสีขนาดยาวไม่มาก มีอาหารปิ้งย่าง ส้มตำ และของทอดวางขายคู่กัน. ยายเล็กที่ตัวก็เล็กสมชื่อกำลังยืนตำส้มตำจนแคร่สะเทือนนั้น.ขมวดคิ้วที่เหี่ยวย่นเข้าหากันเล็กน้อย.อาจจะเพราะความเมื่อยที่ข้อมือที่กำสากไม้เป็นเวลานานก็ได้. แต่ฉันก็ไม่รู้ว่ายายแกวันหนึ่งต้องตำกี่ครก มะละกอในถุงที่ยังไม่สับนั้นจะหมด.แต่คิดว่าคงใช้เวลาหลายชั่วโมง. ฉันย้ายมาเช่าห้องรายเดือนราคาพันต้นๆ ที่ใช้แผ่นไม้กั้นห้องขนาดเล็กให้เช่า. ห้องน้ำรวม ลานซักล้างตากผ้ารวมแต่อยู่สูงถึงชั้นสี่ มีบรรไดชันและสูงมากจนต้องจับราวและนั่งลงมาทีละคั้นเพราะกลัวจะหัวทิ่มตกลงมาคอหักตาย. เจ้าของตึกแบ่งเช่าเป็นอาม่าที่อยู่คนเดียว และแกก็อยู่ชั้นหนึ่ง คอยสอดส่องคนเข้าออกตึกเช่าหลังนี้.แน่นอนห้องแบ่งเช่าเป็นหอหญิงเท่านั้น.ความปลอดภัยจึงดีหน่อย.ในทุกๆเช้าฉันจะเดินออกจากตึกผ่านร้านเพิงส้มตำป้าทุกวัน เช้าตรู่จะได้กลิ่นทอดปลาโชยมาเรียกน้ำย่อยทุกวัน.แต่เสียดายที่ไม่เคยได้ซื้อเพราะกว่าจะจัดร้านเสร็จก็สายโด่งแล้ว. จะมีโอกาสก็เสาร์-อาทิตย์เท่านั้นแหละ.
เสาร์วันแรกของเดือน ด้วยความที่ห้องมีขนาดเล็กแต่ก็ใหญ่กว่าเตียงสามฟุดมาหน่อยนั้น.ทำให้บางครั้งอึดอัดและเบื่อหน่ายที่จะอยู่ห้อง. ฉันค่อยๆเดินลงบรรไดมาเป้าหมายคือร้านเพิงส้มตำนั้นแหละ.เพราะนี้ก็ใก้ลจะเที่ยงแล้ว.
"ป้าจ้ะขอตำปูปลาร้า ปลาทอด ข้าวเหนียวห้าบาท" ฉันมองหน้าป้าอึดใจสั่งและกวาดสายตาไปรอบๆ ร้านอีกครั้ง  ฉันผู้เสียงอ้อน ยิ่งมาพบป้าหรือยาย ก็มักจะคิดถึงย่าที่สมัยเด็กเคยอ้อน ด้วยความเคยชินจึงส่งเสียงอ้อนๆอ่อยๆไป
"นั่งกินที่ร้านได้ไหมจ้ะ" ฉันยิ้มให้ป้าแกอ่อนๆ 
"นั่งซิ เอาผ้าไปเช็ดโต๊ะเองนะ ยายมือยังไม่ว่าง"
ฉันรับคำและจัดแจงจัดโต๊ะจาน ช้อนซ้อมเอง ลากเก้าอี้พลาสติกเก่าๆมานั่งใกล้ๆแคร่ที่ยังมีที่เหลือวางจานส้มตำได้.
ยายเล็กที่กำสากตำครกสนั่นอย่างตั้งใจ ตักส้มตำใส่จานยื่นมาให้ละถามว่า
 "เพิ่งย้ายมาเหรอ.ไม่เคยเห็นหน้า" 
"จ้ะ...ย้ายมาอยู่ตรงหอในซอยนี้แหละ"
"อ้อ..หอหญิงอาม่านะเหรอ" แกพูดพลางหยิบปลาใส่จานมาวางให้
คำแรกที่เข้าปาก ยอมรับเลยว่าคิดถึงบ้านเก่า
 แซ่บมาก ปลาทอดแม้จะเย็นก็อร่อย หรือเพราะหิวไม่ทราบแต่ก็ช่างเถอะ ดีกว่ามื้อที่ผ่านมาป็นไหนๆ เบื่อแสนเบื่อกับเส้นที่กินเกือบทุกวัน.
"ทำอะไรอยู่หละ..ถึงย้านมาอยู่แถวนี้" ยายเล็กว่างนั่งลงใก้ลๆมือก็สับมะละกอใส่กะละมังเล็กไปพลาง 
"เรียนจ้ะ......ยายขายคนเดียวเหรอ.." ฉันตอบและเปลี่ยนเรื่องคุยทันที มองมีดในมือที่สับมะละกอไปพลางกินไปพลาง
"ก็อยู่คนเดียวขายคนเดียวใครจะมาช่วย ลูกหลานก็อยู่ต่างจังหวัดกันหมด" ยายเล็กบ่นออกมาไม่เบานัก.
ฉันรู้สึกถูกชะตาหรือเพราะไม่ค่อยได้คุุยกับรุ่นป้ารุ่นยายมากนัก.ทั้งถูกชะตาทั้งสงสาร. คุยกันไปมาจึงได้รู้ว่า ยายเล็กต้องตื่นตี 4 มานั่งเตรียมของขายทุกวัน ชีวิตอยู่แต่กับการขายของเตรียมของและตลาดสด ไม่ได้ไปไหนๆเลย.
ฉันคิดว่ายายเล็กคล้ายๆตนเอง แต่ก็ไม่คล้ายไปซะหมดเพราะอย่างน้อยฉันก็มีไปเดินห้าง ดูหนัง และมีเพื่อนที่มหาลัยบ้าง. แต่ก็วนเวียนอยู่เหมือนเดิมซ้ำซากทุกอาทิตย์.

