เราหลงลืมอะไรบางอย่าง...

ตื่นๆ...ไปโรงเรียน
เสียงที่คุ้นเคยของย่าที่ตะโกนจากชั้นล่างของบ้านร้องเรียกให้ผมตื่นไปทำหน้าที่ในฐานะนักเรียน
ผมจำได้ดีในเช้าของทุกวันจะได้ยินเสียงร้องเรียกจากชั้นล่างพร้อมทั้งใช้ด้ามไม้กวาดกระทุ้ง เพดานไม้ตรงห้องนอนของผม 

ผมอาศัยอยู่กับย่าและน้องสาวอายุห่างกันสามปี ผมจำกลิ่นของควันไฟในตอนเช้าที่มาพร้อมกับเสียงบ่นด่าลูกหลานที่ไม่ยอมตื่นมาช่วยหุงหาอาหาร ที่จริงผมนอนฟังอยู่ตลอดพร้อมกับอาการแสบจมูกจากควันไฟที่ทำให้ผมไม่สามารถนอนหลับต่อได้ บ้านที่ผมอยู่เป็นบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ที่มุงด้วยสังกะสี ปูนที่ทาแบบหยาบๆ ตามอัตภาพของเงินในกระเป่า

ภาคเหนือช่วงวัยที่ผมเป็นเด็กราวๆ ปีพ.ศ.2543 บ้านส่วนใหญ่ยังอาศัยเตาถ่านในการหุงหาอาหาร หยิบจับผักง่ายๆจากหลังบ้านมาเป็นส่วนประกอบมีทั้ง ชะอม มะนาว มะเขือพวง พริก ตะใคร้ มะกรูด ทั้งหมดเป็นพืชริมรั้วที่ปลูกและหาง่ายตามบ้านทุกหลัง 

ทุกเช้าเวลาตีสี่ครึ่งผมจะได้ยินเสียงเท้าเดินบนไม้กระดานของย่า ที่ตื่นขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก
เพราะตระหนักดีด้วยหน้าที่ ที่ต้องดูแลปากท้องของหลานๆก่อนไปโรงเรียน พอมาถึงครัวหยิบเตาฟืนจุดไฟผ่าฟืนก่อกองไฟ ตระเตรียมหม้อนึ่งข้าวเสร็จแล้วหยิบจับพริกเกลือทำน้ำพริก หนุ่มบ้าง อ่องบ้าง ตามแต่วัตถุดิบจะเอื้ออำนวย พอนึ่งข้าวเสร็จก็จับกระทะเก่าๆที่ก้นเต็มไปด้วยตะกอนของควันไฟ ใส่น้ำมันหมูเตรียมผัดผัก ทอดไข่ ทอดปลา พร้อมกับบ่นด่าเสียงดังทำนองว่า "หลานสองคนไม่มีใครตื่นมาช่วยกูหยิบจับนั่นนี่ซักคนโตเป็นควายกันแล้ว ยังต้องให้หุงหากับข้าวให้กินอีก บลาๆ" ผมได้ยินทุกคำด่าถึงแม้รู้สึกสำนึกผิดเล็กๆอยู่ในใจแต่คงเพราะผมยังเด็ก(มั้งนะ)ทำให้ผมขี้เกียจตื่นมาก 

จนเวลาล่วงมาถึงเจ็ดโมงเช้า ย่าเริ่มกวาดบ้านถึงได้ใช้ไม้กวาดกระแทกเพื่อปลุกให้เราตื่น "ตื่นๆแปดโมงแล้วจะนอนไปถึงไหน" คำโกหกเรื่องเวลาในทุกเช้าทั้งที่จริงแค่เจ็ดโมง ถึงอย่านั้นผมก็ต้องขานรับและเดินงัวเงียไปปลุกน้องที่ตื่นยากกว่า แล้วเดินลงบันไดไปพร้อมกัน พอถึงตืนบันไดก็มาถึงด่านที่สองว่าใครจะอาบน้ำก่ินกันการอาบน้ำของพวกเราตามแต่ฤดูการจะอำนวยถ้าฝนกับหนาวอย่าหวังเราจะอาบกัััน พอเสร็จกิจแต่งตัวทานข้าว ผมจะต้องหยิบขันโตก(ขนาดเท่าๆโต๊ะญี่ปุ่นทำจากไม้สารรูปร่างกลมไว้สำหรับวางกับข้าว) น้องสาวจัดแจงกับข้าวนั่งกินพร้อมกันแล้วเดินไปโรงเรียน 

ระยะทางจากบ้านไปโรงเรียนประจำอำเภอราวๆสองกิโลเมตร เดินไปกับเพื่อนๆ สนุกดี ในตอนเช้าเราก็พอเดินกันไปได้เนื่องจากอากาศในตอนเช้าส่วนมากแล้วจะเย็นถึงหนาว แต่ในตอนเย็นนี่สิร้อนใช้ได้จนบางทีต้องเก็บเงินค่าขนมสองบาทเพื่อซื้อน้ำโค๊กแก้วเล็กก่อนกลับบ้าน

ผมชอบเวลาเลิกเรียนเอามากๆมันเป็นความรู้สึกถึงอิสระภาพบางอย่างที่จะได้วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ พอกลับถึงบ้านผมรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า เราจะนัดกันตรงถนนหน้าบ้าน เพื่อเล่นเกมส์ต่างๆ มีทั้งเอาน้ำใส่ถุงไล่ปากัน เล่นซ่อนหา เตะบอล ตีแบท ตามแต่จะคิดกันได้ บางทีก็อุตริเอาเลือดหมูมาใส่ถุงไล่ปา ยิ่งช่วงสงกรานต์สนุกมากเพราะสามารถซื้อหาประทัดได้ การเล่นประทัดเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นยิ่งเสียงดับอย่าอันสามเหลี่ยม ยิ่งสุดยอดมาก แต่ถึงแม้จะสนุกแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องสนุกของย่าอยู่ดี ผมชอบแอบเก็บเงินซื้ออยู่บ่อยๆ ไม่ให้แกรู้เพราะชอบบ่นเสมอว่าอันตรายและเหมือนเอาเงินไปโยนเล่น 

พอใกล้มืดเราจะได้ยินเสียงย่าร้องเรียกให้ไปอาบน้ำกินข้าว เสร็จจากนั้นถึงเริ่มทำการบ้านอยู่ชั้นล่างของบ้านหน้าทีวีพร้อมกับย่าที่นอนดูละครหลังข่าว ย่าชอบบ่นว่าทำไมถึงไม่ยอมทำกันตั้งแต่เลิกเรียน เอาแต่เล่นระวังโตมาจะเป็นคนโง่ หลายครั้งผมก็ชอบเถียงแกแต่ก็ไม่เคยชนะซักที และถูกหาว่าดื้อด้านไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่อยู่เสมอ แกชอบบอกว่าหากไม่ตั้งใจเรียนโตไปจะลำบากเหมือนย่าที่ต้องรับจ้างทำนา แลกข้าวมาให้เรากินอยู่อย่างงี้ ผมก็เถียงไปว่าป้ายังไม่เห็นเรียนยังรวยเลย หลังจากนั้นไม่ต้องพูดถึงเหตุผลที่ยกมาแต่ละทีถึงไม่ค่อยสมเหตุสมผล แต่หากเถียงต่อเป็นอันยาวทุกที เพราะย่าจะเมาทุกเย็นหลังกลับมาจากทำนาเป็นอันรู้กันว่าหากย่าเมาแล้วเป็นต้องยืดเยื้อทุกที มีครั้งนึงแกหยิบรูปพ่อกับปูมากอดร้องให้ต่อหน้าเรา สุดท้ายเราก็เป็นอันต้องร้องให้ตามย่า ด้วยความคิดถึงคนที่ไม่อยู่...

พอเสร็จจากกิจกรรมชั้นล่างประมาณสี่ทุ่มหรือบางทีก็ยาวถึงละครจบ แล้วแต่ย่าจะหลับตอนไหน เราก็ถึงเวลาเข้านอนในชั้นบนของบ้านจะมีสองห้องนอน ห้องนอนกั้นด้วยไม้อัดหยาบๆ ผมนอนห้องคนเดียวส่วนย่ากับน้องนอนด้วยกัน ก่อนนอนย่าจะบังคับให้เราสวดมนก่อนนอนบางครั้งผมก็แอบนอนแล้วสวดมนตามย่าหลับตาและพูดพร้อมกัน ฮ่าๆๆ พอหลังสวดเสร็จเราจะได้ยินเสียงขอพรจากย่าประมาณว่า "ขอให้สิ่งศักสิทธิรวมถึงพ่อและปู่ ปกป้องคุ้มครองผมและน้องให้หลับดีนอนดีพ้นจากโรคภัยใข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวง" จนถึงช่วงปลายทางของชีวิตย่าผม ในช่วงที่ผมเข้าเรียนมหาลัยปีสาม ผมกลับไปเยี่ยมย่าที่บ้านเดิมก็ยังคงได้ยินเสียงสวดมนที่ร้องขอให้ปกป้องคุ้มครองผม เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมเจอย่า ย่าของผมผอมลงไปมากด้วยโรคต่างๆ นาๆ ผมพูดติดตลกให้แกอยู่ถึงวันรับปริญญาของผม แกไม่รับปาก ผมจากมารำเรียนจนจบและได้งานทำที่ปักใต้ ไม่ค่อยได้กลับบ้านปีนึงผมจะกลับแค่หนึ่งถึงสองครั้ง
ปีที่กลับไปสองครั้งคงเป็นปีที่ย่าเสียนั่นแหล่ะ 

ที่ผ่านมาผมส่งเงินให้ย่าใช้ทุกเดือนตั้งแต่เรียนจบ แต่กลับเพิ่งรู้สึกว่ายังไม่พอในวันที่ย่าจากไปแล้ว ผมน่าจะทำได้ดีกว่านี้ในหลายๆเรื่อง ทั้งยังทำเรื่องที่ผิดพลาดไว้มากเหลือเกิน ในวันที่เราสูญเสียคนสำคัญเราเพิ่งตระหนักได้ถึงค่าของชีวิตมากกว่าเงิน แต่ในวันปกตินั้นเงินกลับมีความหมายมากกว่าชีวิตได้ น่าแปลกที่เราหลงลืมอะไรบางอย่าง...อะไรที่สำคัญต่อตัวเราอย่างมากแต่เรากลับหลงลืมไปเสมอ ในขณะนี้ผมคิดถึงวันเก่าๆ 
.
คิดถึงบรรยากาศของความสุขในบ้านที่ขัดสนเงินมากกว่าห้องนอนแคบๆที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสดวกในยามนี้ คิดถึงกลิ่นควันไฟในยามเช้า มากกว่ากลิ่นข้าวในไมโครเวฟ คิดถึงคำบ่นด่าของย่า มากกว่าคำชมเชยจากคนรอบข้าง คิดถึงครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่ของผม และผมคิดถึงย่า
การจากลาของบุคคลในครอบครัวเปรียบกับการละสังขารเพื่อให้ลูกหลานได้เติบโตและรู้จักชีวิต
07.09.62

SHARE
Written in this book
จิต . ปา . ถะ

Comments