รู้หรือไม่..เมื่อไหร่ควรพัฒนางาน
คนทำงานส่วนใหญ่คิดว่า การพัฒนางานเป็นการเพิ่มงานให้กับตัวเอง ถ้าจะคิดพัฒนางานก็ต้องทำเมื่อถึงเวลาขอตำแหน่งงานที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็ดีกับอนาคตความก้าวหน้าของเรานะ แต่ถ้าเรารอเก็บเรื่องที่สนใจจะพัฒนางานเอาไว้ทำในตอนนั้น อาจจะสายไป ไม่ทันการ ไม่ทันสมัย 

เช่น สนใจจะทำฐานข้อมูลในอีก 5 ปีข้างหน้า เพราะถึงเวลาต้องเลื่อนตำแหน่งงาน แล้วตอนนี้ล่ะ เราไม่มีฐานข้อมูลสำหรับใช้ในการทำงาน จะทำงานทีนึง ต้องค้นหาข้อมูลกันทุกรอบ ยิ่งถ้าต้องการรายงานด่วนๆ ก็ไม่สามารถสรุปได้เร็วทันใจ และหากเกิดการสับเปลี่ยนหน้าที่ความรับผิดชอบขึ้นมา เราไม่มีฐานข้อมูลให้กับคนใหม่ที่มาทำหน้าที่แทน ก็เท่ากับว่า เขาต้องเริ่มต้นจัดการข้อมูลกันใหม่ แทนที่จะได้พัฒนางานอื่นแทน เท่ากับทำให้องค์กรทำงานช้าลงไปโดยไม่รู้ตัว

ถ้าเช่นนั้น ช่วงเวลาไหนล่ะ ที่จะเหมาะสมที่สุดกับการพัฒนางาน ลองอ่าน 5 สถานการณ์นี้ แล้วตรวจสอบว่า คุณอยู่ในสถานการณ์ไหน แล้วลองลงมือปรับปรุงพัฒนางาน จะพบว่า ชีวิตการทำงานเปลี่ยนไปจากหลังมือเป็นหน้ามือเลยล่ะ


1. เมื่อเจองานยุ่ง งานยาก งานเยอะ
“งานยุ่งอยู่แล้ว จะเอาเวลาไหนมาพัฒนางานล่ะเนี่ย?” นี่คือ สิ่งที่เราคิดเป็นอย่างแรก เมื่อนึกถึงการพัฒนางาน ช่วงเวลานี้แหล่ะเหมาะกับการพัฒนาปรับปรุงงานที่สุด เพราะว่า..เราทำงานสบายๆ แบบเดิมมานาน เลยไม่รู้ว่า วิธีการทำงานแบบเดิม ยังไม่สามารถใช้ทำงานได้ดีในทุกสถานการณ์ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องรับผิดชอบงานมากขึ้น เราจะรับมือไม่ไหว 

เช่น พอมีงานเยอะ เราก็เอาไม่อยู่ พอเจองานยุ่ง เราก็จะยิ่งวุ่นวาย อิรุงตุงนังไปหมด เพราะเดี๋ยวลืมนั่นลืมนี่ หรือถ้าเราเจองานยาก เราก็ยิ่งทำงานช้า เพราะไม่กล้าลุยงานสำคัญ

ดังนั้น เมื่อเจอปัญหาในเรื่องงานเหล่านี้ สิ่งที่ต้องทำคือ กลับมาทบทวนว่า เรามีมาตรฐานในการทำงานหรือยัง
- มีแผนงานรอบปี สำหรับการบริหารเวลาหรือยัง เพราะจะช่วยแก้ปัญหางานเยอะได้อยู่หมัด
- มี checklist สำหรับตรวจสอบความครบถ้วนของงานหรือไม่ เพราะจะช่วยแก้ปัญหางานยุ่งให้ง่ายขึ้น
มีนิสัยในการโฟกัสกับการทำงานสำคัญก่อนหรือเปล่า เพราะจะทำให้เรากล้าทำงานยากได้มากขึ้น


2. เมื่อมีเสียงบ่น
เสียงบ่นในที่นี้มี 2 เสียง คือ เสียงบ่นจากคนรอบข้าง และเสียงบ่นจากตัวเราเอง เสียงบ่น คือ คำพูดที่พูดซ้ำๆ ในเรื่องเดิม

- ถ้าเป็นเสียงบ่นจากคนรอบข้าง ควรรับฟังนะ เพราะนั่นแสดงว่า มีบางอย่างที่ต้องปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น “ลูกค้าบอกว่า เรียบร้อยหรือยังคะ ต้องรีบไปธุระต่อ” เมื่อมีหลายๆ คนพูดทำนองเดียวกัน นั่นแสดงว่า เราให้บริการช้าแล้วล่ะ ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนวิธีการให้บริการ เช่น ถ้านาน อาจจะบอกลูกค้าว่า เมื่อเรียบร้อยแล้วจะรีบติดต่อกลับไป เป็นต้น หากเราไม่มองข้ามเสียงบ่น เท่ากับเราเอาใจใส่สิ่งที่ลูกค้าพูด และรู้ว่านั่นคือความต้องการให้เราทำงานดีขึ้นกว่าเดิม จะรออะไรล่ะ นั่นคือทางออก

