อิจฉา อิจฉา อิจฉา ทำไงดี?
1

ในวงสนทนาของเพื่อนกลุ่มหนึ่ง

เพื่อน A เล่าว่า แฟนซื้อมือถือรุ่นท็อปให้เป็นของขวัญวันเกิด
เพื่อน B เล่าว่า แฟนไปทำงานต่างประเทศเลยซื้อ coach รุ่นลิมิเต็ดมาฝาก
เพื่อน C เล่าว่า สามีกลับจากทำงานและเสาร์อาทิตย์ช่วยอยู่บ้านเลี้ยงลูก
เพื่อน D เล่าว่า บริษัทส่งให้ไปทำงานต่างประเทศบ่อยๆ ยังสนุกกับการทำงานแบบนี้ ยังไม่คิดอยากแต่งงาน และยังไม่อยากเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต

คุณคิดว่า ทั้งสี่คนพอแยกกันกลับบ้านแต่ละคนไปแล้ว ในใจจะรู้สึกอย่างไรกันบ้างคะ?


2

ในหนังสือ “คลังคำ” หมวด ข180 ได้ให้คำอธิบายความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้นเมื่อผู้อื่นประสบสิ่งดีไว้ ดังนี้

อิจฉา คือ ไม่พอใจเมื่อเห็นเขาได้ดีกว่าตัว, อยากได้ดีอย่างเขาบ้าง 
เช่น อิจฉาน้องว่าแม่รัก, เห็นเขารักใคร่กันแล้วก็อิจฉา

อิจฉาริษยา, อิจฉาตาร้อน คือ เดือดร้อนที่เห็นเขาได้ดี 
เช่น อิจฉาตาร้อนที่เห็นเขาร่ำรวย

ริษยา คือ ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี 
เช่น ใส่ความเขาด้วยความริษยา, ดวงใจรุ่มร้อนด้วยความริษยา


ความน่าสนใจของ “ความอิจฉา” คือ ถ้าเรื่องดีๆ เกิดกับคนที่ห่างไกลจากเรา เช่น ดารา หรือคนดัง ถึงได้ยินข่าวดีของพวกเขาสักเท่าไร ใจเราก็ไม่อิจฉามากนัก แต่พอเป็นคนใกล้ตัว ยิ่งสนิทมากเท่าไร ความอิจฉาดูจะเกิดขึ้นง่ายเหลือเกิน

ทันทีที่เราอิจฉา ปฏิกิริยาต่อเนื่อง ความรู้สึกหลากหลายแบบจะตามมาอีกเป็นพรวน แต่โดยองค์ประกอบพื้นฐานของความอิจฉาแล้ว การที่เราจะอิจฉาใครสักคนได้ มันเป็นเพราะเรา “เปรียบเทียบ” แล้ว “ตัดสิน” ทั้งตัวเองและผู้อื่น ทันทีที่ได้รับรู้เรื่องดีของเขา แล้วเราหยิบตัวเองขึ้นมาเปรียบเทียบ เกิดการชั่งน้ำหนักแล้วตัดสินว่า เราด้อยกว่าเขาหรือไม่ เขาได้ดีกว่าเราหรือเปล่า เช่น

เพื่อน AA ถูกรางวัลชิงโชคได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นฟรี และ
เพื่อน BB ทำงานเก็บเงินพาพ่อแม่พี่น้องไปเที่ยวยุโรป 1 สัปดาห์ได้ด้วยตัวเอง

เมื่อเราได้ยินว่าเพื่อนถูกรางวัลชิงโชค เราจะตัดสินว่าเขาได้ดีกว่าเรา แต่กรณีนี้ เราไม่ได้ด้อยกว่าเขา กรณีนี้เราจะไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจมากนัก นอกจากจะยินดีในความโชคดีของเพื่อนแล้ว ก็น่าจะฝากเพื่อนซื้อของกลับมาให้ด้วยซ้ำไป

ในทางตรงข้าม เมื่อเพื่อนเล่าว่าหลังจากทำงานเก็บเงินมาสักระยะ ก็อยากตอบแทนคุณพ่อแม่โดยการพาไปพักผ่อนในต่างประเทศ พี่ช่วยส่งเสียให้เขาได้เรียนหนังสือ ก็เลยอยากตอนแทนพี่ด้วย ส่วนน้องยังไม่มีรายได้ แต่ก็ต้องพาไปด้วยอยู่แล้ว เป็นการพาครอบครัวไปเที่ยวเอง ไม่มีใครเป็นสปอนเซอร์

เวลาฟังเพื่อนเล่าเรื่องพาครอบครัวไปเที่ยว เชื่อว่าหลายคนจะต้องเกิดความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น เจ้าความรู้สึกไม่สบายตัวในท้องจะติดค้างอยู่อย่างนั้น วันเวลาผ่านไปมันก็จะยังรู้สึกอยู่ มันคือความละอายที่เป็นผลพวงมาจากการตัดสินตัวเอง เนื่องด้วยเราไม่สามารถพาคนทั้งครอบครัวของเราไปเที่ยวแบบนั้นได้บ้าง

แน่นอน เราสามารถแสดงความยินดีกับเพื่อนได้ว่าเพื่อนเก่งมาก ต้องทั้งขยันและเก็บเงินเก่งจริงๆ ถึงจะพาทั้งครอบครัวไปพักผ่อนเช่นนั้นได้

เวลาฟังข่าวดีของคนอื่น แล้วคิดว่าเราเองก็ทำแบบนั้นได้เช่นกัน ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเขา เราจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจมากนัก และสามารถแสดงความยินดีกลับได้สบายๆ

แต่ทันทีที่เรารู้สึกด้อยกว่า การจะอ้าปากกล่าวชมเชย ดูต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอีกหนึ่งระดับ

แต่เหนือกว่าความอิจฉา มันมีความรู้สึกที่เป็นพิษร้ายมากขึ้นไปอีกขั้น นั่นคือ ความริษยา มองว่าคนอื่นไม่สมควรได้ในสิ่งที่พวกเขาได้ด้วยซ้ำ


3

ลองมาดูการเปรียบเทียบ การตัดสินคนอื่น ตัดสินตัวเอง และวิธีการแสดงออกในลักษณะต่างๆ กัน ดังนี้

ก) เขาได้ดี ก็สมควรแล้ว แต่ที่เราเป็นอยู่แบบนี้ก็ดีเช่นกัน 
-- เราสามารถแสดงความยินดีกลับได้สบายๆ

ข) เขาได้ดี ก็สมควรแล้ว แต่เราด้อยกว่า 
-- เรารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ หรือรู้สึกว่าเราเองก็สามารถได้ดีเช่นเดียวกับเขาเช่นกัน

ค) เขาได้ดี แต่เขาไม่สมควรได้เลย ส่วนเราเป็นอยู่นี้ก็ดีอยู่แล้ว 
-- เราอาจจะเฉยๆ หรือไม่พอใจ

ง) เขาได้ดี แต่เขาไม่สมควรได้เลย ตัวเรา(หรือคนอื่น) ยังดีกว่า เก่งกว่าเสียอีก 
-- เราไม่พอใจและเรารู้สึกเดือดร้อนกับการที่เขาได้ดี


รูปแบบ ก เขาได้ดี ก็สมควรแล้ว แต่ที่เราเป็นอยู่แบบนี้ก็ดีเช่นกัน
นี่คือความสบายอกสบายใจ ต่างฝ่ายต่างยินดีกับการใช้ชีวิตของกันและกัน ทันทีที่เราสามารถยินดีและสบายใจไปกับความสำเร็จหรือข่าวดีของอีกฝ่าย นี่คือสุดยอดของมิตรภาพและความสัมพันธ์ คนที่สามารถแสดงความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีโดยที่ในใจยินดีจริงๆ ไม่ใช่เพียงแต่ทำไปเป็นมารยาท คือคนที่รู้จักตนเองและมองเห็นคุณค่าของตนเอง เข้าใจในหน้าที่ที่ตนทำอยู่ และให้เกียรติสิ่งที่ผู้อื่นทำ

