ยาลดความวิตกกังวล



*trigger warning
**เป็นแค่เรื่องเล่าชีวิตของคนๆหนึ่ง ไม่เหมาะกับการอ่านเพื่อความบันเทิง






1

เราพึ่งไปพบจิตแพทย์มา

เราเคยเผชิญหน้ากับสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ถึงขั้นกระทบการใช้ชีวิตประจำวันเมื่อสองปีก่อน แต่ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆเราไม่กล้าไปรักษา อดทนจนเยียวยาตัวเองได้ แม้จะผ่านมันมาแล้วแต่เราก็นึกเสียใจทุกครั้งที่ไม่ทำอะไรกับมัน จนครั้งนี้ที่เราไม่ต้องการปล่อยผ่านมันไปอีกแล้ว

เราเริ่มกลับไปค้นหาว่าควรพบแพทย์ที่ไหน มีขั้นตอนอย่างไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ สุดท้ายเราก็เลือกหน่วยงานหนึ่งที่เป็นของมหาวิทยาลัยที่เราเรียนอยู่ เหตุผลสำคัญที่เลือกคือ ฟรี /ยิ้มอ่อน

เรานัดหน่วยงานนั้นผ่านเว็บไซต์ไป รอนานมากกก... แล้วพอได้วันมาเราก็ดันไม่ว่างต้องเลื่อนไปอีกรอบ สุดท้ายได้วันปิดเทอมพอดี นัดตั้งแต่ก่อนมิดเทอม อาจจะเพราะอาการครั้งนี้ไม่ได้รุนแรงมาก ออกแนวอยากไปคุยกับใครที่รับฟังและให้คำแนะนำเราได้มากกว่ารักษา เราก็เลยไม่มายด์ที่จะต้องรอนานขนาดนั้น ชิลๆไป

พอวันนัดมาถึง ช่วงเช้าเราก็ไปทำงานสุดท้ายก่อนปิดเทอมอย่างสมบูรณ์แบบ มันเป็นอะไรคล้ายๆสอบจบน่ะ แล้วตอนบ่ายก็ไปที่หน่วยงานนั้นตามนัด เราไม่รู้หรอกว่าจะไปเจออะไรบ้าง ตอนนัดก็แค่เขียนอาการตัวเองไป แล้วพี่ที่เคาท์เตอร์ก็เฉลยด้วยการบอกเราว่านัดคุณหมอxx ให้นะ อ่า เจอจิตแพทย์สินะ ไม่ใช่นักจิตวิทยา

สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าจิตแพทย์กับนักจิตวิทยาต่างกันอย่างไร เราขอแนะนำให้เสิร์ชหาด้วยตัวเอง ไม่ยากหรอกเชื่อสิ แต่ก็ดูแหล่งที่น่าเชื่อถือนะเพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง

เราได้คิวที่หก คนหนึ่งจะได้เข้าห้องไป 5-10 นาทีเท่านั้น เรานั่งรอไม่นานก็ถึงคิว จิตแพทย์ที่เราพบเป็นชายวัยกลางคน คุณหมอเริ่มต้นด้วยการอ่านใบประวัติของเราคร่าวๆแล้วเงยหน้าขึ้นมาคุยด้วย

“คณะ x ปี x... จะจบแล้วหนิ ภาควิชา x... ชอบเชื้อตัวไหนล่ะ”

เราติดสตั๊นท์ไปแป๊บหนึ่ง คำถามนั้นเป็นคำถามชวนคุยที่ดีสำหรับการคุยกับคนในภาควิชาเรา แต่เราก็ไม่ได้ชอบเชื้อตัวไหน คุยกันไปมาสักพักกลายเป็นว่าเรากำลังเล่าเรื่องโปรเจคที่เราทำให้หมอฟังอยู่ พูดเหมือนเมื่อเช้าเป๊ะ ถึงจะงงๆว่าโปรเจคเราจะทำให้หมอตรวจเราได้ไงแต่ก็เล่าไป