นับจากวันที่ได้คุยกับยายเล็กวันนั้น ฉันก็เป็นทั้งลูกค้าและลูกมือประจำร้านแกทันที
"วันพรุ้งนี้อย่าลงมาสายนะ เสาร์ อาทิตย์ เปิดร้านเช้า"ยายเล็กบอกเบาๆ 
"ไม่ได้หรอกยาย ช่วงนี้จะสอบแล้ว ต้องอ่านหนังสือสอบ อาทิตย์สอบต่ออาทิตย์เลยแหละ จะอ่านไม่ทัน"
"อ้าวเหรอ...งั้นว่างก็มาช่วยยายละกันนะ หิวก็ลงมา" แกมองหน้าสายตาเสียดาย
"จ้ะ...จะลงมาหาบ่ายๆนะ" ฉันบอกและเดินกลับเข้าตึกห้องเช่าทันที. เพราะสายที่เรียนมันยากต้องจำเยอะ ด้วยสมองอันน้อยนิดที่ความจำดั่งปลาทองนั้นคงจะใช้เวลาอ่านทวนหลายรอบถึงจะจำได้ เลยต้องใช้เวลาอ่านมากกว่าคนอื่นอยู่มาก

เมื่อผ่านช่วงสอบไปได้อาทิตย์กว่า มีงานวัดใก้ลๆซอยที่พัก ฉันชวนยายเล็กไปเดินดูของในงานและหามื้อค่ำทาน 
ตรอกซอยของตึกแถวในชุมชุนที่แคบพอให้มอไซคขับผ่านนั้นเป็นทางเข้าบ้านยายเล็ก วันนี้นัดกันไว้ว่าหนึ่งทุ่มจะมารับไปเที่ยวงานวัดกัน.ยายเล็กบอกว่าค่ำนี้จะเลี้ยงหมูกระทะด้วยลาภปากจริง."ยายเลี้ยงเอง ขอบใจที่มาช่วยขายของทุกวันนะ..ขอบใจที่ใจดีกับคนแก่"
"ไม่เป็นไรจ้ะยาย หนูอยากช่วย และอยู่ห้องก็นอนเฉยๆ ไม่รู้จะทำอะไร เพื่อนก็มีน้อย มียายเป็นเพื่อนนี้โชคดีแล้ว หายเครียดด้วย"
ฉันพูดพลางคีบหมูให้ยายพลาง ยายแกเล่าว่านานแล้วที่ไม่ได้มาเที่ยวงานวัดหรือมาเดินอะไรแบบนี้ เพราะขายของเสร็จก็อาบน้ำนอนและตื่นมาเตรียมของขายทุกๆเช้ามืด หลายสิบปีเลยแหละ มีฉันมาคอยช่วยและเป็นเพื่อนแกก็ดีใจมากเช่นกัน. สาวสองวัยต่างแลกเปลี่ยนความรู้สึก.ต่างคนต่างทดแทยในสิ่งที่ขาดหายให้กัน.
ฉันขาดหายญาติผู้ใหญ่ใก้ลชิดในเมืองหลวง.ยายเล็กขาดหายลูกหลานที่ไม่เคยมาเยี่ยมเยียน นอกจากนานๆจะโทรมาหาเท่านั้น

สุดท้ายมีพบก็ต้องมีจาก ช่วงฝึกงานฉันย้ายห้องเช่าไปอยู่ใก้ลมหาลัยมากขึ้น ราคาอาจจะแพงกว่ามากแต่ก็สะดวกตื่นสายได้. นับแต่จากที่ย้ายมา.ยายเล็กและฉันก็ขาดการติดต่อกันไปตามการเวลา. นานๆครั้งจะโทรหาบ้างและก็เงียบหายไปจนถึงปี 2562 นี้แหละ.ฉันยังนึกถึงซอยนั้นเสมอ นึกถึงมิตรภาพต่างวัยของตัวเอง นึกถึงความรู้สึกเหมือนมีญาติผู้ใหญ่อยู่ใก้ลๆและนึกถึงความสบายอกสบายใจที่ได้เจอยาย.แต่ก็เป็นห่วงสุขภาพของยายทุกครั้งเมื่อคิดถึงขึ้นมาป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ เบอร์โทรก็หายไปแล้วจะไปตามหาก็ไม่พบแน่ๆ เพราะครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกันคือ ยายเล็กย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดกับลูกชาย เพราะแกตำส้มตำไม่ไหวแล้ว ปวดข้อมือมากจนกระดูกปูดผิดรูป เพราะการตำครกมาหลายสิบปี.

#ขอบคุณยายเล็กที่ใจดีและคอยเป็นเพื่อนให้ฉันตลอดเทอมที่ผ่านมา.
#เพื่อนต่างวัยตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ

                        "คิดถึง"


SHARE
Writer
DreamStoryline
writer
my dream your dreams

Comments