รูปแบบ ข เขาได้ดี ก็สมควรแล้ว แต่เราด้อยกว่า
หากความรู้สึกตกอยู่ในรูปแบบนี้ที่มองว่าเราด้อยกว่า การแสดงออกเป็นไปได้ 2 แนวทาง คือ 
(1) ใช้ความรู้สึกว่าตัวเองยังด้อยเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเอง ให้มองคนที่ได้ดีแล้วเป็นเหมือนตัวอย่างว่า “เขาทำได้ เราก็จะทำได้เช่นกัน” ขอบคุณที่เขาเป็นตัวอย่างดีๆ ที่ทำให้เรารู้ว่าคนที่ตั้งใจและพยายาม จะสามารถเติบโต พัฒนา เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไรได้บ้าง หรือ

(2) มองว่าตัวเองไม่ดีพอ โทษตัวเอง คนอื่นเค้าโชคดี เรามันโชคร้าย เล่นบทเหยื่อที่ไม่เคยได้พบแสงสว่าง ไม่มีความสามารถ หดหู่ จับเจ่า เศร้าซึม ถ้านานวันเข้ายังคงโทษตัวเองต่อไปและมองว่าตัวเองไม่ดีพอต่อไปเรื่อยๆ จะพาลเกลียดตัวเองและเกลียดคนที่ได้ดีกว่าตัวเองในที่สุด (กรณีนี้ แนะนำให้อ่านหนังสือ “กล้าที่จะถูกเกลียด” ทั้งเล่ม 1 และเล่ม 2 ค่ะ)

รูปแบบ ค เขาได้ดี แต่เขาไม่สมควรได้เลย ส่วนเราเป็นอยู่นี้ก็ดีอยู่แล้ว
รูปแบบนี้เกิดขึ้นได้เพราะสิ่งที่เขาได้ดีนั้นไม่ข้องเกี่ยวหรือมีผลกระทบอะไรกับตัวเรา แต่การมองว่าคนๆ หนึ่งไม่สมควรได้ในสิ่งที่เขาได้รับ คือการด่วนตัดสิน เราอาจไม่รู้ว่าเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ต้องทุ่มเท พยายามมากขนาดไหนกว่าจะได้ในสิ่งที่เขาได้ในวันนี้ แต่เพราะมันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา เราก็เลยเฉยๆ อาจมีไม่พอใจนิดหน่อย แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก

รูปแบบ ง เขาได้ดี แต่เขาไม่สมควรได้เลย ตัวเรา(หรือคนอื่น) ยังดีกว่า เก่งกว่าเสียอีก
กรณีนี้เห็นบ่อยเวลามีงานประกวด หากคนที่ได้รับรางวัลเป็นคนที่เราคิดว่าไม่เหมาะ เราเก่งกว่า หรือผู้เข้าประกวดคนอื่นเก่งกว่าตั้งเยอะทำไมถึงไม่ได้รางวัล และเราก็จะสามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ร้อยแปดประการว่าคนๆ นี้ไม่ดีอย่างไร เราขุ่นเคือง ร้อนใจ จนแสดงออกมาในรูปแบบคำพูดหรือการกระทำที่รุนแรง

หากความอิจฉาไม่สามารถหยุดไว้ได้แค่ความคิด แต่เล็ดลอดจนออกมาสู่โลกภายนอก มันจะถูกส่งออกมาในรูปแบบการพูดจาทำร้ายจิตใจอีกฝ่าย มีทั้งแบบยกตัวเองให้สูงขึ้น บางทีอาจถึงขั้นโกหก หรือพูดเพื่อกดอีกฝ่ายให้ต่ำลง คำพูดที่ใช้เป็นได้ทั้งคำพูดสุภาพแต่เต็มไปด้วยทัศนคติเชิงลบ หรือภาษาสมัยพ่อขุนรามที่เต็มไปด้วยความชิงชัง แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร มันก็คือการปกป้องความอ่อนแอของตนเอง คำพูดร้ายกาจอาจทำให้รู้สึกดีขึ้นชั่วครู่ ณ ตอนที่พูดออกไป แต่เราก็จะยังจมอยู่ในทะเลทุกข์ ยังเจ็บปวดและรู้สึกถึงความร้อนจากความอิจฉาเหมือนเดิมต่อไป

