Identity. Social Network. Righteousness.
ตัวตนเราในโลกSocial media กับในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า? 

แล้วถ้าเป็นคนเดียวกัน จะมีความชอบธรรมไหม ถ้ามีคนมาด่าหรือทุบตีเราในโลกแห่งความเป็นจริงเพราะความคิดของเราในSocial media?

เส้นของความชอบธรรมมันอยู่ตรงไหน? 



ก่อนอื่นเลยเราต้องมีนิยามร่วมกันว่า ตัวตนสำหรับพวกเราคืออะไร ที่นำไปสู่คำถามว่า 'เราคือใคร'

ตัวตน(Identity) คือ ร่างกาย(Body) จิตวิญญาณ(Soul) และ ความคิด(Thinking) หรือเปล่า ซึ่งตรงกลางระหว่างร่างกายและ จิตวิญญาณคือ โครงสร้างของจิต(Mental element) ได้แก่ความรู้สึก(Feeling) ซึ่งความสัมพันธ์(Relation)จากเพื่อน ครอบครัว พี่น้อง ทำให้เกิดความทรงจำ(Memory) ความรู้สึก(Feeling) และจินตนาการ(Imagination) เช่น เราจะสนิทกับผู้หญิงคนนี้ไหม ขึ้นอยู่กับความทรงจำว่ามากน้อยเพียงใด เกิดความรู้สึกดี ๆหรือเปล่า

เราคิดว่าIdentityไม่ใช่Body เพราะมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เช่น ร่างกายของเราใน2เดือนที่แล้วกับในวันนี้ไม่เหมือนกัน เราไม่คิดว่าเป็นsoul จิตวิญญาณ แต่เราคิดว่าIdentityของเราคือThinking, Memory, Feeling, Imagination เพราthinkingมันก็เชื่อมโยงอีกสามอย่างเข้าด้วยกัน

การใช้Social media ทำให้เรารู้ว่าใครทำอะไร คิดอย่างไรกับเรื่องนู้นเรื่องนี้ รู้สึกอย่างไร ซึ่งทำให้ง่ายต่อการตัดสินหรือแปะป้ายว่าคนคนนี้เป็นคนอย่างไง คนดี คนเลว คนสวย บลาๆ ผ่านการรับรู้บนหน้าfeed ซึ่งเราใช้สองนิ้วและสายตา เลื่อนๆผ่าน โพสต์ๆนึงของใครสักคน บนหน้าจอสี่เหลี่ยม เราก็สามารถมีภาพจำต่อคนผู้นั้นได้แล้ว และสิ่งที่อยู่บนSocial media เช่นตัวอักษร วีดีโอ เสียง มันจะอยู่บนSocial mediaแบบนั้นไปตลอด และสามารถกลับมาย้ำเตือนเราได้ว่าเราโพสต์อะไรไปในอดีต ทำให้คนที่เลื่อนผ่านมาเห็นอาจรับรู้ความเป็นตัวตนของเราในแบบที่เราต้องการหรือไม่ต้องการก็ได้ และภาพจำเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงได้ยาก ต่างจากในโลกแห่งความเป็นจริง เราสามารถใช้สายตา รูปลักษณ์ สิ่งแวดล้อม บริบทในสังคม มาประกอบการมอง และเปลี่ยนภาพจำได้ง่ายกว่า

ซึ่งเราคิดว่าตัวตนในSocial media เป็นแค่ส่วนนึงในโลกแห่งความเป็นจริง (อยู่ในกรอบน้อยกว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์) ซึ่งจะมีเปอร์เซ็นต์มากน้อยนั้นแล้วแต่การใส่ตัวตนลงไปของแต่ละคน เช่น คนที่ใช้เวลาเล่นโซเชียลเยอะ เกือบทั้งวัน แต่อาจจะแค่ส่อง ไม่ได้บอกว่าคิดอะไรยังไง ไม่ได้ใส่ตัวตนลงไป แต่shapeตัวตนแทน กลับกันคนเล่นน้อย แต่แสดงความคิดเห็นเกือบทุกโพสต์ ใส่ตัวตนลงไป เป็นต้น

