รีวิวหนังสือ – The Tattooist of Auschwitz (Heather Morris)
 
“ถ้าคุณยังตื่นมาในตอนเช้า วันนั้นก็นับเป็นวันที่ดีแล้ว” 

เพิ่งอ่านนิยายเรื่องนี้จบ แล้วก็รู้สึกอึน ๆ บอกไม่ถูก เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชาวยิวที่เป็นเหยื่อของสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกจับเป็นนักโทษแห่งค่ายเอาช์วิทช์-เบียร์เคอเนา และได้รับมอบหมายงานเป็นช่างสักหมายเลขประจำตัวบนลงผิวของนักโทษ ซึ่งความเศร้าของงานนี้คือการสักหมายเลขลงไปบนผิวหนังมนุษย์เนี่ยแหละ มันไม่ใช่ลายสักที่สวยงามหรือสักลงไปเพราะชื่นชอบ เพราะมีความหมายดี แต่มันเป็นหมายเลขที่ระบุว่าคนนี้เป็นนักโทษนะ เคยถูกจองจำมาก่อนนะ เป็นยิวนะ ต่อให้สงครามสิ้นสุดลง เลขที่สักลงไปมันก็ไม่หายไปด้วยอะ แล้วคนที่เป็นช่างสักเองที่เป็นผู้ที่ตีตราสิ่งที่เรียกว่าฝันร้ายลงไป ความทรมานใจที่เราไม่อาจจะรู้ได้ว่ามันต้องกล้ำกลืนขนาดไหนกับการได้เป็นคนฝังความทรงจำร้าย ๆ แบบนี้ลงไปบนท่อนแขนคนอื่น

นิยายมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง จากการสัมภาษณ์หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันเอาช์วิทช์ สิ่งที่สะเทือนใจมากคือ วันหนึ่งชีวิตของเราก็ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีอำนาจในการใช้ชีวิต ร่างกายถูกจองจำอยู่ในสถานที่ที่เรียกได้ว่านรก ได้กลิ่นความตาย ใกล้ชิดความตายทุกขณะจิต ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า หรือแม้แต่อีกหนึ่งหรือสองนาทีข้างหน้าเราจะยังมีชีวิตอยู่ไหม จะโดนจับเข้าไปรมแก้สเมื่อไหร่ หรือทำอะไรให้ผู้คุมไม่พอใจจนถูกยิงทิ้ง ตรากตรำทำงานเพื่อแลกกับซุปเศษมันฝรั่งร้อน ๆ ซึ่งเรียกได้ว่ามีแต่ปัจจุบันและปัจจุบัน และปัจจุบันอันโหดร้ายนี้ก็จะกลายเป็นอดีตที่ตามหลอกหลอน

แต่ “ความรัก” ก็บังเกิดขึ้น, ใช่ บังเกิดขึ้นในที่ที่ไร้ซึ่งความหวังแห่งนี้ 
ความรักนี่เป็นเรื่องอัศจรรย์เนอะ มันเลือกเกิดไม่ได้ เราบอกไม่ได้หรอกว่า “วันนี้ฉันจะตกหลุกรัก” หรือ “ชีวิตนี้ฉันจะไม่รักใครอีกแล้ว” เป็นสิ่งที่เหนือการควบคุมจริง ๆ (นี่พิมพ์ไปแล้วก็นึกถึงหนังสือเรื่อง “ทำไมต้องตกหลุมรัก” ของอาจารย์สรวิช ชัยนามเลย)

แม้แต่ในช่วงชีวิตของคนที่สภาพร่างกายผอมโซ ผมถูกกร้อนหมดหัว น้ำไม่ได้อาบ ฟันไม่ได้แปรง และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่หดหู่เกินจินตนาการ แต่ความรักก็เกิดขึ้นว่ะ

ความรักเกิดขึ้นระหว่างชายหนุ่มคนหนึ่งที่เปราะบางและหญิงสาวอีกคนที่แตกสลาย ในค่ายกักกันเอาช์วิทช์
 
สิ่งที่ชอบที่สุด และไม่คิดว่าจะมีคือบทส่งท้ายที่มีรูปถ่ายและพูดถึงชีวิตจริงของตัวละครหลังจากออกจากค่ายกักกัน คือตัวละครทั้งคู่นี้ต่างคนต่างหนีออกจากค่ายกักกันที่อยู่ในประเทศเยอรมนี แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปสงครามสิ้นสุดลง พวกเขาก็กลับมาเจอกันอีกครั้งที่ประเทศสโลวาเกีย แล้วก็ครองชีวิตร่วมกันจนกระทั่งตายจากกันไป (ตั้งแต่ประมาณปี 1942 จนถึงปี 2003 ที่ผู้หญิงเสียชีวิตไป และผู้ชายก็เสียชีวิตในปี 2006)

“ตราบใดที่เรามีชีวิตอยู่และแข็งแรงดี ทุกอย่างจะพบทางออกที่ดีที่สุดอยู่เสมอ” 
SHARE
Written in this book
Into the book

Comments