โฉมหน้าของความโกรธ
1

รถไฟฟ้าเสีย ไปทำงานสาย โดนฝ่ายบุคคลมองตอนติ๊ดบัตรเข้างาน. 
สั่งข้าว รอเกือบชั่วโมง ข้าวก็ยังไม่มาส่ง พอมาถึงก็ไม่ใช่เมนูที่สั่ง.
ฝากแมสเสนเจอร์ส่งเอกสารสำคัญไปให้ลูกค้าตั้งแต่เมื่อวาน ปรากฏว่าลูกค้าไม่ได้รับ เลยหันไปใช้บริการของบริษัทคู่แข่งแทน ผลคือโดนหัวหน้าเรียกเข้าห้องไปคุย...

บางวัน เหตุการณ์ที่เข้ามากระทบก็เรียงหน้าเข้ามากระหน่ำซ้ำเติมจนอยากคำรามออกมาให้สาแก่ใจ


“อารมณ์” เกิดขึ้นจากสภาวะภายใน คือ ความคิด ความรู้สึก สภาพจิตใจ และสภาวะภายนอก คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า สภาวะทั้งภายนอกและภายในนี้จะถูกเรา “ตีความ” แบบไม่รู้ตัว ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองภายในตัวเรา รู้สึกตัวอีกที สภาพอารมณ์เราก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ปฏิกิริยาที่เกิดตามมาสามารถเป็นได้ทั้งความคิดฟุ้งซ่านที่ผุดขึ้นมาไม่หยุด หรือความรุนแรงทางอารมณ์ที่ปรับขึ้นลงหลายระดับ ซึ่งบางครั้งก็แสดงออกเปิดเผยมาสู่โลกภายนอก เกิดเป็นพฤติกรรม เกิดเป็นการกระทำ

“อารมณ์โกรธ” เกิดขึ้นจากการที่เรารู้สึกว่าตัวเองกำลังเผชิญกับ “ความไม่ยุติธรรม”

ใครบางคนกำลังคุกคาม ลิดรอนอำนาจของเรา ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย ทำให้เราอับอาย คนๆ นั้นกำลังล้ำเส้นของเราอยู่ เราถูกเอาเปรียบ

อาจเป็นเรื่องง่ายๆ ตั้งแต่โดนคนลัดคิวเข้าแถวซื้อของ, เรียกแท็กซีแต่ถูกแท็กซีปฏิเสธ, ไปจนถึงโดนคนลอกเลียนผลงาน, จู่ๆ ก็โดนคนปล่อยข่าวโคมลอยให้เราเสื่อมเสียชื่อเสียง ฯลฯ


คนเรารับรู้เหตุการณ์ต่างกัน เพราะคนเราตีความต่างกัน เหตุการณ์เดียวกันอาจทำให้คนหนึ่งเป็นเดือดเป็นแค้น ขณะที่อีกคนเฉยๆ ส่วนอีกคนรู้สึกขำ

วิธีการแสดงออกว่าโกรธของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปด้วย บางคนไม่พอใจแล้วจะขึ้นเสียง กระโชกโฮกฮาก มีพฤติกรรมรุนแรง ในขณะที่บางคนโกรธมากจนร้องไห้ออกมา

การแสดงออกจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเราเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน ภาพที่เห็นในครอบครัว สังคม สื่อ เป็นอย่างไร คนเราก็จะเรียนรู้วิธีการแสดงออกจากสิ่งที่พบเห็นแบบนั้น



2

ในเว็บไซต์ Psychology Today ได้เผยแพร่บทความของ Blake Griffin Edwards อธิบายรูปแบบการแสดงออกว่าโกรธเอาไว้ 4 ลักษณะ ดังนี้

Aggressive (ก้าวร้าว) คือ แสดงออกสวนกลับไปยังคนที่ทำให้เราไม่พอใจอย่างรุนแรงทันที เช่น กระแทกปิดประตูใส่หน้า ขึ้นเสียง ชี้หน้า พูดแทรกตลอดเวลา แสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย วางก้าม

ยิ่งแสดงออกว่าโกรธมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการจุดชนวนโยนใส่อีกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น อยู่ที่ว่าคู่กรณีจะรู้สึกกลัว หรือรู้สึกอยากลุกขึ้นมาสู้กลับ