ถัดมาหมอก็ถามว่าเราต้องการอะไรจากการมาหาหมอครั้งนี้ เราก็บอกว่าเราสงสัยว่าตัวเองเป็น PMDD (Premenstrual disphoric disorder) ไหม เพราะเรามีอาการวิตกกังวลหนักก่อนประจำเดือนมาตลอด อยากให้หมอวินิจฉัย คำตอบของหมอค่อนข้างกว้างในความรู้สึกเรา หมอบอกว่าถ้าเรามีอาการตามนั้นเราก็เป็นแบบนั้นแหละ ก็โอเค ตามนั้นค่ะหมอ

หมอเริ่มถามว่าอาการเป็นยังไง แล้วก็ถามลึกถึงลักษณะนิสัย ความคิดของเรา มันน่าทึ่งตรงที่เราตอบไปนิดเดียวแต่หมอสามารถขยายมันได้ แถมคาดเดาได้ตรงประเด็นอีก เค้ารู้ลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมคนจริงๆ ตรงนี้ขอไม่บอกรายละเอียดละกัน สรุปก็คือเราได้ยาตัวหนึ่งมา ยานี้เลือกช่วงกินได้ จะกินก่อนประจำเดือนมา, ตอนมันมาแล้ว หรือถ้าขี้เกียจนับก็กินทั้งเดือนก็ได้ ซึ่งหมอบอกว่าให้เรากินทั้งเดือนเลยดีกว่า เริ่ด

มีอย่างหนึ่งที่เราชอบมากก็คือพอหมอบอกชื่อยามาแล้วก็บอกว่าเราคงมีความรู้เรื่อง mechanism ของยาบ้างจากโปรเจคที่เราทำ เดี๋ยวจะลองเอาไปเสิร์ชดูเองก็ได้นะว่ายาทำงานยังไง ถ้าเป็นคนอื่นหมอก็คงไม่พูดแบบนี้(มั้ง) มันเหมือนกับเราคุยกันแป๊บเดียวแต่หมอก็รู้พื้นฐานเราเกือบทั้งหมดแล้ว หมอแนะนำในสิ่งที่เราจะทำแน่ๆในตอนที่เรายังไม่ทันคิดเลยว่าจะทำ สนุกดี เหมือนดูดวงแล้วเค้าทายเรื่องของเราถูก

เราออกมางงๆ แป๊บเดียวเอง เสร็จแล้ว... ไม่ถึง 10 นาทีแน่นอน จากนั้นก็ไปรับยา (ขั้นตอนนี้นานกว่าคุยกับหมออีก) หมอนัดติดตามอาการของเราในอีก 1 เดือนถัดไป ก็รอดูว่าจะเป็นยังไง



2

หมอเล่าเรื่องของยาให้ฟังนิดหน่อย เขาบอกว่าถ้าปกติเราวิตกแล้วเก็บเรื่องเดิมมาคิด 10 รอบ ยานี้จะทำให้เราคิดแค่ 3 รอบ

เยี่ยมมาก นี่แหละสิ่งที่เราต้องการ

เราก็ยิ้มกริ่มละทีนี้ ต่อไปนี้ไม่ต้องมาคิดเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมาจนไม่เป็นอันทำอะไรแล้ว

คิดง่ายไปน่ะสิ

ผ่านไปแค่วันเดียวก็มีบททดสอบให้ยาของเราแล้ว เรามีปัญหาเงียบๆกับน้องคนหนึ่ง แล้วเราก็เป็นแบบเดิมเลย น้องจะโกรธเรารึเปล่า เราพลาดไปตรงไหน อะไรแบบนี้ คิดวนไปมาจนทำอะไรไม่ได้

ถึงจุดนั้นเราก็เริ่มรู้ว่ามันจะพึ่งแต่ยาไม่ได้ เราเองก็ต้องปรับตัวด้วยเหมือนกัน ต่อให้ยาดีขนาดไหนแต่ถ้าพื้นฐานอารมณ์เราเป็นแบบนี้บ่อยๆยาก็คงต้านไม่ไหวเหมือนกัน