- เสียงบ่นจากตัวเราเอง เช่น พูดว่า “ยุ่ง ไม่มีเวลา” “เยอะ เอาไม่ทัน” “น่าเบื่อ” “เพราะเขาทำให้เราเป็นแบบนี้” เสียงบ่นเหล่านี้ กำลังจะบอกตัวเราว่า เราจัดการอะไรไม่ได้เลย เราต้องการความช่วยเหลือ ต้องการความเห็นใจ แต่เราอาจจะไม่รู้ตัวว่านั่นคือ การมีข้ออ้าง เพราะถ้าเราคิดว่า มันเป็นงานที่เรารับผิดชอบ เราเชื่อว่าเราจัดการได้ ยิ่งบ่นไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา มีแต่จะทำให้เราเสียกำลังใจเอง ถ้ารู้ตัวว่าเราเริ่มบ่นก็ควรหยุดบ่นทันที แล้วลงมือจัดการงานให้เสร็จเรียบร้อยดีกว่า

เมื่อเราเปลี่ยนจากเสียงบ่น เป็นการลงมือทำ ลงมือแก้ปัญหา แล้วพบว่า มีเสียงบ่นจากคนรอบข้าง หรือเราเองก็บ่นน้อยลง แสดงว่าเรามาถูกทางแล้วล่ะ


3. เมื่อเบื่องาน
พอทำงานเดิมๆ ซ้ำๆ เป็นธรรมดาล่ะ ที่เราจะรู้สึกเบื่อหน่าย แต่ก็มีบางคนนะที่ยิ่งทำงานเดิม ก็ยิ่งคล่องยิ่งเชี่ยวชาญ เช่น ยิ่งพิมพ์งานก็ยิ่งเร็วขึ้นทุกวัน พนักงานแพ็คของที่ทำงานเดิมๆ ทุกวันแต่แพ็คของได้คล่องและเนี้ยบ หรือคนทำส้มตำ ที่สามารถตำส้มตำได้หลายครกใน 1 ชั่วโมงแถมยังรักษาความอร่อยได้เหมือนเดิม แสดงว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่งานน่าเบื่อแล้วล่ะ ปัญหาอยู่ที่เรา..ที่ไม่ลองทำให้มันสนุก หรือดีกว่าเดิม

- ลองทำงานให้เร็วขึ้น คล่องขึ้น ถูกต้อง 100% จะได้เป็นมือโปรในงานนั้นเลย
- ใส่รายละเอียดในงาน ที่ทำให้งานมีชีวิตชีวามากขึ้น เช่น ออกแบบฟอร์มที่ดูดีขึ้น ปรับปรุงเว็บไซต์ให้น่าสนใจ อ่านง่าย เป็นต้น

แม้กระทั่ง Facebook ยังมีการปรับปรุงรายละเอียดในเว็บไซต์ทุกๆ วัน โดยที่เราไม่ทันสังเกต เช่น ปรับปรุงความเร็วในการเข้าใช้งาน เพิ่มลูกเล่นในแชท เป็นต้น เพื่อให้ผู้ใช้งานรู้สึกสนุกและอยากเข้ามาใช้ทุกวัน เราเองก็ลองปรับเปลี่ยนงานธรรมดาที่เราทำอยู่เป็นประจำทุกวันให้ดีขึ้นแค่วันละ 1 เปอร์เซ็นต์ พอครบ 100 วัน งานนั้นก็จะกลายเป็นงานที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาถึง 100% เลยทีเดียว ยิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในงาน เราจะยิ่งรู้สึกสนุกไปกับงานมากขึ้น 


4. เมื่อเจอปัญหาเดิมๆ
ปัญหาเดิมๆ ที่ไม่ได้รับการแก้ไข จะกลายเป็นความเคยชินจนชินชา มองเป็นเรื่องปกติธรรมดา เช่น ผู้รับบริการรอนานอย่างไรก็อย่างนั้น คิดว่าเป็นเรื่องปกติที่เขาต้องรอ แต่ถ้าลองคิดดูว่า มันอาจกลายเป็นผลกระทบที่เราไม่คาดคิดก็ได้นะ 

เช่น แทนที่จำนวนผู้รับบริการจะมีมากกว่า 100 คน แต่เพราะการให้บริการล่าช้า ทำให้สามารถให้บริการได้เพียง 50 คน หากจำนวนคนที่มากขึ้นส่งผลกระทบต่อยอดขายและกำไร อาจจะกระตุ้นให้เราต้องแก้ไขการให้บริการ แต่ถ้ามันไม่กระทบกับรายได้ของเราล่ะ เราคงไม่คิดจะปรับปรุง แต่ถ้าคิด..ต่อไปอีก จะพบว่า ในอนาคตหากเรายังคงให้บริการล่าช้าแบบเดิม อาจทำให้ผู้รับบริการไปเลือกใช้บริการอื่นที่รวดเร็วกว่า กลายเป็นว่างานเรามีผู้รับบริการน้อย อาจจะต้องยุบงาน หรือได้รับงานเพิ่มเติม เป็นต้น