หากว่าเรากำลังคุยเรื่องงานกันอยู่ แล้วเราระเบิดอารมณ์ขึ้นมากลางวง จะทำให้งานไม่คืบหน้า อคติที่เกิดขึ้นจากความเกลียดชัง ความเหม็นขี้หน้าจะทำให้งานที่ควรต้องเดินหน้าทำให้เสร็จไม่ถูกจัดการเสียที ถ้าระเบิดอารมณ์แบบนี้บ่อยๆ จะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพและสูญเสียความสามารถในการควบคุมอารมณ์ตัวเอง


Passive/Aggressive (ก้าวร้าวแบบซ่อนเร้น) คือ ภายนอกเหมือนจะเห็นด้วย แต่ภายในเก็บความเดือดดาลเอาไว้

คนกลุ่มนี้เจ็บปวดแต่หน้ายังยิ้มระรื่น คนที่แสดงออกว่าโกรธแบบนี้จะแอบลอบทำร้าย ลอบโจมตีคนที่ทำให้ตัวเองโกรธลับหลัง ต่อหน้าทำเสมือนว่า “ไม่ได้โกรธ ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย” คนรอบข้างจะมึนงงกับพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้มาก บางคนอาจถึงขั้นมีพฤติกรรมที่ทำให้คนอื่นรู้สึกกลัวหรือขยะแขยง

อารมณ์กดทับที่ไม่ได้รับการสะสางของคนกลุ่มนี้ นานวันเข้าจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง พวกเขามองว่าตัวเองเป็นเหยื่อ ตัวเองไม่มีวันออกจากสถานการณ์ตรงนี้ไปได้


Passive (เก็บกด) คือ กักขังความรู้สึกเกลียด ถูกเอาเปรียบ ความไม่เป็นธรรมนั้นไว้ เก็บความโกรธเอาไว้ข้างใน ชีวิตขมขื่น หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เจออะไรยากจะเดินหนี ไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา

คนรอบข้างจะสัมผัสความไม่มั่นคงในจิตใจของคนกลุ่มนี้ได้ เพราะความทุกข์ฉายชัดออกมาทั้งทางสีหน้าและการกระทำ

มีผลงานวิจัยของ Ernest Harburg และคณะจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ทำการตามติดชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งอยู่หลายทศวรรษเพื่อศึกษาเรื่องความโกรธ พบว่า ทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่เก็บซ่อนความโกรธไว้ไม่แสดงออกมีแนวโน้มจะหัวใจวายมากกว่า มีแนวโน้มจะเสียชีวิตก่อนคนที่พอโกรธก็แสดงออกบอกอีกฝ่ายว่าตัวเองกำลังไม่พอใจ

ถ้าเลือกแสดงออกว่าโกรธด้วยการกดมันไว้ อาจต้องระวังเรื่องโรคซึมเศร้าด้วยอีกทาง


Assertive คือ อารมณ์โกรธได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเหมาะสม เชื่อมั่นในตนเอง สื่อสารเท่าที่จำเป็น ไม่มีการใช้เสียงแข็งกร้าวหรือใช้คำหยาบ ถือเป็นการจัดการความโกรธแบบนักการฑูต

นักการทูตจะแสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างชัดเจน แต่สงบนิ่ง คนรอบข้างจะมองว่าเขาเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์กับการแสดงออกของตัวเองได้ สามารถรักษาสิทธิ์ของตัวเองเอาไว้ไม่ให้คนอื่นก้าวข้าม แต่ก็ยืนหยุ่นและตรงไปตรงมาภายใต้สถานการณ์ยากลำบากชวนอึดอัดใจ



จากรูปแบบการแสดงออกว่าโกรธ 4 ลักษณะนี้จะพบว่า :

คำแนะนำว่า “ลืมๆ ไปเถอะ ช่างมัน เวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่างเอง”
เป็นคำแนะนำที่ไม่ช่วยอะไร เพราะสาเหตุว่าทำไมเราจึงโกรธยังไม่ได้รับการพิจารณาเจาะลึก
นอกจากประเด็นเรื่องเหตุการณ์หรือคนที่มากระทบ ยังมี “การตีความ” ของเราด้วย ว่าทำไมเราจึงตีความไปแบบนั้น
เวลาเราโกรธ มันจึงไม่ใช่แค่สภาวะภายนอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เป็นเรื่องสภาวะภายในด้วยว่าลึกๆ แล้ว เรารู้สึกไม่ปลอดภัยตรงไหน เรารู้สึกกลัว ไม่มั่นคงอย่างไร

วิธีคิดว่า “ถ้าไม่ด่าอีกฝ่ายกลับไปบ้าง เดี๋ยวมันจะได้ใจแล้วทำอีก”
ก็เป็นวิธีคิดที่ไม่ช่วยอะไรเช่นกัน เพราะถึงเราโกรธและด่ากลับไปเจ็บแสบ ก็เป็นแค่การแก้ปัญหาระยะสั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว ต้นเหตุว่าทำไมอีกฝ่ายจึงทำเช่นนั้นยังไม่ได้รับการจัดการ จะอย่างไร ปัญหาเดิมก็จะเกิดซ้ำอีก

ข้ออ้างว่า “ก็ช่วยไม่ได้ เราเป็นคนโกรธง่าย/ขี้โมโหนี่นา”
ความจริงคือ Mindset ต่างหากที่มีชัยเหนือทุกสิ่ง ถ้าคิดว่าตัวเองเป็นคนขี้โมโห ก็จะเป็นคนขี้โมโห 
ถ้าคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนชอบโมโหใส่คนอื่นสักหน่อย อยากจะลดๆ อารมณ์รุนแรงของตัวเองลงบ้าง ถ้าตั้งใจจะลดความรุนแรงของตัวเอง ย่อมต้องลดได้อยู่แล้ว



3

ต้องเข้าใจก่อนว่า ความโกรธก็คือความโกรธ ความโกรธไม่ใช่การบันดาลโทสะ 
เราสามารถโกรธได้ โดยที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์กับคนที่ทำให้เราโกรธเอาไว้ได้ด้วย 
ในวารสาร Greater Good ของมหาวิทยาลัย UC Berkeley ได้อธิบายขั้นตอนการแสดงออกว่าโกรธให้ถูกวิธีเอาไว้ ดังนี้

(1) เมื่อเจอคนหรือเหตุการณ์ไม่ถูกใจ ต้องรู้สึกตัวให้ทันว่า “ความโกรธมาแล้ว”

เหตุการณ์ที่มากระทบเราไม่มีผลกับเรามากเท่าความรู้สึกว่าเดี๋ยวเหตุการณ์จะแย่ไปกว่านี้ เจ้าความรู้สึกว่า “ภัยกำลังจะมา” คือตัวที่ทำให้เราตอบสนองแบบสวนกลับไปทันทีในฐานะกลไกป้องกันตนเอง (เช่น อยู่ๆ ก็โดนด่า เรารู้สึกไม่ดี เลยด่าสวนกลับ)

ถ้ามองผลกระทบในระยะยาว จะรู้ว่าการตอบสนองทันทีไม่มีผลดีอะไรเลย ตอบสนองไวไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นในกรณี มีแต่จะซ้ำเติมให้เหตุการณ์แย่ลงไปกว่าเก่า ดังนั้น รู้ตัวให้ไวเมื่อความโกรธเกิดขึ้น ไม่ต้องกดดันตัวเองว่า “หายโกรธเดี๋ยวนี้นะ!” เพียงแค่รู้ตัวก็พอ

(2) แยกแยะเหตุการณ์ว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หรือเป็นเหตุการณ์นอกเหนือการควบคุม

เหตุการณ์ที่เราเปลี่ยนแปลงได้ เช่น เราไปซื้อหมวกที่ร้านค้า เราได้ยินราคาขายที่แม่ค้าขายให้คนก่อนหน้า แต่พอถึงเราจ่ายเงินกลับราคาแพงกว่าเป็นเท่าตัว กรณีนี้ เราสามารถชี้แจงกับคนขายได้ว่าทำไมเราไม่พอใจกับราคานี้ คนขายอาจลดหรือไม่ลดราคาให้กับเรา แต่นี่คือเหตุการณ์ที่เราสามารถเปลี่ยนได้

