[วันที่พ่อป่วย] 04 - ปูมหลังคนไข้
เอ้อ ผมลืมเล่าไป ว่าพ่อไปทำอีท่าไหนถึงได้ป่วยหนักขนาดนี้ ไปทำอะไรมาหรือเปล่า ไปโดนอะไรมา เครียดจัดหรือมีโรคประจำตัวอะไรไหม

ผมจะเขียนเล่าไว้ตรงนี้ไปเลยละกันถึงว่าปูมหลังของคนไข้นั้นเป็นมายังไง เพื่อที่ว่าคนอ่านที่กำลังอ่านอยู่จะได้เก็บไว้เป็นข้อมูลในการพิจารณาถึงสถานการณ์ของตนเองและคนรอบตัว หรือคนในครอบครัวเป็นที่รักคนอื่นๆของผู้อ่าน จะได้เตรียมตัวหรือวางแผนไว้ในอนาคต หากเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว

อนึ่ง พ่อผมเป็นคนจีนครับ อายุ 60 กว่าแล้ว อากงล่องเรือสำเภอมาจากไหหลำ แล้วก็มาเจอย่าที่ประเทศไทยเลยตัดสินใจตั้งรกรากแล้วก็ออกลูกออกหลานกระจัดกระจายกันอยู่ในไทยเนี่ยแหละครับ สมัยสงครามเย็นเลย สมัยนั้นประเทศจีนจนมาก แถมประเทศเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยเลยต้องล่องเรือสำเภาอพยพหนีความยากจนมาสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นคนจีนโพ้นทะเลอยู่ที่สยามเนี่ย

ช่วงนั้นอากงผมทำไร่ทำนา ทำสวน เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู...

(เฮ้ยไม่ใช่ละ ผมว่าผมพูดนอกเรื่อง ย้อนรอยไกลเกินไป ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา timeline หลัก ขออภัยจริงๆ ลืมตัว 555)

กลับมาที่เรื่องของพ่อต่อ

พ่อผมเป็นโรคความดัน หรือก็คือโรคความดันโลหิตสูงนั่นแหละ ทำให้จำเป็นต้องไปรับยาจากหมอ และกินยาควบคุมความดันมาตลอดหลายปี

ส่วนสาเหตุที่เป็นโรคความดันน่ะเหรอ พ่อเป็นคนทำงานหนักมาตั้งแต่เด็กเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยยังอายุ 10 กว่าขวบ ก็ออกไปช่วยอากงทำงาน หาเงิน เพราะอากงกับย่านั้นที่บ้านไม่ค่อยมีเงินสักเท่าไร ลูกๆภายในบ้านก็เลยต้องดิ้นรนออกไปทำงานพิเศษหาเงินเพื่อเรียนหนังสือ และแบ่งเบาภาระที่บ้านลง รวมถึงเพื่อหาเงินไว้กินขนม

ทำให้ตั้งแต่เด็กจนโตนั้น พ่อเอาแต่วิ่งทำงาน ทำงาน และก็ทำงานตลอดเวลา พ่อเคยผ่านงานมาแล้วหลากหลาย ทั้งเด็กรถประจำทาง เด็กประจำอู่ซ่อมรถยนต์ ลูกมือ ลูกงานต่างๆ ไปจนถึงเด็กวิ่งยา

ก่อนจะเข้าใจผิด ขออนุญาตเสริมนิดหนึ่งว่า เด็กวิ่งยาในที่นี้ไม่ใช่ยาบ้า หรือยาเสพติดอะไรทำนองนั้นอย่างที่คนสมัยปัจจุบันเข้าใจกัน เพราะเด็กส่งยา หรือเด็กวิ่งยานั้นหมายถึงคนขายยาสามัญประจำบ้าน ที่เดินขายยาตามชุมชน สมัยเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว คนส่งยามีความจำเป็นมาก เพราะสมัยก่อนไม่มีเภสัชกรเยอะทุกมุมเมืองแบบในปัจจุบันนี้ แม้จะเป็นเขตชุมชน และนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พ่อพอมีความรู้เรื่องยา เครื่องยา และอะไรก็ตามที่เกี่ยวยาสามัญประจำบ้าน ไว้คอยเถียงและอ้างว่าตนเองรู้ดีถึงประเด็นด้านสุขภาพมาตลอด

หลังจากเข้าสู่วัยรุ่น พ่อและพี่น้องก็ต้องออกไปหางานทำเพิ่ม เพราะงานที่ทำอยู่ไม่สามารถจุนเจือครอบครัวได้เพียงพอ พ่อก็ต้องออกจากหมู่บ้านไปหางานทำยังต่างจังหวัด ลุงๆก็ต้องออกหางานทำที่ต่างประเทศ สมัยนั้นมีเอเจนต์หางานพาไปทำงานเป็นแรงงานที่แถบๆตะวันออกกลาง ก็พอจะช่วยให้เก็บเงินได้อยู่บ้าง

พ่อทำหลายอย่างมาก พอมีเงินตั้งตัว ก็เริ่มพยายามหาลู่ทางทำมาค้าขายและตั้งธุรกิจเล็กๆของตนเอง เพื่อที่จะลืมตาอ้าปาก ช่วงนั้นเป็นช่วงวัยทำงาน น่าจะช่วงก่อน อายุ 30 เลยเป็นช่วงที่พ่อจับอะไรได้ก็รีบจับ ช่วงนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ยุ่งและงานหนักมากที่สุดช่วงหนึ่งในวัยรุ่นของพ่อ เพราะต้องดูแลหลายอย่าง

พอเริ่มมีเงินจากการทำงานเยอะขึ้น และเริ่มมีภาระหน้าที่มากขึ้น ผม assume เอาเองว่าน่าจะเป็นช่วงนั้นที่พ่อเริ่มกินตามใจปาก น้ำหนักเลยขึ้น กินของทอด ของมัน ตามประสา อาหารที่พ่อชอบมากๆก็คือ อาหารจำพวกหอยทอด ออส่วน ผัดไท แต่ละอย่างน้ำมันเยิ้มๆทั้งนั้น

นั่นก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งพอน้ำหนักมากขึ้นๆ บวกกับภาระหน้าที่การงานที่มากขึ้นจากการทำธุรกิจของตนเอง ก็มีภาวะตึงเครียด ใช้ความคิดมากขึ้นเป็นธรรมดา เลยกลายเป็นโรคความดัน แล้วก็ต้องกินยาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงนั้นเป็นต้นมา พ่อผมเป็นความดันมาหลายปีอยู่นะ ต้องกินยาหลากหลายขนาน แถมยังต้องซื้อเครื่องที่คอยวัดความดันมาอีกด้วย

พ่อก็กินยาเรื่อยมา พร้อมๆไปกับการเลือกที่จะใช้วิธีเสริม คือ หันมาออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น จากเดิมที่ขี้โรค เป็นหวัดง่าย ก็พยายามออกไปเดิน ไปแกว่งแขน ไปขี่จักรยานที่สนามกีฬากลางบ่อยๆทุกเช้าตอนตี 5 กับแม่

แต่อยู่ดีๆก็เกิดดื้อ แล้วก็ปฏิเสธไม่ยอมกินยาขึ้นมา เพราะเห็นว่าช่วงหลังๆนี้ตัวเองออกกำลังกายทุกวัน ไปวิ่งไปเดินที่สนามกีฬา เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอตามประสาวัยกลางคนที่เชื่อว่า การยืนแกว่งแขนทุกวันๆจะช่วยให้ห่างไกลโรคภัย และเชื่อว่าถ้าออกกำลังกายบ่อยๆ เดี๋ยวร่างกายก็สร้างภูมิคุ้มกันมาป้องกันโรค และลดความเสี่ยงของโรคไปเอง (โดยที่ไม่รู้ว่าตนเองนั้นคิดผิด เพราะโรคความดันมันจำเป็นต้องกินยาตลอดเวลา ไม่กินยาคือเข้าถึงจุดเสี่ยงทันที ข้อนี้ผมก็เพิ่งจะรู้เหมือนกัน ไม่คิดมาก่อนว่าบ้านเราจะพลาดจุดจุดนี้)

หลังจากพยายามลดน้ำหนักลง พอพ่อมาลองวัดความดันตัวเองเข้าแล้วพบว่ามันก็ไม่ได้สูงมาก จึงตีข้อสรุปเชื่อไปเองว่าตัวเองนั้นสุขภาพดี และดูแลตัวเองได้ดีแล้ว คงไม่มีปัญหาอะไรหนักหนาหรอก พ่อก็คงคิดอย่างนี้

เลยหาเรื่อง เลิกกินยาแม่งเลย ไม่ยอมกินยาควบคุมความดันอีกเลย ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรเข้ามาดลใจอยู่ๆก็เลิกไปซะอย่างนั้น ทั้งๆที่เมื่อก่อนก็กินเป็นปกติ ละหยุดยาไปเป็นปีๆ รู้สึกว่าจะเลิกไปประมาณปีนึงมั้ง ผมก็เพิ่งมารู้ในตอนหลังหลังจากพ่อป่วยนี้เองว่าพ่อไม่ยอมกินยา เพราะเชื่อว่าตนเองนั้นแข็งแรงแล้ว ลดน้ำหนักได้แล้ว

แถมหลังๆมานี้พ่อพักผ่อนน้อย ออกไปสังสรรค์ กินข้าวกับเพื่อนอยู่บ่อยๆ โดยไม่ได้ควบคุมลักษณะอาหารการกินให้เหมาะสมกับวัยตนเองอีกด้วย หอยทอด ข้าวผัด ออส่วน แกงกะทิ ของทอด หลายๆอย่างที่มันไม่ควรจะสรรหามากิน พ่อก็สั่งมากิน แถมกินแต่ละครั้งก็กินในปริมาณที่มาก มื้อหนึ่งนั้นกินข้าวสองสามจาน พอผมและแม่ถาม เขาก็บอกว่า ก็มันอร่อย เลยกินเยอะ ห้ามก็ไม่ฟัง ก่อนหน้านั้นผมเองก็ไม่รู้จะห้ามยังไง แม่ก็เลยบอกว่าปล่อยๆให้กินเถอะ หากเป็นความสุขของเจ้าตัว

ผมนั้นไม่ค่อยเห็นด้วยอะไรกับแนวคิดนี้สักเท่าไร เพราะมันค่อนข้างฟังดูไร้ความรับผิดชอบ แต่เอาจริงๆ ส่วนหนึ่งมันก็ถูกของแม่ เพราะถ้าเจ้าตัวไม่รู้สึกอะไร ห้ามอะไรยังไงก็คงไม่ฟังกันง่ายๆ ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย (ส่วนนี้ผมเองก็ค่อนข้างรู้สึกผิดนะ เหมือนว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่ง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาป่วยในวันนี้ได้ ในขณะที่เรามีโอกาสจะห้ามหรือทำอะไรสักอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้น่ะ)

นั่นแหละ ผลของการขาดยานานแรมปีอย่างที่ว่าก็เลยส่งผลทำให้ต้องมาล้มป่วยในวันนี้



SHARE
Written in this book
วันที่พ่อป่วย
เรื่องเล่าอ่านสบายๆเกี่ยวกับพ่อ คนสำคัญของครอบครัว ที่ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง เลยมาเล่าให้คนในเน็ตฟังเผื่อเป็นอุทาหรณ์
Writer
DarionTH
The Igniter
คนธรรมดาๆ

Comments