หากเราไม่รู้ว่า อะไรคือปัญหาเดิมๆ เพราะเราเคยชินกับการทำงานแบบนั้นมานาน ลองสังเกตคนที่มาใช้บริการหรือตัวเราเองว่า รู้สึกอย่างไร ถ้าคนที่มาใช้บริการหรือเราเองแสดงอาการไม่พอใจ เบื่อหน่าย อาจเป็นสัญญาณว่า ควรมีการเปลี่ยนแปลง


5. เมื่อมีงานน้อยหรือมีเวลาว่าง
หลายคนมองว่า มีงานน้อยสิดี แต่ลองถามต่ออีกที รู้สึกว่า ทำงานไปวันๆ ไหม ถ้าเรามีเวลาว่าง หรือมีงานน้อย นั่นล่ะคือ โอกาสที่เราจะพัฒนางาน พัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้ เพราะเรามีเวลาว่างมากกว่าใครๆ มากพอที่จะมองเห็นได้ว่า อะไรที่เราควรปรับปรุงหรือพัฒนา เช่น มีเวลาศึกษางานนั้นให้รู้ลึกรู้จริงจนเชี่ยวชาญ ฝึกทำงานนั้นจนชำนาญ พัฒนาการบริการให้รวดเร็วกว่าเดิม มีเวลาไปอบรมสัมมนา เป็นต้น

แต่ก็มีหลายคนที่มองว่า จะหาเรื่องพัฒนางาน เพิ่มงานทำไม ยิ่งเขาเห็นว่าเราทำได้ เราจะยิ่งได้งานมากกว่าเดิม คิดสั้นๆ แบบนั้นน่ะได้ตรงความสบายแค่ชั่วคราว แต่ว่า..โอกาสก้าวหน้าในระยะยาว คงถอยห่างเราไปไกล


มีอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เราสามารถพัฒนางานให้ดีขึ้นทุกๆ วันๆ ละนิด ด้วยวิธีการง่ายๆ คือ การเขียนวางแผนหรือบันทึกลงไปในไดอารี่ (Diary) ในส่วนของปฏิทินรายเดือนว่า แต่ละวันเราจะทำให้งานดีขึ้นจากเดิม 1% อะไรบ้าง เช่น ถ้าตั้งเป้าหมายว่า เดือนนี้เราจะปรับปรุงเว็บไซต์ เราก็เขียนวางแผนหรือบันทึกลงไปว่า แต่ละวันเราปรับอะไรบ้าง 

ตัวอย่างเช่น วันที่ 1 ปรับรูปแบบให้น่าสนใจ วันที่ 2 ปรับเนื้อหาให้เป็นปัจจุบัน วันที่ 3 เพิ่มภาพสร้างสีสัน วันที่ 4 เพิ่มความเร็วในการใช้งาน วันที่ 5 ปรับให้รองรับกับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟน วันที่ 6 สร้างคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ เพิ่ม SEO Google (ติดอันดับต้นๆ ในการค้นหา) ปรับวันละนิด การเขียนลงไปในไดอารี่ ช่วยให้สมองได้เรียบเรียงความคิด ทำให้เห็นภาพรวมว่า แต่ละวันทำอะไรบ้าง เกิดไอเดียดีๆ เพิ่ม พอครบ 1 เดือน เราจะเห็นความก้าวหน้าในงาน กลายเป็นงานที่มีคุณภาพกว่าเดิม

การพัฒนางาน จะช่วยพัฒนาตัวเราให้เติบโตขึ้น สามารถรับความท้าทาย กล้าเผชิญหน้า มีความยืดหยุ่น มีแผนในการทำงาน มีความเอาใจใส่ ยอมรับในความแตกต่าง รับฟังความคิดเห็น มีความรอบคอบ ฯลฯ 

สิ่งเหล่านี้คือ จุดแข็งที่แต่ละคนสามารถนำไปใช้ในการพัฒนางาน พัฒนาตนเอง จนประสบความสำเร็จในชีวิต และเราสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการพัฒนางานไปใช้ในอนาคตได้อีกด้วย เช่น ทำธุรกิจ หรือแม้กระทั่งใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การดูแลครอบครัว เป็นต้น การพัฒนางานมีข้อดีขนาดนี้แล้ว จะช้าอยู่ใย..ลุยเลย!!


Writer: takuma ^ ^
Cr: photo from app Canva
==========
คัดลอกบทความมาจาก www.cheer-up.lnwshop.com/article
สนใจอ่านบทความพร้อมภาพประกอบได้จากเว็บนั้นนะคะ
แต่จะทะยอยลงใน storylog เพื่อความสะดวกอีกทางหนึ่งค่า
SHARE
Written in this book
Start your new life by Diary
ไดอารี่ช่วยให้ชีวิตสุขสำเร็จได้อย่างไร ไปแลกัน!
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments