สุขนิยม (?)

“หนูไม่กดดันเลยค่ะ สบายๆ เมื่อเช้าเรียนเก้าโมง ยังตื่นสายเลยเข้าเลทไปชั่วโมงนึงเลย”

“เฮ่ย! ไม่ได้สิ นั่นมันเรียกขาดวินัยแล้ว”

ฉันยิ้มขำเมื่อเห็นสีหน้าตกอกตกใจของรุ่นพี่ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอะไร

ช่วงนี้ทั้งรุ่นพี่ ทั้งอาจารย์ ต่างเป็นห่วงว่าพวกเรานิสิตป.โท ปีสอง จะกดดันและคาดหวังกับตัวเองกันมากเกิน เพราะเป็นช่วงแรกของการฝึกงาน การล้มลุกคลุกคลาน ความผิดพลาด จึงเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา

แต่ดูเหมือนว่าฉันจะไม่ใช่คนที่น่าเป็นห่วง เพราะมีความเชื่อว่า หากได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องมาคิดมาก กดดัน คาดหวัง หรือตำหนิตัวเอง

อีกอย่าง อาจารย์ที่ปรึกษาฝึกงานทั้งสามคนก็ยังไม่ได้ว่าหรือติเตียนอะไร ดูเหมือนว่าฉันจะยังไม่ได้ประสบปัญหาในการทำงาน ยังทำหน้าที่ของตนเองไปได้เรื่อยๆ อย่างสบายๆ

สบายๆ จนรู้สึกเหมือนไม่ได้ทำอะไร

ความเหนื่อยมาจากการเดินทางล้วนๆ

แล้วที่เหนื่อยยิ่งกว่า ก็เพราะเปลืองใจไปคิดมากกับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน 

เช่น ช่วงนี้ภูมิแพ้กำเริบหนักจัง เพราะฝุ่นจากการก่อสร้างในบ้านรึเปล่า สิวขึ้นนี่เกี่ยวมั้ย กินน้ำหวานเยอะ ควรต้องออกกำลังกายรึยังนะ นักอ่านมาถามหานิยายตลอด เมื่อไหร่จะได้กลับไปเขียนล่ะ หรือทำไมเราอกหักอีกแล้ว น้อยใจชีวิตจังเลย

บางทีก็เบื่อนะ ที่ความทุกข์กับความสุขมันจะต้องมาคู่กัน เราจะมีความสุขอย่างเดียวไม่ได้เลย จะบอกว่าตัวเองเป็นพวกสุขนิยม ก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะมีนิสัยคิดมากเป็นทุนเดิม

พยายามจะมีความสุขขนาดไหน สุดท้ายก็ต้องทุกข์ใจอยู่ดี ถึงแม้จะน้อยลงเยอะแล้วก็เถอะ

ทำตัวสบายๆ แบบนี้ ก็รู้สึกละอายใจต่ออาจารย์ผู้สอนที่ทำงานกันหนัก กว่าจะได้มาเป็นอาจารย์ก็คงไม่ง่าย แต่ฉันกลับเป็นนิสิตรักสบาย ทำอะไรตามใจตนเองอยู่เสมอ เช่น ส่งงานช้า ขาดเรียน เข้าเรียนสาย อ่านชีทที่อาจารย์ส่งมาไม่ครบก่อนเข้าเรียน

แต่วันนี้ที่ไปเรียนสาย ก็เพราะฉันไม่ชอบการสอนของอาจารย์ประจำวิชา และยังแอบมีเรื่องติดค้างคาใจกับอาจารย์คนนี้มาตั้งแต่ 4 ปีก่อน อาจารย์คงไม่รู้ตัว และฉันเองก็ยังลืมเรื่องนั้นไปไม่ได้ มันก็เลยไม่มีแก่ใจจะพยายามปรับปรุงตัว

ส่วนวิชาของอาจารย์คนโปรด เหมือนว่าตั้งแต่เปิดเทอมจะยังไม่เคยมาสายสักครั้ง แม้จะตื่นสายขนาดไหน ก็ยังรีบแต่งตัว วิ่งติดจรวดมาเข้าห้องเรียนจนทันเวลาได้ทุกเช้า

ฉันน่ะ ออกอาการปลื้มอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเองจนออกนอกหน้า ติ่งยิ่งกว่าไอดอลเกาหลีที่เคยตามมาเสียอีก อาจารย์เดินผ่านทีก็กลั้นยิ้มจนปวดแก้ม ไม่รู้อาจารย์แกจะสังเกตหรือเปล่า

ก็เป็นความสุขหนึ่งในการมาเรียนเหมือนกันนะ

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงต้องทำตัวเหมือนมีชนักติดหลัง ต้องคอยเก็บอาการ คอยคุมสีหน้าแววตาเวลาอยู่ต่อหน้าอาจารย์ คอยโวยวายใส่เวลาเพื่อนมาแซว 

ฉันแค่ปลื้มอาจารย์เอง ใครๆ ก็เป็นกันไม่ใช่เหรอ

คงเพราะบาดแผลในใจ ที่ตัวเองเคยชอบอาจารย์สมัยปริญญาตรี แล้วพออาจารย์รู้เข้า ฉันก็ไม่กล้าทำตัวสนิมสนม พูดคุยกับอาจารย์เหมือนก่อนหน้า มันก็เลยหวาดระแวงไปหมด กลัวผลที่ตามมา กลัวความคิด กลัวสายตาของคนอื่น