สำหรับบางคน อาจไม่จบเพียงแค่คำพูด แต่เลือกที่จะลงมือทำร้ายกัน ถ้ามาถึงขั้นนี้ได้ แสดงว่าข่าวดีของอีกฝ่ายคือเหยียบโดนแผลเก่าให้กลับมาเหวอะหวะอีกครั้ง ตัวอย่างการทำร้ายในลักษณะนี้พบเห็นทั่วไปในละครและข่าวอาชญากรรม ตั้งแต่วางแผนเพื่อจ้องทำลายชื่อเสียงของอีกฝ่าย ทำลายชีวิต และอนาคตหน้าที่การงาน สำหรับคนที่หน้ามืดตามัวหนักๆ จะทำลายอีกฝ่ายโดยไม่สนใจว่าตนเองต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง รู้แค่ว่าต้องหาทางฉุดอีกฝ่ายไม่ให้ขึ้นสูงกว่าตน

คนที่อ่านโพสต์นี้อยู่ น่าจะมาไม่ถึงขั้นลงมือทำร้ายใครหรอก แต่การพูดจาทำร้ายจิตใจน่าจะยังมีบ้างเพราะมันพลั้งปากออกไป หยุดตัวเองไม่ทันจริงๆ แต่ไม่ว่าจะพูดจาไม่ดีหรือลงมือทำร้ายใครเข้า สุดท้ายคนที่ยังเจ็บก็คือตัวเราเอง แผลที่ยังไม่ได้รับการรักษามีแต่จะถูกกรีดให้ลึกลงไป



4

ความจริงแล้ว ไม่ว่าคนอื่นจะได้ดีขนาดไหน มันก็ไม่เกี่ยวกับเราเลย 
สิ่งที่ควรสำรวจคือ “ทำไมใจเราถึงนึกอิจฉา” ต่างหาก

ทำไมถึงเป็นเดือดเป็นร้อน? มันเกิดจากเพราะเราคิดว่าตัวเราไม่ดีพอ(มองตัวเองต่ำกว่า) 
หรือเพราะเราคิดว่าตัวเรายังดีกว่าเสียอีก(มองตัวเองสูงกว่า)

การตัดสินตัวเองเช่นนี้ มันจะมีคุณค่าบางอย่างที่เรายึดถือถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบอยู่

เช่น กรณีของเพื่อน A ที่เล่าว่าแฟนซื้อมือถือรุ่นท็อปให้
ถ้าคุณค่าที่เรายึดถือคือ “เราทำงานหาเงินใช้เองได้ อยากได้อะไรก็ซื้อใช้เอง” ไม่เห็นต้องรอใครมาออกเงินซื้อให้เลย แต่มีคนซื้อให้ก็ประหยัดเงินดีนะ ถ้าบรรทัดฐานเราเป็นแบบนี้ เราก็สามารถยินดีกับเพื่อนไปได้สบายๆ

แต่ถ้าคุณค่าที่เรายึดถือคือ “คนรักกันต้องแสดงออกว่ารักผ่านสิ่งของสิ” พอได้ยินเรื่องของแฟนเพื่อน ก็จะหยิบมาเปรียบเทียบกับแฟนตัวเองทันทีแล้วก็มองว่าตัวเองด้อยกว่า เพราะแฟนเราไม่เคยซื้ออะไรให้เลย

ดังนั้น วิธีหนึ่งในการจัดการความอิจฉาคือ ต้องสำรวจบรรทัดฐานของตัวเองว่า ที่จริงแล้วมันมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เราปรุงแต่งบรรทัดฐานให้อลังการเกินจริง หยิบความคาดหวังทุกอย่างของสังคมโยนลงมาใส่บรรทัดฐานนี้โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า เพราะเรื่องบางเรื่องเราอาจจะไม่ได้เห็นว่ามันสำคัญก็ได้

เช่น สมมติว่า เลิกกับแฟน แฟนไปคบกับ CC และเราคอยตามดูโพสต์ของ CC อยู่เสมอ CC ชอบโพสต์ภาพอาหารสวยๆ คลีนๆ และภาพเธอในชุดโยคะ

ถ้าเราเกิดความรู้สึกไม่ดีเวลาเจอโพสต์ของ CC ลองถามตัวเองว่า
-เราอยากกินอาหารสวยๆ คลีนๆ พวกนั้นทุกมื้อจริงเหรอ?
-เราคาดหวังว่าตัวเองจะมีซิกแพ็ค หุ่นฟิตเฟิร์ม ทำท่าโยคะยากๆ ได้แบบนั้นจริงเหรอ?
-เราอยากใส่ชุดโยคะแล้วคอยถ่ายรูปลงไอจีกับเฟซบุ๊คทุกวันแบบนี้จริงรึเปล่า?

ถ้าคำตอบคือ ใช่ ก็เริ่มกินคลีนและไปเล่นโยคะได้เลยตั้งแต่วันนี้
แต่ถ้าคำตอบคือ ไม่ ก็แสดงว่านี่ไม่ใช่คุณค่าที่เรายึดถือ เราสามารถกดไลค์ให้กำลังใจนาง และเลื่อนฟีดไปดูอย่างอื่นต่อ หรืออันฟอลโล่วนางก็ได้เช่นกัน


หรือ เพื่อนที่มักจะอัพภาพถ่ายสถานที่สวยงามตลอดเวลา เพราะงานของเพื่อนเป็นงานที่ทำให้ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศอยู่ตลอด

เราอาจนึกอิจฉาคุณเพื่อนที่ได้อยู่ในสถานที่งดงาม ภาพถ่ายแต่ละภาพของเธอราวกับหลุดมาจากนิตยสารหรือพินเทอเรสของบล็อกเกอร์ชั้นแนวหน้า

แต่ถามว่า ให้เราแพ็คกระเป๋าเดินทางย้ายที่นอนทุกคืน ไม่ได้นอนบ้านสักเท่าไร และทุกครั้งที่กลับถึงบ้านก็เจอสภาพบ้านรกเพราะไม่มีเวลาเก็บ แล้วก็ต้องแพ็คกระเป๋าเดินทางไปที่สวยๆ แห่งใหม่เพื่อทำงานอีกแล้ว ...นั่นคือไลฟ์สไตล์แบบที่เราอยากมีจริงไหม? นี่คือคุณค่าที่เรายึดถือจริงรึเปล่า?

ถ้าคำตอบคือ ใช่ ก็แปลว่าเราอาจต้องทบทวนเรื่องงานที่เราทำอยู่
ถ้าคำตอบคือ ไม่ ก็จงกดไลค์ให้กำลังใจเพื่อน และเสพย์ภาพถ่ายงามๆ ของเพื่อนต่อไป


ถ้าในใจนึกอยากเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ก็สำรวจไม้บรรทัดของตัวเอง ทบทวนดูว่ามันใช่คุณค่าที่เราเห็นว่าสำคัญจริงๆ



4

ตัวอย่าง : กรณีพี่อิจฉาน้อง เพราะแม่รักน้องมากกว่า

พอลองดูภาพรวมความสัมพันธ์ของบ้านนี้แล้วพบว่า ในขณะที่พี่ทำงานหนัก 80+ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แทบจะไม่มีเวลาอยู่บ้าน ส่วนคนน้องเลิกงานกลับบ้านตามปกติ มีเวลาอยู่กับแม่ คนน้องมีอิสระ รายได้ดี สามารถพาแม่ไปกินอาหารดีๆ ช็อปปิ้งเสื้อผ้า หรือพาไปเที่ยวต่างประเทศได้ปีละ 2-3 ครั้ง เวลาแม่มีอะไร แม่ก็จะเอาให้น้องก่อน

ความจริงก็คือ เพราะน้องมีเวลาอยู่บ้านมากกว่าพี่ เวลาแม่มีอะไร เช่นทำอาหาร หรือซื้อของดีๆ เข้าบ้านย่อมต้องเอาให้น้องก่อน เพราะน้องเลิกงานก็กลับบ้าน ส่วนคนพี่แทบไม่เคยอยู่บ้านเลย

ผลคือ คนพี่น้อยเนื้อต่ำใจ บอกว่าแม่ไม่รัก เธอเลือกแสดงออกโดยการไม่พอใจทุกคนในบ้าน เครียดลงกระเพาะจนปวดท้อง ลำไส้แปรปรวน แสบท้องจนเป็นลม