พูดง่ายแต่ทำยากเหลือเกิน ก็บอกอยู่ว่าพื้นฐานอารมณ์เป็นแบบนี้แล้วมันจะปรับยังไง เราเองก็ไม่มีคำตอบเหมือนกัน คิดออกแค่ว่าถ้าพาตัวเองหลีกหนีจากสถานการณ์ที่จะทำให้วิตกได้มากที่สุดก็จะดี

เราก็เลยทำตามนั้น



3

ครบหนึ่งเดือนแล้ว

เราไปหาหมอ แต่ไม่ใช่หมอคนเดิม ด้วยความที่เปลี่ยนเทอมแล้วตารางเรียนเปลี่ยนเราก็เลยไม่ว่างเวลาเดิมแล้ว ช่วงรอยต่อที่เราต้องรอเพราะไปติดต่อเปลี่ยนแพทย์ช้า เราอยู่แบบไม่มียา 1 อาทิตย์ เป็นอะไรที่ทรมานประมาณหนึ่ง ที่ผ่านมาเราคิดว่ามันไม่มีปัญหาอะไรในชีวิตก็เลยไม่วิตกมาก ความจริงมันเป็นยาที่ช่วยเราไว้ต่างหาก เรากลับมาคิดเล็กคิดน้อยเหมือนเดิม จะบ้าตาย

จิตแพทย์คนใหม่เป็นชายวัยผู้ใหญ่ตอนต้นโดยประมาณ เขาเรียกหมอคนก่อนของเราว่าอาจารย์ คงจบมาได้ไม่นานมั้ง วิธีการพูดของหมอสองคนต่างกันโดยสิ้นเชิง เราชอบการค่อยๆหว่านล้อมของหมอคนแรกมากกว่าการถามตรงๆแบบหมอคนที่สอง แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก หมอเขาก็ถามว่ากินยามาเดือนหนึ่งเป็นไง เราก็ตอบไปตามตรง ผลออกมาคือเขาให้เราลองต่ออีกเดือน ก็โอเค

เหมือนเดิม ขั้นตอนรับยานานกว่าคุยกับหมออีก



4

กินยาแบบเดิมมันก็ให้ผลแบบเดิม เดือนนี้ก็คงเหมือนเดือนที่แล้วแหละมั้ง

แต่ไม่ใช่

เดือนนี้จะต่างกับเดือนที่แล้วเพราะงานเยอะมากแบบเท่าตัว เราเป็นคนทำงานช้าแต่ดันขี้เกียจ งานที่ผ่านๆมาเราอาศัย ‘ความอยากเพอร์เฟค’ ผลักดันให้ตัวเองทำงานส่งทันเดดไลน์ให้ได้ เราใช้ประโยชน์จากความขี้กังวลของตัวเองทำงานที่ดีที่สุดในระยะเวลาสั้นๆ อาจจะงงๆ เราก็ถ่ายทอดความคิดเราออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่นั่นแหละ นี่เป็นครั้งแรกที่เราเห็นช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดของการใช้ยานี้— เราไม่ทำงาน

ไม่ว่าวันส่งจะกระชั้นเข้ามาขนาดไหนเราก็ยังใจเย็น ก่อนกินยา ทุกครั้งที่เราจะทำงานยากๆเราจะต่อต้าน เอาแต่คิดว่าทำไม่ได้แน่ๆ ไม่อยากทำ หมกมุ่นอยู่กับความคิดนั้น แต่ก็ยังมีความวิตกของการกลัวไม่มีงานส่งมากลบ พอกินยาแล้วความรู้สึกต่อต้านนั้นก็เลยชนะขาดลอย และเราก็ส่งงานไม่เนี้ยบไปหลายงานเลย

จุดแตกหักมันคือเมื่อวาน

มันเป็นวันที่เราต้องสัมมนารีวิวเปเปอร์ในวิชาหนึ่ง เรายังไม่เคยอ่านรีวิวเปเปอร์ละเอียดขนาดนี้ มันยาก และเราต่อต้าน ผลคือเราทำไม่ทัน ในวินาทีที่เรานั่งอยู่ในห้องสัมมนา สไลด์เรายังไม่เสร็จดี เปเปอร์ก็ยังอ่านไม่ละเอียด เราทำได้แค่บอกให้คนอื่นไปก่อน จนสุดท้ายก็เหลือแค่เราที่ต้องพรีเซนท์