เหตุการณ์นอกเหนือการควบคุม เช่น เราลงเรือท่องเที่ยว แล้วลมพัดหมวกเราปลิวหายไปในทะเล กรณีนี้ถึงโกรธว่าหมวกหาย ก็พาหมวกใบเดิมกลับมาไม่ได้

ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่นอกเหนือความควบคุมของเรา ถึงโกรธไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ถ้ามองว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ให้ไปขั้นตอนต่อไป

(3) ถ่วงเวลา จงใจยืดเวลาในสถานการณ์ตรงหน้าออกไป ถึงจะทำให้อีกฝ่ายต้องรอ ก็ปล่อยให้เขารอ

หยุดคิดทุกอย่าง แค่จับอาการตัวเองให้ได้ว่าตอนนี้เราโกรธอยู่ ลมหายใจหนัก รู้สึกร้อน จังหวะหัวใจเต้นแรงมาก อาการสั่นที่ขา จับความรู้สึกทั้งหมดนั้น ถ่วงเวลาไว้อย่าให้ตัวเองโมโหสวนกลับใส่อีกฝ่าย ให้ตอบสนองช้าๆ

พอจับความรู้สึกทั้งหมดที่ว่ามาได้แล้ว หัวคงยังร้อนอยู่ แต่อาจพอทำให้ใจเย็นลงบ้าง ให้มองสถานการณ์ตรงหน้าเหมือนเล่นหมากรุก มองเกมไปข้างหน้าอีก 2 ก้าวว่า ถ้าเลือกตอบสนองแบบ A จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าเลือกตอบสนองแบบ B จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ประเมินดูว่า “ถ้าแสดงออกว่าโกรธในสถานการณ์นี้ มันจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดีขึ้น หรือเลวร้ายลงกว่าเดิม"

(4) บอกคู่สนทนาไปตรงๆ ว่าตอนนี้เรากำลังรู้สึกไม่ดีนัก และให้ขอโทษนำไปก่อน

จุดประสงค์ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่เพื่อข่มขู่หรือหาเรื่องกลับ แต่เป็นการบอกให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าคำพูดหรือการตัดสินใจของเราหลังจากนี้อาจคลุมเครือเกินไป เพราะตอนนี้ภายในใจเราเกิดอารมณ์ปั่นป่วนเกิดขึ้นหลายอย่าง หรือตัดสินใจไม่ดีได้ เราขอโทษไม่ใช่ขอโทษที่เกิดอารมณ์โกรธขึ้น แต่ขอโทษเพราะความโกรธมีผลทำให้ตอนนี้คิดอะไรไม่ได้รอบคอบเท่าที่ควร ความสามารถในการสื่อสารก็ลดลง อาจทำให้ใช้คำพูดไม่เหมาะสม หรือการตัดสินใจก็อาจไม่ดีเท่าที่ควร

จุดมุ่งหมายของการบอกอีกฝ่ายไปตรงๆ แบบนี้เพื่อแสดงความจริงใจ ทำให้เขารู้ว่าบทสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่นี้ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจนัก วิธีนี้มีแนวโน้มว่าจะทำให้อีกฝ่ายเห็นใจเรามากขึ้น

ในขณะที่เปิดอกยอมรับว่าตัวเองรู้สึกไม่ดี แต่เรายังคงให้เกียรติอีกฝ่าย เจรจากันต่อไปอย่างผู้มีวัฒนธรรม คนรอบข้างที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้นแม้จะหัวเสีย แต่แน่นอนว่าเขาจะแอบชื่นชมกิริยาเช่นนี้อยู่ในใจ ถึงจะเป็นช่วงเวลายากลำบาก แต่ให้ดำเนินการเจรจาไปช้าๆ โดยให้เกียรติอีกฝ่ายไปให้ได้ตลอด ความสงบนิ่งของเราที่อยากจะคงความสันตินั้นไว้จะเป็นที่จดจำไม่รู้ลืมของคนที่พบเห็น

(5) คอยตรวจสอบอารมณ์ตัวเองตลอด คุมความโกรธให้อยู่ในขอบเขตที่เราคุมได้

ให้คิดภาพหน้าปัดบอกความเร็วรถยนต์ ระดับความเร็วคือระดับความโกรธ ไล่จาก

สดชื่น /สบาย/ ไม่พอใจ/ รำคาญ/ ขัดใจ/ ฉุน/ หงุดหงิด/ โกรธ/ โมโห/ เลือดขึ้นหน้า/ เดือด /เจ็บร้อน / เป็นเดือดเป็นแค้น / บ้าเลือด

ถ้าเมื่อไรที่เร่งเครื่องเร็วเกินไป จะสูญเสียความควบคุมได้ง่าย ต้องปรับลดระดับความเร็วลงมาให้อยู่ในจุดที่เราควบคุมได้เพื่อเจรจากับคนที่ยั่วโมโหเรา

ให้คอยสังเกตพฤติกรรมของอีกฝ่ายว่าเขามีท่าทีขยับตัวออกห่างจากเราอย่างไร ตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดดีๆ และอ่านสถานการณ์ให้ออกจากภาษากายของคู่สนทนา

ลดระดับความเร็วลงมาเพื่อดูว่าคนที่ทำให้เราไม่พอใจอยู่ในสภาพพร้อมเจรจาหรือปิดกั้นการรับรู้ จงใจปะทะ หรือเขาเองก็หาทางออกจากสถานการณ์นี้อยู่


4

ความโกรธ แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นอารมณ์ที่ดีหรือไม่ดี มันเป็นอารมณ์พื้นฐานเช่นเดียวกับอารมณ์สุข หรืออารมณ์เศร้า ความโกรธเป็นเครื่องมือส่งสัญญาณเตือนภัยว่าสถานการณ์ตรงหน้าไม่น่าพอใจนัก ดังนั้น นัยหนึ่งก็คือ มันช่วยให้เราระวังตัวมากขึ้นเพื่อที่ว่าเราจะได้ปลอดภัย

ยังมีรายงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่บอกว่าความโกรธช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ (อ่านเพิ่มเติมได้จาก Scientific American) มองโลกในแง่ดี และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ เวลาเราโกรธ หัวเราจะแล่นดีเป็นพิเศษ สามารถคิดนอกกรอบทลายข้อจำกัดทุกอย่างที่มีอยู่ เพราะเราโกรธจนคิดแต่จะหาทางทำให้สิ่งที่เราโกรธเลิกทำให้เราโกรธเสียที

ตัวอย่างเช่น ข้าวของที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน ล้วนเกิดขึ้นได้เพราะนักประดิษฐ์ไม่พอใจสิ่งที่มีอยู่เดิม มันใช้ยาก ใช้ลำบาก หรือใช้ต้นทุนมากเกินไป 
-คนแต่ก่อนหาบเร่แบกของ ก็พัฒนามาเป็นเกวียน รถม้า รถยนต์. 
-สตีฟ จ็อบส์ไม่พอใจมือถือปุ่มกดเยอะๆ หน้าตาไม่สวย ทุกวันนี้คนเลยมีไอโฟนใช้. 
-นักวิจัยไม่พอใจโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากเลยวิจัยหายาที่จะมายับยั้งการเติบโตของเชื้อโรค
-หมอคิดหาวิธีผ่าตัดรูปแบบใหม่ๆ ที่คนไข้ไม่ต้องเสียเลือดมาก ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นมากนัก 
-วิศวกรการแพทย์สร้างเครื่องมือแพทย์ชนิดใหม่ๆ ที่ใช้งานได้ดีกว่าเครื่องเดิมที่มีมาก่อนแล้ว

เราไม่ได้รู้สึกถึงความไม่พอใจในชิ้นงาน ผลิตภัณฑ์ หรือบริการของพวกเขา เพราะพวกเขาทุ่มเทความไม่พอใจใส่ลงไปในการพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อ “แก้ปัญหา” ไม่ใช่คอยบ่นว่าสิ่งไม่ดีที่มีอยู่ แล้วก็บ่นต่อไปโดยไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เขาไม่พอใจ จึงใช้ความไม่พอใจนั้นมาขับเคลื่อนตัวเอง

เราสามารถใช้ความโกรธเป็นเชื้อเพลิง นำไปสู่การแก้ปัญหาด้วยวิธีที่คนไม่เคยคิดมาก่อน ความโกรธจึงเป็นเชื้อเพลิงนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมนั่นเอง



5

การยอมรับความจริงว่าเรามีความโกรธ คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความเข้าใจตัวเองให้ลึกลงไปกว่าภาพที่เห็นภายนอก ต้องลองสำรวจสภาวะภายในของตัวเองดูว่าแท้จริงแล้วมันมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง ทำไมเราจึงรู้สึกโกรธ

ตัวอย่าง : ถ้าเราโกรธที่รุ่นน้องไม่ช่วยงาน มัวแต่คุยเล่นตลอดเวลา แต่สุดท้ายตอนพรีเซนต์งาน รุ่นน้องกลับได้หน้าไปหมดเสมือนว่างานนี้รุ่นน้องทำเองคนเดียว เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ 
จากเหตุการณ์นี้ เรารู้สึกไม่พอใจรุ่นน้องคนนี้มากๆ

เราต้องลองดูข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ว่าคืออะไร

หนึ่ง. เรารู้ว่ารุ่นน้องทำงานนี้ไม่เป็น แต่นอกจากเราจะไม่สอนงานแล้ว เรายังไม่แบ่งงานให้รุ่นน้องด้วย แต่เลือกที่จะประหยัดเวลาสอนโดยการรวบทำงานทั้งหมดไว้เองคนเดียว

นั่นคือ เราต้องฝึกเรื่องการสอนงาน หรือฝึกแบ่งงานและติดตามงานให้เป็น

สอง. เราอิจฉารุ่นน้อง เพราะรุ่นน้องไม่เหนื่อยเลยสักนิด ทำงานนี้ไม่เป็นสักหน่อย แต่ได้หน้าไปเต็มๆ เราไม่พอใจเพราะหัวหน้าชอบการนำเสนอนี้มาก ทีมอื่นๆ ก็ตื่นเต้นว่าไอเดียดี พรีเซนต์ดีด้วย เพราะรุ่นน้องเป็นคนเข้ากับคนง่าย ทุกคนก็เลยพากันไปชื่นชมรุ่นน้องกันหมด

ปัจจัยหลักของเรื่องนี้เป็นเรื่องบุคลิกภาพ และทักษะการนำเสนอ
นั่นคือ เราสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้างจากวิธีการพรีเซนต์งานของรุ่นน้อง เราสามารถปรับปรุงวิธีพรีเซนต์งานของตัวเองได้อย่างไรบ้าง

ถึงจะรู้สึกไม่ดีอยู่บ้างจากเหตุการณ์ทำงานคู่กับรุ่นน้อง แต่ก็ทำให้เห็นจุดที่ควรปรับปรุงตัวของตัวเอง



ถ้าลองขุดเรื่องนี้ต่อลงไปเรื่อยๆ โดยไม่หลอกตัวเอง ก็จะเจออะไรอีกมากมาย เช่น ไม่ชอบใจเลยที่พวกผู้ชายในแผนกชมรุ่นน้องกันใหญ่ หรือหนุ่มที่เราแอบชอบก็ดูจะปลื้มรุ่นน้องคนนี้เอาเสียมากๆ

คำถามสำคัญคือ “ทำไม”

Q: ทำไมต้องไม่พอใจที่ผู้ชายในแผนกชื่นชมรุ่นน้อง? 
A: เพราะตัวเองอยากให้เค้าชื่นชมตัวเองบ้าง? เพราะตัวเองไม่น่ารักเหมือนรุ่นน้อง ไม่มั่นใจเหมือนรุ่นน้องรึเปล่า?

Q: ทำไมไม่พอใจที่หัวหน้าชื่นชมรุ่นน้อง?
A: เพราะรู้ว่ารุ่นน้องได้เงินเดือนสูงกว่าตัวเอง

Q: ทำไมไม่พอใจที่รุ่นน้องได้เงินเดือนสูงกว่าตัวเอง?
A: เพราะรุ่นน้องเด็กกว่า อายุงานก็น้อยกว่าแท้ๆ

Q: ก็ในเมื่อรุ่นน้องเด็กกว่า ทำไมรุ่นน้องถึงได้เงินเดือนสูงกว่าล่ะ?
A: เพราะรุ่นน้องพูดได้สี่ภาษา สำเนียงเป๊ะมาก เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส ปิดยอดใหญ่โตได้ทุกเดือน ผลการทำงานของน้องติดอันดับ TOP5 ของแผนกตลอด