การเป็นเลสเบี้ยนในสัมคมไทย ต่อให้เป็นสังคมของคนมีความคิด เปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ มันก็ยังไม่รู้สึกปลอดภัยขนาดนั้น ฉันจึงเลี่ยงที่จะแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองอยู่เสมอ

แค่ปลื้มอาจารย์ที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ก็รู้สึกเหมือนทำผิดแล้ว ทั้งที่จริงๆ มันก็ไม่ได้เสียหาย หรือทำให้ใครเดือดร้อนเลยนี่นา

ทำไมฉันจะต้องเพ้อ ต้องหวีดอาจารย์อยู่ในทวิตเตอร์อย่างหวาดระแวง แถมล็อกแอคเคาต์กันคนเข้าไปอ่าน จนตอนนี้ฉันติดต่อกับรีดเดอร์/แฟนคลับผ่านทวิตเตอร์ไม่ได้อีกแล้ว

เหมือนมีเสี้ยวส่วนหนึ่งของตัวเอง ที่อยากจะปกป้องใจของตัวเองจากทุกสิ่งที่อาจทำให้มันบาดเจ็บได้ แต่หากฉันทำเช่นนั้น ก็จะเป็นการพรากความสุขในชีวิตประจำวันของฉันไปอย่างร้ายกาจ

ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจตัวเองหรอกนะว่าลึกๆ แล้วฉันต้องการอะไร

ที่เขียนบันทึกหน้านี้ คงเพราะขัดใจที่อยากมีความสุข แต่ก็เป็นทุกข์ขึ้นมาบ่อยๆ โดยไม่จำเป็นละมั้ง

ฉันไม่อยากตั้งใจเรียน เพียงเพราะแค่อยากทำให้อาจารย์พอใจ แต่ถ้าจะเอาเหตุผลที่มาจากตัวเอง ฉันก็ยังหาไม่เจอ

วันนี้เพิ่งทวีตข้อความว่า

บางทีก็คิดนะว่าตัวเองเทเกินไปรึเปล่า เรื่องการเรียน แต่ถ้าทุ่มเทแล้วมันเหนื่อย มันกดดัน เครียด แบบที่เห็นเพื่อน/รุ่นพี่เป็น ชั้นเป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้วอะ พอใจแล้ว พร้อมขยันเมื่อไหร่เดี๋ยวทำเอง


ต่อด้วยอันนี้

หลังผ่านเหตุการณ์เรียน+ทำงานหนักจนอยากตายมาแล้ว ความสนุก ความสุขในการใช้ชีวิตก็กลายเป็น value นึงที่สำคัญในการใช้ชีวิตของเราเลย ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องปล่อยมือจากมันนะ :)



ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเมื่อไหร่ตัวเองจะพร้อมทำให้มันดีกว่านี้

ตอนอายุ 18 ที่ฉันเคยชอบอาจารย์คนนั้น

ฉันสัญญากับตัวเองว่าจะทำชีวิตตัวเองให้ดี หากไปชอบใครอีก จะได้ไม่ต้องรู้สึกต่ำต้อย รู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างสูงส่งจนเกินเอื้อม

จากวันนั้นฉันก็มาไกลมากแล้วนะ

แต่ต่อให้เดินมาไกลแค่ไหน...

สุดท้ายมันก็ยังกลัวอยู่ดีแหละนะ พอเจอคนที่ทำให้นึกถึงตัวเองในวันนั้น

เพราะความสัมพันธ์มันยังไม่ได้รับการซ่อมแซม 

อาจารย์คนนั้นกำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ที่ต่่างประเทศ นี่เข้าปีที่ 5 แล้วก็ยังไม่กลับมา ก็เลยไม่มีโอกาสได้เจอ ได้พูดคุยกันต่อหน้า

ส่วนอาจารย์คนนี้ ซึ่งเป็นอ.ที่ปรึกษาฝึกงานควบตำแหน่งว่าที่อ.ที่ปรึกษาธีสิสของฉัน ก็มีอะไรหลายอย่างที่ประทับใจฉันมากเสียจนกลัวใจตัวเอง

กลัวว่าความรู้สึกที่มี มันจะทำให้ฉันเป็นทุกข์เอาได้ แม้จะยังนึกไม่ออกว่าฉันจะทุกข์อย่างไร

เพราะฉันสนใจเธอมากไปมั้ง สนใจมากเสียจนไม่เป็นอันสนใจใคร 

อายุก็เท่านี้แล้ว แทนที่จะได้ลองคุย ลองคบกับคนอื่นๆ กลับมัวแต่มานั่งกรี๊ดอาจารย์ที่ปรึกษาไปวันๆ แบบนี้เมื่อไหร่จะมีแฟนกับเขาสักที

เมื่อไหร่จะมีความรักที่สมหวัง

เมื่อไหร่จะก้าวผ่านบาดแผลในใจ แล้วกลับไปเขียนนิยายได้แบบไม่หนักใจเสียที

เกรงใจคนอ่านที่เขารออยู่นะ

ฉันน่ะงงไปหมด 

ไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว

แค่อยากมีความสุข แต่พอดีเป็นคนขี้ดราม่า และยังเป็นวัยว้าวุ่น เลยมีเรื่องให้กลุ้มใจตลอด

เห้อ...

เลิกหลงอาจารย์ที่ปรึกษานี่ทำยังไง 

ใครช่วยบอกที












SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments