ภาวะสมองไหล
ภาวะสมองไหล

เป็นประโยคที่เราได้ยินบ่อยมากในช่วงหลังๆมานี้ เนื่องจากมีคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่รู้จักพากันลาออกจากบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่เยอะเเยะไปหมด ในยุคนี้ ถ้าเห็นเพื่อนคนไหนทำงานที่นึงเป็นเวลานานมากๆถือว่าเป็นเรื่องเเปลกเเละน่านับถืออย่างสูงสุด 


คำถามที่เราใช้ทักทายเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานคือ 
มึงยังทำที่นี่อยู่หรอวะ 
เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา
เรามีประชุมกับพี่managerของบริษัทที่เป็นพาร์ทเนอร์ (เรียกได้ว่าเป็นบริษัทคู่ซี้กับบริษัทเรา) พี่เขาได้เปรยถึงภาวะการลาออกอย่างฉับพลันของวัยรุ่นสมัยนี้ว่า ภาวะสมองไหล


เป็นปรากฏการณ์ที่เด็กวัยกำลังขยัน อายุ 22-30 ปี มีpassion ทำงานดี เก่ง หัวไว เอาการเอางาน ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ในที่ทำงานเดิมได้ จนต้องยื่นใบลาออกไปในที่สุด เหตุผลคลาสสิกคือ กลับไปช่วยงานที่บ้าน หรือเเม่ป่วย เป็นต้น 

เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทก็เพิ่งรู้ว่าเด็กได้ย้ายไปทำที่อื่นหรือบริษัทคู่เเข่งเเล้ว 
ซึ่งถ้ามองกันจริงๆ เหตุผลที่ออกนั้นไม่ได้มาจากการไม่ชอบเนื้องานที่ทำอยู่ เเต่เป็นเพราะทนกับสังคมที่อยู่ไม่ได้ เเละไม่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าพอที่จะทำต่อเเล้ว


พี่เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ในบริษัทเขากำลังเจอภาวะนี้อยู่ โดยเป็นผลมาจากการควบรวมของหลายบริษัทเข้าด้วยกัน ทำให้สังคมภายในเเบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวเหมือนเเต่ก่อน หัวหน้าก็ไม่ได้ใส่ใจลูกน้องในสังกัดอย่างทั่วถึง มีความขัดเเย้งกันในหลายๆจุดเกิดขึ้น 
ปัจจัยเหล่านี้เหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก เเต่ยิ่งสะสมไปนานวันเข้า ก็สามารถทำให้เกิดเป็นความอึดอัดที่ตามมาอย่างห้ามไม่ได้ 

เด็กหลายคนที่ทำงานดีก็พากันจูงมือเขียนใบลาออก คนเเล้วคนเล่า
กลายเป็นภาวะสมองไหลที่บริษัทกำลังคิดไม่ตก



จริงอยู่ว่าการรับเด็กใหม่ประหยัดค่าใช้จ่าย จ่ายน้อยเเต่ได้ความสดใหม่ อยากป้อนอะไรก็ป้อน อย่างสั่งอะไรก็สั่ง ก็ยูไม่มีประสบการณ์อะ ยูก็ไม่มีทางเลือกนอกจากก้มหน้าทนทำไปก่อนซักปีสองปีให้มีผลงานไปอัพเรซูเม่ได้

เเต่บริษัทลืมคิดไปรึเปล่าว่าการสูญเสียเด็กเก่าที่ เก๋า เเล้วเเม่งโคตรน่าเสียดายเลย ถ้าคนพวกนี้ยังอยู่ บริษัทจะได้กำไรมากกว่านี้หรือไปได้ไกลกว่านี้ก็ได้นะ


เเม่เราก็บอกให้เราอดทน ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆหรอก
เราก็พยายามจะอดทนเหมือนกัน เเต่การตั้งใจทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายท่ามกลางเหล่ามนุษย์ป้าที่นั่งอ่านpantipทั้งวันกับสั่งไลน์เเมนไม่หยุดก็ไม่ไหวเหมือนกัน เห็นเเล้วท้อ

อาจจะเป็นเรื่องจริงที่ความคิดของเด็กรุ่นนี้ไม่เหมือนกับคนรุ่นก่อนๆ เเต่เอาเข้าจริง ความจงรักภักดีมันกินไม่ได้ 
เรารักงาน เเต่บริษัทเเละคนในนั้นไม่ได้รักเราตอบเลย



พี่managerคนนั้นยังบอกอีกว่า
หัวหน้าที่ดีไม่ใช่หัวหน้าที่เเบกทุกอย่างไว้ทำคนเดียวไม่เเบ่งใคร เเต่ต้องพยายามรู้จักลูกน้องตัวเองให้ได้ อ่านให้ออกว่าเขาเก่งอะไร ทำอะไรได้ดี อยู่ตรงไหนเเล้วจะเหมาะสม เเบ่งงานให้ถูกกับความสามารถ
ถ้าทำได้เเบบนี้ จะได้กำไรกันทุกฝ่ายเลย

เพราะสิ่งสำคัญในการเลี้ยงคนไม่ใช่เเค่ตัวเงิน เเต่คือการเห็นคุณค่าของเขา ถึงจะทำให้เขาอยากอยู่กับเราได้ไม่ว่างานจะหนักเเค่ไหน


ฟังเเล้วเเบบโคตร touch 
อยากจะลุกขึ้นปรบมือเเล้วพูดว่า พูดอีกที พูดอีกที พูดอีกทีได้รึเปล่า


อย่าว่าเเต่บริษัทเขาเลย
บริษัทเราเองก็เจอภาวะนี้เหมือนกัน
ล่าสุดเพื่อนคนหนึ่งเพิ่งยื่นใบลาออกวันนี้ เหตุผลก็ไม่ซับซ้อน เงินเดือนเท่าหนวดเเมว โดนเทงานให้ทำคนเดียวเพราะตัวเองไม่เคยบ่น ให้ทำก็ทำไป เพื่อนในทีมกับหัวหน้าพูดประชดเเดกดันทันทีที่ยื่นใบลาออก


จนตอนนี้พนักงานส่วนใหญ่ก็เหลือเเต่คนสูงอายุที่ดูเเล้วน่าจะอยู่ทำงานไปจนเกษียณ ทำงานเเบบเช้าชามกลางวันชามเย็นชาม อยู่เหมือนเป็นบ้าน นินทาคนอื่นสนุกปาก เห็นงานเเล้วลุกเดินหนี ทั้งวันเอาเเต่โทรคุยกันเรื่องของคนนู้นคนนี้ โยนงานไปโยนงานมา

ส่วนชนกลุ่มน้อยที่เป็นเด็กวัยเราๆก็ทยอยหมดไฟ ลาออกกันเดือนละคน สิ้นสุดกันที ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน

เเถมประชากรเด็กใหม่ที่รับเข้ามาจำนวนมากก็ยังทำงานไม่เป็น ไม่มีประสบการณ์ ต้องอธิบายสอนงานกันวันละหลายสิบรอบ



ถ้าบริษัทไม่ทำอะไรซักอย่างเลย ท้ายที่สุดก็จะมีเเต่ทรัพยากรไดโนเสาร์ยุคดึกดำบรรพ์ ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เป็นสปีชีส์ใหม่ๆอาศัยอยู่อีกเลย


พูดเเล้วก็กดอัพเรซูเม่แปบ






SHARE

Comments

cakeryishappy
3 months ago
ช่วงนี้ก็เริ่มได้ยินอีประโยค มึงยังทำงานที่นี่อยู่หรอวะบางแล้วเหมือนกันฮะ อยากมูฟออนแต่ก็กลัวเศรษฐกิจจะมาพังตอนหางานอีก เดือดร้อนชีวิตเข้าไปอีก 555555555
Reply
messagetomyfuture
3 months ago
เข้าใจเลย55555555 ต้องมีที่ไปที่เเน่นอนก่อนแล้วค่อยไปฮะะ ไม่งั้นไม่มีข้าวกิน เเง
KCstory
3 months ago
จริงเลยค่ะ
Reply
messagetomyfuture
3 months ago
จับมือเลยค่ะ เเงๆ