Q: ถ้าอย่างนั้น เราสามารถทำอะไรได้บ้าง ถึงอิจฉาน้องก็เปลี่ยนรุ่นน้องไม่ได้อยู่ดี
A: เราสามารถ 1… 2… 3… 4…


หรือถ้าถามๆ ไปอาจขุดเจอว่า จริงๆ แล้วเรากลัวว่าตัวเองจะต้องตกงาน กลัวว่าบริษัทยอดขายไม่ดี วันหนึ่งเขาจะเชิญเราออกแล้วเราต้องดิ้นรนหางานใหม่ เรามีภาระค่าใช้จ่ายที่ออกจากงานไม่ได้เด็ดขาด
นั่นคือ เรารู้สึกไม่มั่นคงทั้งเรื่องงานและเรื่องเงิน เป็นต้น.


ความรู้สึกว่า “ไม่พอใจรุ่นน้องที่ไม่ช่วยงาน แต่ได้หน้า” เป็นเพียงแค่ฉากหน้าเท่านั้น 
ความจริงคือไม่ใช่แค่ไม่พอใจรุ่นน้องหรอก มันคือความไม่พอใจตัวเอง

ใช้ความโกรธเป็นกุญแจไขความลับที่เราเก็บซ่อนไว้ในตัวเอง ความรู้สึกไม่ดีที่เราเก็บซ่อนไว้คืออะไร?
การถูกปฏิเสธ ถูกทอดทิ้ง การไม่เป็นที่รัก การสูญเสียความควบคุม ความขาดแคลน ความหวาดกลัว ฯลฯ

ความโกรธเป็นเพียงสัญญาณเตือนบอกว่าเรารู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะถูกล้ำเส้น แต่ทำไมเราถึงรู้สึกไม่ปลอดภัยแบบนั้นล่ะ?

ถ้าเป็นคนอื่นมาทำแบบเดียวกันนั้นกับเรา เราจะโกรธไหม เพราะอะไร?

ถ้าคนอื่นทำแบบนี้ เราไม่โกรธ ถ้าอย่างนั้น ทำไมถ้าคนนี้ทำเราถึงต้องโกรธล่ะ? 
มันมีอะไรในตัวเขาที่ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยงั้นเหรอ?



6

สุดท้ายแล้ว ความโกรธก็เป็นเพียงแค่ความโกรธ ไม่ได้เป็นความรู้สึกไม่ดีที่ควรกำจัด หรือเป็นความรู้สึกผิดบาปที่แสดงออกไม่ได้

ความโกรธไม่ใช่การโมโหร้าย ฉุนเฉียว หรือขึ้นเสียงตวาดใส่ผู้อื่นอย่างหยาบคาย 
สิ่งเหล่านั้นคือการแสดงออก และเราสามารถเลือกแสดงออกได้ว่าจะแสดงออกอย่างก้าวร้าว ก้าวร้าวอย่างซ่อนเร้น เก็บกด หรือแสดงออกอย่างนักการทูต

ความโกรธมีประโยชน์แก่คนที่รู้จักมันดี รู้ตัวเมื่อความโกรธมาถึง ใช้ความโกรธเป็นกุญแจไขเข้าไปในใจเพื่อเข้าใจตัวเองมากขึ้นไปอีกขั้น และเลือกใช้ความโกรธนั้นมาเป็นพลังเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ต่อไป

ความโกรธก็เป็นเพียงแค่ความโกรธเท่านั้นเอง




nananatte
16.09.2019

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v



Source:

Anger Gives You a Creative Boost
https://www.scientificamerican.com/article/anger-gives-you-a-creative-boost/

The Right Way to Get Angry
https://greatergood.berkeley.edu/article/item/the_right_way_to_get_angry

The Value of Anger: 16 Reasons It’s Good to Get Angry
https://www.goodtherapy.org/blog/value-of-anger-16-reasons-its-good-to-get-angry-0313175

Understanding Anger
https://uhs.berkeley.edu/sites/default/files/understanding_anger_0.pdf

What Kind of Angry Are You? The 4 Ways We Get Mad
https://www.psychologytoday.com/intl/blog/progress-notes/201903/what-kind-angry-are-you-the-4-ways-we-get-mad

SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments