#BYE2019 เราต่างมีสุสานของการจากลาในหัวใจ
การจากลาของใครบางคน ทิ้งร่องรอยลงในหัวใจของใครที่ยังอยู่เสมอ...เป็นประโยคที่เราได้ยินนานจนจำไม่ได้ว่าต้นฉบับใครพูด เราคงไม่มีทางเข้าใจมันถ้าไม่พบเจอกับการจากลาเข้าจริงๆ

เราเคยไร้เดียงสา ความตายเป็นสิ่งที่ห่างไกลเหมือนท้องฟ้า เราเคยบริสุทธิ์สดใส จนกระทั่งความตายของอะไรบางอย่างที่สำคัญต่อความทรงจำพรากมันไปจากเราให้ตายลงไปอย่างช้าๆ เราเคยเพียงลิ้มรสลมหายใจของชีวิต จนกระทั่งความตายบีบรัดเราจนแน่นให้หยาดน้ำตาไหลลงมาอย่างช่วยไม่ได้

เราเคยมีพลังแห่งชีวิต
และความตายพรากมันจากเราไปช้าๆ
เช่นเดียวกับธูปที่วางอยู่หน้าโลงศพ
พอถึงเวลามันก็ต้องมอดลงอย่างช่วยไม่ได้ 

ความตายที่ใกล้กับชีวิตครั้งแรกของเราไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงตัวแรกที่เราเลี้ยงอย่างตั้งใจ หมาตัวแรกที่เป็นของขวัญวันเกิดจากพ่อ ภายใต้เงื่อนไขว่าเราจะต้องรับผิดชอบชีวิตหมาตัวนี้หากเราอยากได้มัน ถ้าไม่ทำ พ่อจะเอามันไปคืน เราสัญญากับพ่อและก็ดูแลมันอย่างดี มันถูกตั้งชื่อว่า "มอม" ตามลักษณะสีปากที่เป็นสีเข้มกว่าขนส่วนอื่นจนดูมอมแมม เราให้อาหาร อาบน้ำ ฝึกมันทำกิจกรรมต่างๆ จนถึงวันที่มอมป่วย เราเด็กมากทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ร้องโวยวายว่ามอมไม่สบาย พ่อต้องพามอมไปหาหมอนะ มอมถูกนำขึ้นรถโดยวางไว้ที่พื้นที่นั่งข้างคนขับโดยมีเราคอยนั่งเฝ้า มอมอาการแย่จนลุกไม่ไหว และเป็นโชคร้ายที่คลินิกแถวบ้านพากันปิด สุดท้ายเราก็รู้สึกว่ามอมนิ่งไป เราพยายามปลุกมอม มันไม่ขยับอีกต่อไป เรากลัวแต่ไม่อยากคิดว่ามันจริง จนกระทั่งพ่อจอดรถข้างทางแล้วก้มลงมาดูมอม เพื่อจะบอกว่า "เราไปไม่ทันแล้ว มอมไปแล้ว"

การตายของมอมทำให้เราร้องไห้อย่างที่เด็กคนนึงจะทำเมื่อสะเทือนใจ เราต้องช่วยกันฝังร่างของมอมอย่างอาลัยในสวนหลังบ้าน เราเสียใจอยู่พักหนึ่ง เรายังคิดไม่ตกว่าแท้จริงเราผูกพันกับมอมเพราะมอมเป็นมอม หรือเพียงเราอยากได้สัตว์เลี้ยงไว้ดูแลและหยอกล้อ พอเวลาผ่านไปเป็นเดือน เป็นปี เรื่องราวของมอมก็เหลือเพียงความทรงจำดีๆ ที่เราจะคิดถึงในฐานะสัตว์เลี้ยงตัวแรกในชีวิต มันช่างเป็นความตายที่เหมือนจะใกล้แต่ก็ไกล เพียงทำให้สะเทือนใจเพียงนิดแล้วก็สิ้นสุดลง