ในกรณีที่เวลาเราโพสต์เล่นๆ ไม่ได้จริงจัง อาจจะมีใครซักคนมาเห็นโพสต์เราและจริงจังกับมันมากก็ได้ ซึ่งเราไม่มีทางรู้ และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง คนอื่นอาจจะคิดเหมือนเราหรือไม่เหมือนก็ได้ หรือโพสต์ของเราจะกระจายวงกว้างไปขนาดไหน เราก็ไม่รู้ เพราะSocial mediaเป็นพื้นที่Publicขนาดใหญ่ แล้วถ้าเกิดวันหนึ่งมีคนไม่ชอบความคิดเห็นของเราในSocial media จากนั้นเขามาต่อว่าเราในโลกแห่งความเป็นจริง ยกตัวอย่างเช่น เราแสดงความคิดเห็นว่าเราไม่ชอบอาหารร้านป้าจุกเลย ไม่อร่อยสุดๆ แล้วเราก็โพสต์ว่าอย่าไปกินอาหารร้านป้าจุกนะทุกคน รสชาติแย่มาก แล้วคนที่ชอบอาหารร้านป้าจุก หรือลูกป้าจุกเห็นโพสต์เราเข้า เขาก็เลยมาชูป้ายด่าเราหน้าบ้านตอนเย็นๆ เหตุการณ์นี้เราคิดว่ามันเป็นความชอบธรรมนะ เพราะว่าการที่เรามีสิทธิแสดงความคิดเห็นของเราบนSocial mediaต่อร้านป้า เป็นความชอบธรรมของเรา แล้วความคิดเห็นของเราอยู่ในThinking, Memory, Feeling, Imaginationของเรา ถือว่าเป็นตัวตนของเรา ซึ่งมันสัมพันธ์กับโลกแห่งความเป็นจริง แล้วมันอาจจะส่งผลต่อคนอื่น ๆที่มาอ่านความคิดเห็นของเรา ทำให้ร้านป้าจุก ลูกค้าลดลงไปมากหรืออาจจะไม่ เขาก็มีสิทธิมาชูป้ายด่าเราเหมือนเดิม เราคิดว่านะ

ในกรณีที่รุนแรงขึ้นล่ะ ไม่ใช่แค่ด่าแล้ว เช่น สมมติว่าเราโพสต์ขำๆว่า วันนี้หมาหน้าปากซอยแม่งร้องน่ารำคาญสัส อยากไปเตะหมาหน้าปากซอยให้ตายห่าไปเลย แม่ง แล้วเราก็โดนใครไม่รู้เอากระบองมาตีหัว พร้อมตะโกนว่า ไอ้คนโฉด ใจชั่ว เป็นต้น เราว่ามันเลยเส้นของความชอบธรรมแล้ว เพราะเราคิดว่าเส้นของความชอบธรรมอยู่ตรงที่ความร้ายแรงของการกระทำ การถูกทำร้ายร่างกาย แค่เพียงการแสดงความคิดเห็นของเรานั้นรุนแรง และไม่เป็นที่ชอบใจต่อคนที่มาอ่านเป็นอย่างมาก เราคิดว่ามันเป็นอาชญากรรม

หรืออย่างเช่นในกรณีของเรา ตอนมัธยมปีที่6 เราเคยแชร์ข่าว6ตุลา เขียนประมาณว่าลองให้ทุกคนในเฟสเราลองอ่านดู จะได้ตาสว่างกันขึ้นมาบ้างสักนิด และโพสต์ถึงสมศักดิ์เจียมว่า ‘’วันนี้สมเจียม ท็อปฟอร์มว่ะ'' ภายหลังเมื่ออาจารย์คนนึงในที่เรียนพิเศษเห็น ก็เรียกเราไปด่าทอว่าความคิดแบบนี้มันเลวร้ายมาก ไม่รักกษัตริย์ เกลียดประเทศชาติ เนรคุณแผ่นดิน บลาๆ และไล่เราออกจากที่เรียนพิเศษในเวลาต่อมา

ในตอนนั้นเป็นวันที่เราเปลี่ยนความคิดที่ว่าSocial mediaก็แค่ถังขยะ ที่เราสามารถจะพูด จะพ่นอะไรก็ได้ มันไม่ส่งผลอะไรต่อชีวิตประจำวันเราหรอก หรือแม้แต่เราจะคิดอย่างรอบคอบก่อนโพสต์เป็นสิบ ยี่สิบรอบแล้วก็ตาม มันก็อาจจะส่งผลตามมาในรูปแบบที่เราไม่อาจคาดเดาได้เลย และตัวตนของเราในSocial media ไม่ว่าจะเป็นคนเดียวกับในโลกของความเป็นจริงหรือไม่ มันไม่สำคัญเลย เพราะตัวของเราในโลกแห่งความเป็นจริงจะได้รับผลกระทบเต็มๆจากมัน เช่น การ Cyber-bullying ต่าง ๆ

เราว่าเส้นแบ่งความชอบธรรม มันอยู่ตรงที่การมองว่ามันยุติธรรมต่อตัวเราไหม เป็นอาชญากรรมหรือเปล่า เขามีสิทธิจะทำแบบนี้ใช่ไหม อย่างของเรา เราคิดว่าการที่เขาไล่เราออก มันเป็นความชอบธรรมตรงที่มันเป็นสิทธิของเขาที่จะไล่เราออก แต่การติดสินคนคนนึง จากโพสต์บนSocial mediaแค่ไม่กี่โพสต์ ก็ไม่ได้ถูกต้องสักเท่าไหร่นัก เป็นการเหมารวม(Stereotype) เราเลยไม่คิดว่ามันเป็นการชอบธรรม

SHARE
Writer
Alchamease09
student
I just want to write something to relax myself.

Comments