กลุ่มก้อนของความหวาดระแวง [1]


    ข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องเป็นเหมือนข้าพเจ้า แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อคือข้าพเจ้าเชื่อว่าบนโลกนี้ต้องมีคนเป็นเหมือนข้าพเจ้าอยู่แน่นอน มันเป็นความวิปริตทางจิตใจของตัวข้าพเจ้าเอง ชีวิตที่คลุมเครือ สมองและจิตใจที่บิดเบี้ยวไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป

    ข้าพเจ้าทนทุกข์ทรมานกับความคิดในหัวที่ส่งผลต่อจิตใจของข้าพเจ้ามาตลอดตั้งแต่จำความได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างมีที่มา แม้บางเรื่องอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตมากมายนัก แต่มันก็ทำให้ข้าพเจ้าคิดอยากจะจบชีวิตตัวเองอยู่หลายครา เช่นบางครั้งตอนที่ข้าพเจ้าเบื่อ ข้าพเจ้ามักจะนอนฟังเพลง อยู่ๆในหัวก็มีความคิดแล่นเข้ามาว่าเราเกิดมาเพื่อนอนเบื่อเช่นนี้หรือ ทำไมข้าพเจ้าถึงเกิดมา จุดจบของความน่าเบื่อนี้เป็นแบบไหน และมนุษย์ก้าวข้ามมันไปอย่างไร บางครั้งความคิดนี้ก็ทำให้ข้าพเจ้าร้องไห้ออกมาจนไม่เป็นอันทำอะไร นอนจมอยู่กับความเศร้าตั้งแต่หัววัน 

กลางคืนก็เอาแต่วิตกกับความคิด หวาดระแวงว่ามันจะฉุดให้จิตใจของข้าพเจ้าดิ่งลงเหวนรกแบบไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป

หวาดระแวงว่าถ้าหากนอนหลับข้าพเจ้าจะฝันอย่างไร หากฝันร้ายพอตื่นมาอาจจะผวาติดตาจนกลายเป็นภาพฝังใจ คิดไปถึงวันพรุ่งนี้ว่าถ้าหากนอนหลับแล้วตื่นมากลับสู่สภาพเดิมจะใช้ชีวิตอย่างไร ชีวิตประจำวันที่แสนน่าเบื่อทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนจิตตก เชิดชูความตายว่าเป็นนิพพานอันสูงสุด 
 
    เมื่อครั้งยังเด็ก ข้าพเจ้าเคยผูกพันกับคนๆหนึ่ง เขาดีกับข้าพเจ้า เขาเข้าใจข้าพเจ้ายิ่งกว่าใคร เขาทำให้ข้าพเจ้าลืมความเบื่อและคำถามที่เคยตั้งไว้ทั้งหมด เขาทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจความสัมพันธ์และโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ตอนนั้นข้าพเจ้าอายุ 13 ปี ยังอ่อนต่อโลกมากนัก เขาทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำกับข้าพเจ้ามาก่อน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ข้าพเจ้าในวัยสิบสามมีประสบการณ์ที่มนุษย์เรียกว่าความรัก (ข้าพเจ้าไม่ทราบความหมายและนิยามที่แท้จริงของคำว่ารัก เพราะข้าพเจ้ารักครอบครัวของข้าพเจ้ายิ่งกว่าสิ่งใด เปรียบเทียบกับความรู้สึกที่มีต่อเขามันช่างห่างไกลกันนัก) แต่พอเวลาผ่านไปไม่นานนัก เขาทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจถึงคำว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เขาไม่ได้อยู่ในชีวิตของข้าพเจ้าอีกแล้ว ทำไมมันใช้ชีวิตยากเย็นเหลือเกิน ทั้งที่เดิมทีข้าพเจ้าก็อยู่มาได้ และต่อให้ข้าพเจ้าคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนขนาดไหนเขาก็ไม่กลับมาแล้ว คำสัญญา คำว่ารักที่เคยเอ่ยวันนี้กลายเป็นเพียงลมปาก ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยานหรือแม้แต่ร่องรอยของความรู้สึก มีเพียงลม

    ความผูกพันและการสูญเสียทำให้ข้าพเจ้าทุกข์ทรมานมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นกับชีวิตของใครหลายๆคน ข้าพเจ้าไม่อยากสูญเสียใครอีกจึงเลือกที่จะไม่ผูกพัน เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแต่อาจจะไม่ได้ส่งผลดีเท่าไรนัก เพราะทุกครั้งที่ข้าพเจ้าเริ่มสนิทหรือใกล้ชิดกับใครก็เป็นอันต้องหวาดระแวงจนตีตัวถอยห่างออกมาเสียทุกที จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าไม่มีเพื่อนสนิท คนรักหรือที่พึ่งทางใจเหมือนคนอื่นๆ

มีไหม ความสุขที่ไม่ต้องแลกมาด้วยอะไรเลย นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดในช่วงหลายวันมานี้ 
    ความหวาดระแวงของข้าพเจ้าที่มีต่อโลกและผู้คนยังมีอีกมากมายนัก ส่วนหนึ่งมาจากการที่ข้าพเจ้าไม่สามารถเชื่อใจใครได้ ไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าไม่จริงใจ แต่เป็นเพราะข้าพเจ้าไม่อยากยอมรับผลที่ตามมาต่างหาก ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับวลีที่ว่าความเชื่อใจถือเป็นบาป หากแต่เป็นบาปบริสุทธิ์ ไม่มีใครตั้งใจให้มันเกิดหรือมันเกิดขึ้นแล้ว แต่คนบาปหาใช่คนผิดไม่ ถึงแม้จะมีบางเสี้ยวนาทีที่รู้สึกว่าคนคนนี้สามารถวางใจได้ แต่พอช่วงเวลาผ่านพ้นไป ความคิดเดิมที่ข้าพเจ้าไม่สามารถเชื่อใจใครก็กลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    มาถึงตรงนี้แล้วหลายคนอาจจะคิดว่าการที่ข้าพเจ้าหวาดระแวงขนาดนี้ก็เป็นเพราะข้าพเจ้าเอาแต่เก็บตัวไม่ยอมสุงสิงกับใคร แต่หารู้ไม่ว่าการอยู่คนเดียวที่ทำให้ใครหลายๆคนหวาดระแวงกลับทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกปลอดภัยต่างจากเวลาที่ต้องอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆ ยิ่งคนเยอะยิ่งจิตตก หวาดระแวงจนบางครั้งกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี 



 
    ความทรมานที่ข้าพเจ้ากล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าอยากจบชีวิตตัวเองหรือไม่ก็คลุ้มคลั่งจนเสียสติไปเลยเสียยังดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ความอึดอัดมันคับอกจนข้าพเจ้าต้องเขียนระบายออกมาจนอาจจะดูไม่เป็นภาษาไปบ้าง ข้าพเจ้ายินดีน้อมรับทุกคำติชมและขออภัยหากเรื่องราวของข้าพเจ้าทำให้ใครต้องเสียเวลา  


                                                                                                    - Blackstage  


SHARE

Comments

Jsensei
10 months ago
อ่านจบแล้วนา
Reply
Lemniscate
10 months ago
✌😁
Reply