บรรทัดฐานการเป็นลูกที่ดีของคนพี่ คือ (1) ต้องมีเวลาพาแม่ไปทำกิจกรรมสนุกๆ ได้ และ (2) ต้องมีเงินมากเพียงพอจะพาแม่ไปกินของดีๆ ซื้อเสื้อผ้า และพาแม่เที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ ได้

เนื่องจากบรรทัดฐานที่คนพี่วางไว้ทั้ง 2 ข้อเป็นสิ่งที่ตัวเธอเองทำไม่ได้ทั้งคู่

ดังนั้น ยิ่งคนน้องทำอะไรให้แม่มากขึ้นเท่าไร (เช่น ปลูกบ้านใหม่ให้แม่ มีพื้นที่ให้แม่ทำสวนได้ด้วย เพราะแม่อยากปลูกผักสวนครัว) คนพี่ก็จะยิ่งไม่พอใจและแสดงความร้ายกาจทางวาจาและพฤติกรรมต่อคนในบ้านมากขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกัน อาการเครียดของเธอมีแต่จะเครียดมากขึ้น และเธอก็จะปวดท้องอยู่เรื่อยไป

ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แม่ลูก หรือความสัมพันธ์แบบคนรัก มีหนังสือเล่มหนึ่งที่อธิบายการแสดงออกและการรับรู้ความรักเอาไว้ได้ดีมาก นั่นคือ ภาษารัก (The 5 Love Languages) ของคุณหมอ Gary Chapman ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้เป็นจิตแพทย์ คุณหมอรับฟังคำพูด มุมมองความเห็นของคู่รักที่อยู่ในช่วงกำลังจะแยกทางมาเป็นพันๆ คู่ จนพบว่า “คนเรามีการแสดงออกว่ารักอยู่ 5 แบบ” คือ

1. สายเปย์ – ซื้อของดีๆ ให้ พาไปเที่ยว เลี้ยงข้าวเลี้ยงขนม 
2. สายบอกรัก - บอกรักได้ทุกวัน
3. สาย DIY – ชอบทำของ ชอบทำอาหารให้
4. สายผิวกายสัมผัส - ชอบให้ผิวเราสัมผัสกัน ชอบลูบหัว ชอบกอด ชอบจับมือ ชอบออเซาะ 
5. สายใช้เวลาอยู่ด้วยกัน - กลุ่มนี้แบ่งได้อีกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ คนที่แค่อยู่ในสถานที่เดียวกัน แค่อยู่ใกล้ ก็อบอุ่นใจ สบายใจ และรับรู้ว่ารักแล้ว โดยไม่ต้องทำกิจกรรมอะไร กับคนที่ต้องใช้เวลาเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างด้วยกัน

หลังจากเข้าใจแล้วว่า คนเรามีภาษารัก 5 แบบ ก็ต้องเข้าใจว่า คนเรามีวิธีการแสดงออกว่ารัก กับการรับรู้ว่ารักแตกต่างกัน

จากกรณีตัวอย่างบ้านนี้ ไม่ว่าพี่จะทำอะไรให้แม่ แม่ก็ไม่เคยพอใจ ไม่เคยดีใจเลย นี่ก็เป็นเพราะว่าคนพี่ไม่เข้าใจภาษารักของแม่ คุณแม่บ้านนี้รับรู้ความรักผ่านภาษารักที่เรียกว่า “การใช้เวลาอยู่ด้วยกัน” และนั่นคือสิ่งที่คนพี่ไม่เคยมีให้คุณแม่

แม่ย่อมดีใจที่น้องสามารถพาแม่ไปกิน ช็อปปิ้ง และเที่ยวได้ แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสามกิจกรรมที่ว่ามา แม่ก็ทำเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้ลูกๆ จ่ายให้

ดังนั้น คนพี่ไม่จำเป็นต้องอิจฉาน้องเลยที่น้องมีเงินมากมายสามารถพาแม่ไปทำกิจกรรมอะไรต่างๆ ได้ แต่ควรต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรกับ “เวลา” ของตัวเองดี ทำอย่างไรจึงจะสามารถมีเวลาทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณให้กับคนที่บ้านได้

ความอิจฉาที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ สามารถแก้ไขได้โดยการทบทวนบรรทัดฐานของตัวเอง พร้อมทำความเข้าใจอีกฝ่ายว่าเป็นคนที่มีการแสดงออกว่ารักแบบไหน และรับรู้ว่ารักแบบไหน



5

ความจริงแล้ว ความอิจฉามีประโยชน์อยู่ ทันทีที่เราเกิดความรู้สึกอยู่ไม่สุขเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี มันคือเครื่องมือช่วยแสดงให้เห็นว่า จุดอ่อนที่เราสามารถพัฒนาตนเองได้อยู่ตรงไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ หรือการนับถือตัวเอง

การจัดการความอิจฉา แท้จริงแล้วก็คือการดูแลใจตัวเอง คนที่รู้จักตนเองและมองเห็นคุณค่าของตนเอง เข้าใจในหน้าที่ที่ตนทำอยู่ จะให้เกียรติสิ่งที่ผู้อื่นทำ เมื่อเกิดความอิจฉาขึ้นมา ย่อมรับรู้และปล่อยผ่านได้โดยง่าย อธิบายเป็นขั้นตอนได้ ดังนี้

(1) เมื่อเกิดความรู้สึกอิจฉา ก็มองให้เห็นว่าตอนนี้เรามีความรู้สึกอิจฉาอยู่ 
ความอิจฉาอาจแสดงออกในรูปแบบความปั่นป่วนในช่องท้อง ความวูบวาบในท้อง ความอึดอัดในหน้าอก ลมหายใจหนักและติดขัด อาการเบื้องต้นเหล่านี้ช่วยให้เราจับสังเกตได้ว่าความอิจฉาได้เกิดขึ้นแล้ว

(2) ยอมรับว่าตอนนี้เรามีความอิจฉา แล้วยิ้มให้ตัวเอง
ไม่เป็นไรเลยที่คนเราจะมีความอิจฉา ความอิจฉาก็เป็นเพียงความรู้สึกอย่างหนึ่ง มันอาจจะพ่นคำร้ายกาจสารพัดอย่างอยู่ในหัว เราก็เพียงแต่รับรู้ว่านั่นคือเสียงของความอิจฉา ไม่ใช่เสียงของเรา มองดูความอิจฉาดิ้นพล่านเหมือนมองดูไส้เดือนเดินชนกัน ตัวหนึ่งพยายามเดินหน้าต่อไป อีกตัวขดตัวม้วนเป็นวงกลม ความอิจฉาเป็นความรู้สึกที่เล่นใหญ่ กิจกรรมเยอะ ชอบแสดงออก เราก็คอยมองดูว่ามันคิดจะทำอะไรบ้าง จะเลวร้ายสักเท่าไรก็ปล่อยมันพ่นพิษในหัวในท้องเราตามสบาย เราไม่ใช่ความคิดของเรา เราไม่ใช่ความรู้สึกของเรา เรามองดูมันแล้วก็ยิ้มให้กับมันได้

(3) ถ้ายังยิ้มให้กับตัวเองไม่ได้ ให้ตั้งคำถามตัวเองว่าเราไม่พอใจอะไร เราไม่พอใจทำไม
ตอนนี้เราไม่พอใจอะไรอยู่ โกรธเรื่องอะไร หงุดหงิดอะไรมากมายเนียะ?
นี่เราโกรธเพื่อน พี่ น้อง พ่อ แม่ คนรัก เพื่อนร่วมงาน ขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมถึงโกรธล่ะ?
สิ่งแรกที่แว้บขึ้นมาในหัว สาเหตุแรกที่แว้บขึ้นมา นั่นล่ะคือคำตอบ 
มีอะไรเกิดขึ้นในอดีตของเรากันแน่ มีอะไรตรงนั้นที่มันทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยจวบจนถึงปัจจุบัน หาคำตอบของคำถามนั้น ได้คำตอบเมื่อไรก็จะสามารถปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระ บางทีอาจยากนิดหน่อย บางทีอาจเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดที่เราตีความไปเอง หรือบางทีก็อาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คิด แต่เมื่อเรามองเห็น เราก็เยียวยามันได้