มันเป็นอะไรที่บัดซบ เรานั่งอยู่หน้าคอมแล้วก็คิดแค่ว่า พูดไม่ได้ พูดไม่ได้ พูดไม่ได้ วนอยู่แค่นั้น เราบอกเพื่อนข้างๆว่าพูดไม่ได้หรอก เพื่อนพยายามปลอบว่าจะช่วย แต่เราก็ส่ายหน้าแล้วบอกว่าพูดไม่ได้จริงๆ บอกอาจารย์ให้หน่อยว่าเราพูดไม่ได้ แล้วเราก็ร้องไห้

คนทั้งห้องแตกตื่น แน่สิ มีคนร้องไห้ในห้องสัมมนา อาจารย์ก็ตกใจ เขารีบพูดปิดคลาสแล้วบอกให้เราไปคุยกับเขาในห้องหน่อย เขาพยายามปลอบเราแล้วค่อยๆให้เราพูดถึงสาเหตุที่ร้องไห้ สาเหตุที่ทำงานไม่ทัน เราไม่อยากตอบอะไรเลย เพราะเราคิดว่าทุกคำที่เราจะพูดออกไปคือคำแก้ตัว มันผิดที่เราเองที่จัดการตัวเองไม่ได้ แถมยังมาร้องไห้ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่มีความเป็นมืออาชีพอะไรทั้งนั้น แต่เราก็พูดไป เพราะมันคงจะเป็นช่วงเวลาเดียวที่มีใครสักคนรับฟังเรามั้ง

เรื่องก็จบลงแบบนั้น เราเป็นคนไร้ความรับผิดชอบที่อาจารย์ต้องมานั่งปลอบ



5

เรื่องเมื่อวานจะเป็นแผลในใจเราไปอีกนานแน่นอน สาเหตุที่มาเล่าเพราะอยากระบายล้วนๆ เราก็ไม่อยากไปเล่าให้คนใกล้ตัวฟังเพราะมันก็ละอายใจกับการไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ ยังไงก็ขอบคุณนะคะที่รับฟังเรื่องราวของคนขี้แพ้แบบเรา

เชื่อเถอะว่าไอ้อาการที่ทำงานไม่ได้เพราะอารมณ์ของตัวเองมันมีอยู่จริง อย่าไปคิดว่าเป็นข้ออ้างของใครเลย แล้วก็อย่าปล่อยให้ตัวเองไปถึงจุดนั้น ใจดีกับตัวเองบ้าง ถือว่าเราขอร้องละกัน เราไม่อยากให้ใครมารู้สึกเหมือนเราเพราะมันแย่มากจริงๆ

ใครที่เป็นเหมือนกันก็สู้ๆนะคะ สู้กับอะไรก็ไม่รู้เหมือนกันรู้แค่ต้องสู้ 555555

โชคดีค่ะ ขอให้ชีวิตไม่ต้องเจอกับความกดดันบ่อยๆนะคะ




/ใครอยากได้รายละเอียดเกี่ยวกับการพบจิตแพทย์สอบถามได้นะคะ จะตอบเท่าที่ตอบได้ (จริงๆก็รู้อยู่เท่าที่เล่านั่นแหละค่ะ)







SHARE

Comments

donn
9 months ago
เอาใจช่วยเช่นกันครับ
Reply
ilycm
9 months ago
หนูก็เป็นค่ะ รู้สึกแย่มากๆ T__T
Reply
FergYe
9 months ago
เราก็เป็นค่ะ เพิ่งทำงานชิ้นใหญ่พังยับไปกับมือเพราะคิดว่าเอาอยู่และไม่ไปหาหมอนี่แหละ จะไปหาจริงๆจังๆตอนนี้ก็ COVlD อี๊กกก เป็นกำลังใจให้นะคะ รู้ว่าต้องสู้แต่ไม่รู้จะสู้กับอะไรจริงๆ เหนื่อย แต่ต้องไปต่อ....
Reply
GREYSWEATER
9 months ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ
Reply