แต่ความตายที่ใกล้มากขึ้นอีก ใกล้แบบที่คุณเคยพบเจอเขาทุกวัน เขาที่เป็นมนุษย์เหมือนกับคุณ อายุเท่าคุณ คุณอาจเคยกระทั่งนั่งข้างเขาบนรถโรงเรียน เรียนหนังสือห้องเดียวกัน หยอกล้อกันในฐานะเพื่อนมา 3 ปี ความตายที่เริ่มทิ้งรอยแผลในหัวใจของเราคือการตายของเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่ง อย่าเข้าใจผิด เราไม่ได้ชอบเขา ถึงหน้าตาเขาจะดีก็เหอะ สำหรับเรามันคือเพื่อนไม่กี่คนที่ยังใส่ใจเราในช่วงเวลาที่ทุกคนทำเป็นมองไม่เห็น เราเล่นบาสฯด้วยกันบ้าง แต่อาจไม่บ่อยมั้ง เหมือนคุ้นๆ ว่ามันชอบเตะบอลมากกว่า ส่วนเราเองก็เป็นผู้หญิงปากดีที่ชอบท้าทายและหยอกล้อเพื่อนผู้ชายเหมือนลืมว่าตัวเองใส่กระโปรง

วันสุดท้ายที่ได้คุยกัน มันแย่มากนะ เป็นสิ่งที่ติดค้างในใจเราตลอด เราไม่สามารถก้าวผ่านมันได้ เราเดินสวนกับมันบนทางเดิน ตอนนั้นพวกเราขึ้นม.สี่ แยกเรียนคนละห้องแล้ว แต่ก็มีเจอกันบ้างแบบนี้ และสิ่งที่เราทำ...ประโยคสุดท้ายที่เราพูดกับมันคือการล้อชื่อแม่มัน เออ โคตรแย่ เรารู้ แต่ใครจะไปรู้ว่านั่นคือโอกาสสุดท้ายที่จะคุยกับมัน 

เพราะถ้าเลือกได้ ถ้ากูรู้ ถ้ากูรู้ว่านั่นคือประโยคสุดท้ายที่กูจะได้พูด
กูคงบอกว่า "ขอบคุณมึงมากนะ มึงเป็นเพื่อนที่ดีของกู"

ด้วยความที่เราเทพในการปกปิดชื่อพ่อชื่อแม่มาตลอด แน่นอนว่ามันล้อกลับไม่ได้ เราเลยได้แต่ยิ้มๆ สะใจที่ได้แกล้งมัน วันนั้นเป็นวันศุกร์ เราก็กลับบ้านเหมือนปกติ เสาร์อาทิตย์เรากลับเพลียจนเอาแต่นอน เรารู้สึกปวดหัวไปหมด พอลุกขึ้นมาได้ตอนเย็นวันอาทิตย์เพื่อลงมากินน้ำด้วยความกระหาย น้องถามว่าเราเป็นอะไร สิ่งที่เราตอบกลับไปดูประหลาดพิกล เพราะเราตอบไปว่า "พี่รู้สึกเหมือนต้องไปงานศพ" อาการปวดหนึบตรงท้ายทอยหนักจนเรานอนเร็วมากในวันนั้น เพื่อจะตื่นไปเจอเรื่องที่ไม่อยากให้เกิด...เพื่อนเราถูกยิง

เราตกใจมากเมื่อทุกคนในชั้นดูวุ่นวาย เพราะเพื่อนคนนี้เป็นที่รักของหลายคน ไม่เคยเห็นใครไม่ชอบมัน ตอนแรกยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ข่าวลือเต็มไปหมด เพื่อนผู้ชายเราคนนึงหน้าเสียมาก เดินขึ้นลงบันไดเหมือนคนบ้า เราเลยตัดสินใจไปปลอบ โดยพูดโง่ๆ ว่า "ใจเย็นนะ มันไม่เป็นไรง่ายๆ หรอก"

จังหวะซิทคอมมาก เพราะเพื่อนอีกคนวิ่งขึ้นบันไดมาอย่างรีบเร่งเพื่อจะบอกว่ามันตายแล้ว เราชาไปทั้งตัว ปากคอแห้งไปหมด มันทำใจไม่ทัน ได้แต่คิดว่าแม่งโกหกอ่ะ แม่งอำกูแน่ๆ อย่าให้รู้นะ กูจะตบหัวให้ลั่น นั่งรอในห้องเรียน สมัยนั้นโซเชี่ยลยังไม่เหมือนตอนนี้ มันเลยมีแค่การพูดต่อกัน เรื่องราวกว่าจะชัดก็จนบ่าย และมันยิ่งเจ็บเมื่อรู้ว่าเพื่อนเราไม่ได้ทำผิดอะไรเลยนอกจากห่วงและรักพี่สาวมันมากจริงๆ มันโดนยิงแทนพี่สาวในระหว่างการมาโรงเรียนนี่แหละ

พี่สาวมันก็หน้าตาสวยมาก พูดตรงๆ ว่าพี่น้องคู่นี้มีเชื้อฝรั่ง หน้าตาก็ราวๆ ลูกครึ่ง เกิดมีทอมที่ดูจะเรื่องเยอะและอีโมหน่อยๆ มาติดพี่สาวมัน วันนั้นทอมก็มาดักพี่สาวมันตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือมันเอาปืนของพ่อมันมาด้วย เมื่อสถานการณ์ดูแย่และคุยกันไม่รู้เรื่อง เพื่อนเราจึงรีบดันตัวพี่สาวให้ขึ้นรถเมล์ไป และจุดนั้นเองที่ทอมคว้าปืนขึ้นมายิงเข้าไปท้ายทอยมัน และยิงสวนไปในรถด้วย ดีว่าไม่มีใครเป็นอะไร จบลงด้วยการพยายามยิงตัวตายของทอม

โคตรโกรธอ่ะ ไม่เคยโกรธจนอยากทำร้ายใครอย่างจริงจังเลย เราผ่านเรื่องแย่ๆมาเยอะพอที่จะพูดว่าเราทนเก่ง แต่เรื่องนี้แม่งเกินจะทน เป็นไม่กี่ครั้งที่เราพูดออกมาเลยว่ามันไม่น่าตาย อีทอมนั่นไม่น่าตาย มันควรมีชีวิตรอให้เรากระทืบมันให้ตาย คนเหี้ยอะไรลากเอาชีวิตคนอื่นไปทิ้งง่ายๆ แบบนี้ ความบังเอิญที่น่ากลัวและใครที่อ่านอยู่คงเห็น หนึ่งวันก่อนเพื่อนตายเราปวดท้ายทอยหนักมาก และนั่นเป็นจุดที่เพื่อนเราถูกยิง สมัยนั้นยังเชื่อเรื่องพวกนี้ก็มองว่าเหมือนลางสังหรณ์เลย เพื่อนหลายคนก็เจออะไรคล้ายๆ กัน 

สมองเรายังสับสนอยู่ว่ามันจริงหรือแค่ฝัน เหมือนเราปฏิเสธที่จะเชื่อตลอด เราไม่อยากเชื่อว่าเพื่อนตายแล้ว เราไม่เคยต้องมีคนใกล้ตัวในชีวิตตายมาก่อน เรายังไม่เชื่อจนไปถึงวัดเพื่อรดน้ำศพ ตอนต่อแถวรอที่จะเข้าไปเจอเพื่อนครั้งสุดท้าย เรายังดูโอเค เพื่อนห้องอื่นยังถามอยู่ว่าไม่เป็นไรนะ กูเป็นห่วง นี่ก็ยังตอบว่าไม่เป็นไรหรอก กูเข้มแข็ง 

ปากดีไปงั้นอ่ะ พอเจอร่างของเพื่อนที่นอนอยู่ มันก็เหมือนเพื่อนเราตามปกติ เหมือนมันนอนหลับเฉยๆ แต่ที่ต่างไปคือเพื่อนดูซีดเซียวจนดูเขียวคล้ำในบางจุด พี่สาวมันร้องไห้เหมือนพร้อมจะเป็นลมตลอดเวลาอยู่ข้างๆ เราจำไม่ได้ว่ารับขันใส่น้ำจากใคร แต่พอตอนเรารดน้ำศพ สัมผัสโดนผิวเย็นชืดของมือเพื่อน น้ำตาเราไหล...มันไม่อยู่กับเราแล้วจริงๆ ความเข้มแข็งนี่กองไว้ตรงหน้าศพ เราไม่ส่งเสียงร้องโฮอะไรขนาดนั้น เราแค่คิดถึงเรื่องเก่าๆ แล้วน้ำตามันก็ไหลออกมาเองเมื่อคิดว่าไม่มีแล้วนะ ที่จะได้กวนตีนแม่ง แล้วดูดิ คำพูดสุดท้ายที่พูดใส่มันคือการล้อชื่อแม่ กูนี่มันนิสัยเสีย

นั่นเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่ามันมีช่องว่างเล็กๆ ในใจ เป็นความรู้สึกติดค้างบางอย่าง ความรู้สึกทำนองว่าอยากมีโอกาสพูดจาดีๆ ทำตัวกับมันดีๆ บ้าง ไม่ใช่เอาแต่กวนตีนไล่แกล้งคนอื่น ชอบล้อชื่อแม่มันนัก ตอนนี้มึงไม่มีโอกาสแม้แต่จะทำอีกด้วยซ้ำ อยากเพียงแค่ย้อนเวลาไปคุยกับมันอีกนะ คราวนี้จะพูดเรื่องดีๆ ให้มันฟัง อยากจะได้บอกว่ามันเป็นเพื่อนที่ดีแค่ไหน แม้ว่าเราจะไม่ได้สนิทกันมาก แต่มันคือคนดีๆ คนนึงที่ไม่ควรตายในอายุขนาดนี้

มันผ่านมาเกือบสิบห้าปีแล้วนะ ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่ ป่านนี้อาจจะมีเมียแล้ว อาจจะได้มาเจอกันตอนงานคืนสู่เหย้าบ้าง ไม่รู้ว่ามันจะทำงานอะไรนะ นี่ก็ไม่ใส่ใจมันเอาซะเลยว่ามันชอบอะไร แต่เอาเหอะ คิดไปก็เท่านั้น มันตายไปแล้ว และที่เหลืออยู่คือป้ายสุสานในใจของเราเท่านั้น มันยังอยู่ที่เดิม เป็นความทรงจำที่เราปล่อยไปไม่ได้ เพราะเราไม่มีโอกาสแก้ไขมัน

ความตายครั้งที่สองต้องเรียกว่าใกล้ที่สุด เพราะเขาคือคนที่เลี้ยงเรา ป้อนข้าว จับอาบน้ำแต่งตัว ซนนักก็ตีหน่อย แต่พอตีแล้วเราร้องไห้ เขาก็ต้องกอดปลอบเราเพื่อจะบอกเราว่าเขาไม่ได้อยากทำแบบนี้ อย่าดื้ออย่าซนเลย ลูกเจ็บ แม่ก็เจ็บนะ เขาเป็นแม่ที่สมควรแก่คำว่าแม่มากกว่าแม่แท้ๆ ของเรา เขาเป็นป้า พี่สาวคนโตของแม่ที่ช่วยเลี้ยงเราในตอนเด็กๆ ให้ จนเราเรียกเขาอีกคนว่าแม่ เป็นแม่ใหญ่เพราะว่าเขาเป็นคนโต 

เราเคยเขียนเล่าไปตอนก่อนในวันแม่แล้ว ว่าสำหรับเราแม่ใหญ่ทำให้เรารู้สึกถึงการเลี้ยงดูด้วยความรักบ้าง ถ้าไม่มีแม่ใหญ่ เราไม่รู้ว่าตัวเราจะอยู่ถึงตอนนี้ไหม หลายครั้งหลังจากกลับไปอยู่กับแม่แท้ๆ เมื่อเราทุกข์ใจ เราก็จะกลับไปบ้านของแม่ใหญ่ แทบไม่คุยอะไรกัน แค่นั่งอยู่ข้างๆ แม่ นั่งกินมะม่วงในสวนที่แม่คะยั้นคะยอจะปอกให้กิน แม่มักจะไม่บอกเลยว่าตัวเองกำลังทุกข์ เหมือนชีวิตของแม่วนเวียนอยู่กับการดูแลคนอื่นมาตลอด กว่าเราจะรู้ตัวว่าแม่ป่วย ก็คือตอนที่แม่เป็นมะเร็งเต้านมถึงขั้นต้องผ่าตัดและให้คีโมแล้ว

ตอนเรามาเยี่ยมแม่ ก็ยังหยอกล้อกันเรื่องนมปลอมที่ต้องใส่ แม่ยังยิ้มและหัวเราะ ดุเราบ้างเวลาเราซน ตอนนั้นเราเพิ่งมัธยมเอง ม.ปลายนี่แหละ เราก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่ แม่ดูไม่เหมือนคนป่วยและก็ยังคอยแต่จะดูแลคนอื่น จนถึงวันที่มะเร็งลามเข้าปอด แม่เริ่มหนักจนต้องนอนรพ. ช่วงนั้นเราห่างๆ กับแม่ไปบ้าง จำไม่ได้ว่าช่วงนั้นติดอะไร ได้ไปหาแม่ใหญ่กี่ครั้ง แต่ครั้งหนึ่งที่จำได้คือการถูกบอกว่าควรไปเจอแม่ใหญ่นะ มันใกล้เวลาแล้ว

ตอนที่เดินไปตามทางเดินของรพ.เหมือนเราถูกลากด้วยมือที่มองไม่เห็นให้ต้องเดินตามไป เราเดินและเดิน จนถึงห้องของแม่ ดูเหมือนว่าทางครอบครัวตั้งใจว่าควรฉีดยาให้แม่หลับไปจนถึงเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง ให้แม่ได้จากไปอย่างสงบดีกว่ายังคงเพ้ออย่างตอนนี้ เพราะตอนนี้แม่ใหญ่เพ้ออะไรตลอดเวลา เพ้อห่วงหาถึงคนนั้นคนนี้ เราไม่ได้ยินเขาพูดเรื่องความเจ็บปวดของตัวเองเลย มีแต่การห่วงว่าคนอื่นที่อยู่ในชีวิตเขาจะเป็นยังไง มีคนบอกให้เราเข้าไปคุยกับแม่ เราปีนเข้าไปยื่นหน้าอยู่ใกล้ๆ หน้าแม่ พยายามตั้งใจฟังว่าแม่กำลังพูดอะไรมั่ง แล้วแม่ก็เรียกชื่อเรา พูดจาสับสนไปหมด เดี๋ยวก็เข้าเรื่องแม่แท้ๆ เราบ้าง เรียกเราบ้าง จากตอนแรกที่คิดโกรธลูกพี่ลูกน้องที่อยากฉีดยาแม่ กลายเป็นเริ่มคิดว่าอยากให้แม่พ้นจากความคิดที่จะต้องคอยห่วงคนอื่นแบบนี้ แม่ควรได้พักผ่อนอย่างสงบ

ไม่นานแม่ใหญ่ก็จากไป เราไม่มีน้ำตาให้ใครเห็น แม้แต่ในงานศพ เราก้มลงกราบเท้าแม่อย่างไม่รู้สึกรังเกียจ เราไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น ไม่มีแม้แต่น้อย แต่ในห้องนอนของตัวเอง เราขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม กรีดร้องแบบไม่มีเสียง ร้องโฮเหมือนคนบ้า ร้องเกือบทุกวัน แม้จะเผาแม่ไปแล้วก็ยังร้องไห้อยู่ เราจำไม่ได้ว่าเราหยุดร้องไห้เงียบๆ ไปตอนไหน 

สำหรับเรามันเหมือนแม่แท้ๆ ตายจากไป
เราเป็นลูกกำพร้าแม่ ที่จะไม่มีอ้อมกอดมารับเวลาเศร้าอีก
ไม่มีคนคอยปกป้องและโอบอุ้มเหมือนอย่างที่ผ่านมา
เราคือเด็กกำพร้าแม่ในความคิดของตัวเองโดยสมบูรณ์ 

เราก้าวสู่วัยม.หก ต้องพยายามสอบแอดมินชั่น วุ่นวายอะไรหลายอย่าง และเมื่อเหนื่อย เราก็คิดว่าถ้ามีแม่ใหญ่อยู่ก็ดี อย่างน้อยก็ขอไปบ่นหน่อยว่าแม่คะ หนูเหนื่อยจังแม่ หนูเครียดจัง ถ้าหนูสอบไม่ได้จะทำยังไง สารพัดความกังวลที่เก็บไว้คนเดียวเพราะพ่อแม่ไม่รับฟัง

ตอนผลแอดมินชั่นออก ตาเราพร่าไปด้วยน้ำตาจนแทบมองไม่เห็นผล เราติดอันดับหนึ่งที่เลือก คณะที่อยากเข้ามาโดยตลอด หลังจากบอกแม่แท้ๆ และก๋งแล้ว สิ่งที่เราทำคนเดียวเงียบๆ คือการจุดธูปหน้ากระดูกแม่ใหญ่ คุยในหัวตัวเองเหมือนสื่อสารกับวิญญาณได้ เรารู้แหละว่าเราทำไรโง่ๆ อยู่ เพราะเรากำลังคุยกับคนตายในหัวตัวเอง

แม่คะ หนูสอบติดแล้วนะแม่
หนูอยากให้แม่อยู่ตรงนี้จัง
หนูรู้ว่าแม่ต้องดีใจ หนูก็ดีใจมากๆ นะ
แต่หนูอยากให้แม่อยู่ตรงนี้มากกว่าที่ต้องทำแบบนี้ 

นั่นคือตอนที่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรโง่ๆ อยู่ เราก็เลยปักธูปลงในกระถาง ถอยตัวเองมาพยายามจัดการชีวิตต่อ มันเหมือนแม่ใหญ่คือคนโอบอุ้มความเป็นเด็กน้อยของเราเอาไว้ เรารู้สึกปลอดภัยเสมอที่อยู่กับแม่ใหญ่ และนั่นคือสิ่งที่เด็กทุกคนควรได้รับ ความอบอุ่นและปลอดภัยจากคนในครอบครัว เราเสียมันไปในปีนั้น และเราไม่เคยรู้สึกเลยว่าที่ไหนปลอดภัยสำหรับเรา

หลุมศพของแม่ยังอยู่ตรงนั้นในใจเรา เหมือนกับความไร้เดียงสาความเป็นเด็กของเราที่ถูกฝังลงไปในหลุมลึกๆ นั่นด้วย ความรู้สึกติดค้างต่างจากตอนเพื่อนของเรา เราคงมีแต่ความงอแงเห็นแก่ตัวที่คิดว่าอยากให้แม่อยู่เพื่อโอบอุ้มความเป็นเด็กน้อยของเราไว้ ทั้งที่ทุกคนล้วนต้องเติบโต

อีกครั้งที่ทำอะไรไร้สาระแต่รู้สึกอิ่มเอิบทางอารมณ์ คือตอนเรียนจบแล้วใส่ชุดครุยไปที่บ้านหลังนั้น ถ่ายภาพร่วมกับพ่อ สามีของแม่ใหญ่ และสุดท้าย...เราขอให้พ่อหยิบรูปของแม่ลงมาให้เราได้ถ่ายคู่กับแม่บ้าง ไร้สาระชิบหาย และไม่รู้ว่าทำเพื่อไร ในใจเรามีแค่ความรู้สึกว่าในความสำเร็จของเราหนนี้ ควรมีแม่อยู่ด้วย เพราะแม่คือแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้เรามีสิ่งยึดเหนี่ยวอยู่บ้างบนโลก จริงๆ อยากพกรูปแม่ไปตอนซ้อมหรือตอนรับด้วยซ้ำ แต่ด้วยความใจกว้างของแม่แท้ๆ ถ้าเราทำแบบนั้นจะต้องถูกโกรธ เขาไม่คิดหรอกว่านั่นก็คือพี่สาวเขาเหมือนกัน ก็คือครอบครัวเขาเหมือนกัน และก็จริงดังว่า แค่เราโพสต์ภาพถ่ายกับแม่ใหญ่ลงเฟซบุ๊คพร้อมเขียนความรู้สึกถึง แม่แท้ๆ เราโกรธทันที

ทุกวันนี้การหวนกลับไปคิดเรื่องการจากไปของแม่ก็ยังเจ็บปวดอยู่ แต่มันลดน้อยลงไปมาก แม่ใหญ่เหมือน Comfort Zone สำหรับเราโดยแท้จริง นับจากแม่จากไปเราก็ไม่เหลือพื้นที่ที่จะสบายใจหรือรู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่อีกต่อไป มันจริงนะ เพราะนับแต่นั้นเราสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้บนโลกแล้วจริงๆ โดยไม่มีความรู้สึกผูกผันกับข้าวของหรือสถานที่ มันแค่ภาพที่ผ่านมาให้จดจำก่อนที่เราจะเดินออกไปที่อื่น ครั้งสุดท้ายที่รู้สึกปลอดภัยและหลับได้อย่างสบายใจคือในบ้านของแฟนเก่าคนนึง ตอนนี้เราตัวคนเดียว และก็คิดว่าจะอยู่แบบนี้นานๆ เพราะไม่อยากแบกรับความรู้สึกผิดหวังอีก อีกอย่าง...ผู้หญิงหัวรุนแรงแบบนี้ก็ยากที่จะมีคนมาชอบ ผู้ชายมักจะคิดว่าท้าทายและเมื่อควบคุมไม่ได้ก็หนี ส่วนคนที่ยอมก็เหมือนเราไม่รู้สึกว่าเขาแข็งแรงพอจะดูแลเราเลย ส่วนผู้หญิง...อืม แบบที่ชอบก็เป็นเลสเบี้ยน 

กลับมาพูดถึงการจากไปที่ยังค้างคาใจเราอีกคน คือลูกพี่ลูกน้องคนนึง บ้านอยู่ในถนนเดียวกัน เขาเป็นลูกชายคนเดียวของลุง และลุงคือลูกชายคนเดียวของก๋ง คนที่จะสืบทอดนามสกุลหรือแซ่ของก๋งต่อไป เราไม่สนิทกันมากนัก ตอนเด็กๆ ก็อาจจะมีมารวมตัวกันแบบครอบครัวปกติ พอโตขึ้นแต่ละคน แต่ละบ้านก็มีโลกของตัวเอง ทว่าบ้านเรากับบ้านเค้าใกล้กันแค่นี้ เรากลับแทบไม่ได้คุยกันเลย เราคุยกับพี่สาวเขามากกว่าอีก อาจจะด้วยเราเป็นคนเก็บตัวบวกกับการที่แม่ไม่ค่อยให้เราปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมาก มันจะถูกเพ่งเล็งแปลกๆ พอมีปมเรื่องเราได้รับการช่วยเหลือจากก๋งเยอะ เราก็กลัวการพูดคุยกับคนอื่นๆ เพราะจะคิดเสมอว่าเราไม่มีสิทธิพูดจาหรือเรียกร้องอะไรมาก อยู่เงียบๆ ล่ะดีแล้ว

เรามีโอกาสได้คุยกับพี่อีกทีมากขึ้น คือตอนที่เรากำลังแอดมินชั่น เนื่องจากแม่พยายามกล่อมเราให้เรียนสถาปัตย์ พี่เค้าเรียนสายนี้ เราจึงโดนบังคับให้ไปคุยพร้อมยืมหนังสือจากเค้ามาอ่าน เค้าดูสนใจคณะที่เราอยากเข้่ามากกว่าการอยากให้เราเรียนสถาปัตย์เหมือนกันซะอีก แน่ล่ะ คณะมันไม่แมสก็งี้ แต่เราก็ยังยืมมาเพื่ออ่านสอบ สอบให้มันพ้นๆ ไป เวลายื่นแอดเราก็ไม่เลือก ก็แค่นั้น

ไม่เคยมีโอกาสได้คืนหนังสือเล่มนั้น และไม่คิดว่าจะเป็นของดูต่างหน้าด้วย เราผ่านบ้านเค้าหลายรอบ ไม่คุยกันอีก ขนาดใกล้กันขนาดนั้น ก็ยังไม่คุย จนวันหนึ่งที่พี่เค้าเส้นเลือดในสมองแตก จากไปขณะที่นอนหลับ ไม่มีใครคาดคิด เขาอายุยังน้อย พี่สาวเขาใจสลาย ส่วนลุงเราก็แทบไม่ไหว แม้แต่ก๋งเราก็ยังเศร้าเสียใจอย่างหนัก เพราะพี่คือคนที่สืบต่อนามสกุลของก๋งต่อไป ก๋งมีลูกชายแค่คนเดียว และลุงเราก็มีลูกชายเป็นหลานก๋งที่จะสืบทอดแซ่และนามสกุล แต่ก็มาตายลง ก๋งพูดกับเราว่านามสกุลก๋งมันแย่มากเหรอ ก๋งถึงไม่มีทายาท ฟังแล้วเราก็เจ็บใจในสองแง่ หนึ่งคือเราไม่ได้ใช้นามสกุลก๋ง และนามสกุลพ่อเราก็รัก เพราะเป็นนามสกุลพระราชทาน เราเองก็ถือศักดิ์ศรีตรงนี้ พอคิดว่าเราเองก็คงทำไม่ได้ เพราะเราเป็นแค่ผู้หญิง และลูกพี่ลูกน้องก็มาตาย 

บางทีป้ายหลุมศพในใจของคนเราก็มีข้อความบางอย่างที่ตัวเองรู่้ แต่ไม่ได้พูดออกไปจารึกอยู่ มันคือความอาวรณ์ ความเสียดายในโอกาสที่มีแต่ไม่ได้ทำ สุสานในใจเราก็เต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ ทำไมไม่ทำแบบนั้นนะ ทำไมไม่เป็นแบบนี้ ทำไม และทำไมเต็มไปหมด มันไม่เหมือนป้ายหลุมศพจริงๆ ที่จะบันทึกถ้อยคำที่จะแสดงถึงความเป็นเจ้าของหลุมศพนั้น มันคือสิ่งที่บางที่เราเองก็ไม่กล้าที่จะทำหรือพูดด้วยในบางที และยังคงติดตรึงไปอีกนานจนกว่าเราจะสามารถหาทางบรรเทามันไปได้

สุสานในใจคนเรานี่ก็คงมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไปตามชั่วอายุที่ผันผ่าน แรมปีอาจทำให้มันสึกกร่อนจนยากจะจำคำจารึกได้ง่าย วันหนึ่งเราอาจจะลืมความเจ็บปวดนั้นไปเสียเฉยๆ หรือไม่ความรู้สึกอาลัยเหล่านั้่นเราก็จะหอบมันไปด้วยในวาระสุดท้าย ถึงตอนนี้หลายคนคงพูดว่าควรปล่อยวางสิ่งที่ติดค้างไปซะ เปล่าประโยชน์ที่จะจดจำ นั่นสิ...มันจะมีความหมายอะไรกับอนาคตเราล่ะ?

แต่คิดอีกแง่...หลักฐานที่แสดงว่าใครบางคนมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง นั่นก็คือความทรงจำและเรื่องราวที่คนมีชีวิตส่งต่อกันมิใช่่เหรอ? สิ่งที่จะบอกได้ถึงความสำคัญของคนที่ตายไปแล้ว คืออะไรที่คนนั้นได้ทำเอาไว้ในช่วงมีชีวิต มันอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดเมื่อคิดถึง แต่การก้าวข้ามมันในแต่ละครั้งก็เหมือนเราได้ปรับความคิดความเข้าใจในสิ่งที่ค้างคาใจเหล่านั้น นำมันมาเป็นแรงบันดาลใจที่จะมีชีวิตเพื่อคิดถึงกันตลอดไป

เราว่ามันโรแมนติกพอๆ กับเชกสเปียร์ ยิ่งใหญ่เหมือนเพลงสวดศพของโมสาร์ท และอลังการในฐานะประวัติศาสตร์ของความทรงจำของคนกลุ่มหนึ่งดีออก คุณไม่คิดถึงความหมายของป้ายสุสานเหล่านั่้นบ้างหรือ? ความเจ็บปวดที่เราคิดถึงก็เหมือนรสชาติของชีวิต บางทีเราเจ็บปวดให้กับคนที่จากตาย ยังดีซะกว่ามานั่งครวญครางกับคนที่จากเป็น...ซึ่งบางทีเขาก็ไม่ได้อยากอยู่ในสุสานของเรา หรืออยากให้เราอยู่ในสุสานของเขา

ใช่...เราเคยเป็นแบบนั้น และความตายทำให้เราตระหนักว่าแท้จริงแล้วความตายไม่ได้น่ากลัวหรือเศร้าเท่ากับการที่เราไร้ความหมายของใครบางคนหรอกนะ เราเลยคิดว่าควรอำลาปี 2019 ไปด้วยเรื่องราวเหล่านี้แหละ และเมื่อ2020สิ้นสุดลง เราก็ได้แต่คิดว่าสุสานในใจเราจะไม่มีสมาชิกเพิ่ม กระนั้นเราก็จะยังระลึกถึงพวกเขาเมื่อปีใหม่กำลังเคลื่อนผ่านไป

ขณะที่ในใจเราก็ตั้งคำถามว่า...
เมื่อถึงเวลาของเราแล้วบ้าง จะมีพื้นที่สุสานของใครให้พักพิง
แต่ถ้ามันหนักหนามากนัก ก็อยู่สุสานคนไร้ญาติก็ได้
หรือบางทีมันอาจต้องถึงเวลาถึงจะรู้เนอะ? 


SHARE
Written in this book
บันทึกลูกกวาดบนถนนสีเทา 
รวมไดอารี่สำหรับปี 2019 ตั้งใจว่าไม่เขียนเยอะขึ้น ก็จะเขียนน้อยลง การเขียนน้อยลงในนี้ แสดงว่าอาการดีขึ้นมากๆ แล้่ว
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments

jellylybear
6 months ago
เราอ่านเรื่องของคุณแล้วจะร้องไห้เลย เก็บพวกเขาไว้เป็นภาพสวยงามในห้วงความรู้สึกนะคะ
Reply