(4) เห็นคุณค่าของตัวเอง
เรามีเส้นทางของเราเอง เราตั้งใจทำในสิ่งที่เราทำอยู่ การเดินทางบนเส้นทางของเราคืออะไร เราพอใจไหม เราทำไปทำไม เราภูมิใจกับสิ่งที่เราทำอยู่หรือเปล่า เห็นคุณค่าของตัวเอง เพราะเรารู้ว่าเราก็มีดีเช่นกัน

(5) ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
ไม่ต้องตัดสินคนอื่น เราไม่ใช่กรรมการ สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่รางวัล แต่อยู่ตรงความหมายว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราทำเต็มความสามารถของเรารึยัง ยังปรับปรุงอะไรได้อีกไหม ชีวิตคือการเดินทาง และการเดินทางก็คือรางวัลในตัวเองอยู่แล้ว เพราะเราเต็มที่กับชีวิตของเรา และเขาเต็มที่กับชีวิตเขา แต่ละคนมีหน้าที่ เป้าหมาย ความรับผิดชอบแตกต่างกัน เราทำงานเหนื่อย เขาก็ทำงานเหนื่อย การที่คนอื่นมีเรื่องน่ายินดี นั่นเป็นเรื่องที่ดีแล้ว เวลาคนมีเรื่องให้ยินดี มันก็คือช่วงเวลาที่น่ายินดีจริงๆ



6

ความอิจฉาจะพลิกโฉมหน้าทันทีถ้าเรามองเห็นและแค่ยอมรับมัน
ความอิจฉาจะกลายเป็นเกม เป็นบททดสอบว่าที่ผ่านมา เราดูแลจิตใจเราดีพอรึยัง ดูแลรับผิดชอบชีวิตด้านต่างๆ ของเราดีแล้วไหม ให้ความอิจฉาทำหน้าที่เหมือนฝ่าย QC คอยเข้ามาสุ่มตรวจแง่มุมต่างๆ ของจิตใจ เวลาเจอสินค้ามีตำหนิจะได้ลองคิดทบทวนว่ามันเกิดจากอะไร จะแก้ไขอย่างไรไม่ให้มีตำหนิเช่นนี้อีก

ความอิจฉาก็เป็นเพียงอารมณ์ เป็นเพียงความรู้สึกหนึ่งเท่านั้นเอง
ไม่ต้องตัดสินว่า “เพราะฉันอิจฉาคนอื่น ฉันจึงเป็นคนไม่ดี” หรือต่อว่าตัวเองว่า “ทำไมเราเป็นคนขี้อิจฉาแบบนี้”
ก็แค่รับรู้ว่ามีความอิจฉาเกิดขึ้นมา มองดูมัน แล้วก็ทำความเข้าใจตัวเองไป

คนทุกคนย่อมเกิดความอิจฉาได้ทั้งนั้น 
ดาราดังย่อมอิจฉาคนธรรมดาที่สามารถไปไหนต่อไหนได้โดยไม่ตกเป็นข่าว มหาเศรษฐีล้มป่วยย่อมอิจฉาคนสุขภาพดีร่างกายแข็งแรง คนมีชื่อเสียงอิจฉาอิสรภาพของคนไม่มีชื่อเสียง คนไม่มีชื่อเสียงก็อิจฉาอิทธิพลของเหล่าคนดัง

เหตุผลที่จะทำให้คนอิจฉากันในโลกนี้มีได้ไม่จบไม่สิ้นทันทีที่เริ่มหยิบตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แล้วตัดสินว่าใครดีกว่าใครอย่างไร

ความอิจฉาไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นมีอยู่ 
แต่อยู่ที่การรู้จักตนเอง ลงมือทำในสิ่งที่เราเห็นว่ามีค่า และพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น

คนอื่นได้ดี เราก็ยินดี
เมื่อเราได้ดี เราก็ยินดีที่เราเป็นตัวเราเช่นกัน



nananatte
8.09.2019

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v

Photo by Taufik Akmal Fadhilah from Pexels  
SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

Nawaliw
1 day ago
เขียนดีจังเลยค่ะ ชอบ :)
เรานี่คนขี้อิจฉาและช่างเปรียบเทียบ
พอมาอ่านแล้วได้ประโยชน์มากๆเลย
ขอบคุณนะคะ
Reply