ตรงหัวเเม่เท้าข้างขวา
...
ในสมองของฉันมีคนอยู่สองพวก
พวกหนึ่งบอกให้ฉันไปต่อ 
อีกพวกหนึ่งบอกให้ฉันถอดตัวเสีย

เย็นวันเสาร์

พรุ่งนี้เป็นวันที่ฉันจะต้องทำหน้าที่เป็น pacer ระยะ 10 km
เเต่วันนี้นิ้วโป้งเท้าของฉันไม่เป็นใจเสียเเล้ว
มันเกิดจากการที่ฉันเดินโดยที่ไม่ได้ดูว่าข้างหน้าเป็นขอบปูน 
ขอบปูนที่ยึดกับบันได นิ้วโป้งชนกับขอบปูนอย่างจัง

"ให้ตายสิ พรุ่งนี้จะไหวมั้ยเนี่ย"
ฉันบ่นพึมพำ เเละเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง
ว่าจะไปทำหน้าที่เหมือนเดิม
หรือจะขอถอนตัวออก

 
p a c e r 
เป็นเสมือนนาฬิกาเคลื่อนที่
นำนักวิ่งเข้าสู่เส้นชัย
ตามเวลาที่ได้รับมอบหมาย

สิ่งที่สามารถทำได้ ณ ตอนนี้คือการประคบ 
ถ้าหากเป็นรอยฟกชำ้ บวม เเละยังไม่เกิน 48 ชั่วโมง
ต้องประคบเย็น หลังจากนั้นไปเเล้วก็ค่อยประคบร้อน ตามตำราบอกไว้อย่างนั้น
เจลเย็นสีฟ้าที่อยู่ในฟรีซถูกหยิบออกมา วางเเหมะลงไปตรงหัวเเม่เท้า 
มันเย็นมาก เเต่ก็รู้สึกเจ็บไปด้วย
มีเวลาเหลือให้ฉันชั่งใจไม่มาก เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงฉันจะต้องไปรับบิ้บ เเละฟังพี่โดมบรีฟงาน
งานที่ว่าคือ หน้าที่ของเพเซอร์ ข้อควรปฏิบัติเเละข้อห้าม 
ตลอดจนการนัดหมายเวลาก่อนวันรุ่งขึ้น

อาการป่วย หรืออุบัติเหตุต่างๆ 
ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ตอนไหน
ถ้าย้อนไปเมื่อหลายเดือนก่อน 
ฉันมีหน้าที่เป็น sweeper ระยะ 21 km. ของงานวิ่งเเห่งหนึ่ง
เเละอาการเป็นหวัดที่ยังไม่หาย มันทำให้เราต้องตัดสินใจ จะลุยต่อ หรือจะถอนตัว
ครั้งนั้นฉันตัดสินใจลุยต่อ ผลจะเป็นยังไง จะผ่านไปได้ หรือเกิดอะไรขึ้น 
ตัวเองคือผู้ที่จะต้องยอมรับกับผลที่จะเกิด
เเละครั้งนั้นฉันผ่าน 21 km. มาได้ 

เเต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อน 
มันไม่ใช่อาการป่วย ไม่ใช่ไข้หวัด 
เเต่มันคืออาการบาดเจ็บ 
เเละมันเป็นการบาดเจ็บตรงเท้า
ซึ่งเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของการวิ่ง

"เเก เสร็จเเล้วไลน์มานะ" พี่สาวสายติสท์ของฉันหละ
"โอเค" ฉันตอบ

ฉันพิมพ์คำว่า "โอเค" เเต่ดูเหมือนเท้าของฉันไม่โอเคกับฉันด้วยเลย

งานนี้จัดเป็นนี้เป็นครั้งที่สอง
ปีก่อนฉันก็รับหน้าที่เป็นเพเซอร์ 80 นาที
ส่วนปีนี้ 90 นาที
ถ้าฉันถอนตัวก่อนวันงานเพียงไม่กี่ชั่วโมง 
พี่โดมจะหาเพเซอร์จากที่ไหนทันเล่า
เอาล่ะ เเกต้องไปต่อ เเกตั้งไปต่อ

. . .
จะไม่มีการถอนตัวเกิดขึ้น 

ในงานมีจุดรับบิ้บ โซนอาหาร โซนเสื้อผ้า อุปกรณ์วิ่ง ซุ้มปล่อยตัว 
ฉันเดินเข้าไปในงานด้วยท่าทางที่ไม่คล่องเเคล่วเหมือนเดิม 
เท้ากะเผลกๆ เเต่ก็ยังพอเดินไปได้ เอาจริงๆ อย่าว่าเเต่พรุ่งนี้เลย
วันนี้ฉันยังเดินลงน้ำหนักเเทบจะไม่เต็มเท้า
พรุ่งนี้จะไหวจริงๆ เหรอ

เดินเข้าไปในงานก็เจอพี่ๆ น้องๆ เพเซอร์ 
เราทักทายกันตามประสาพี่ๆ น้องๆ ด้วยความเป็นกันเอง 
สักพักพี่โดมก็เรียกทีมเพเซอร์ไปรวมตัวกัน 
ฉันเล่าถึงอาการบาดเจ็บให้พี่ดาว 
พี่นักวิ่งที่อายุมากกว่าฉัน พี่ดาวผ่านสนามมาราธอนมาหลายสนาม
เเกเเนะนำให้ฉันทายาหม่อง เเล้วนอนยกขาสูงๆ เเกบอกว่าให้สูงกว่าระดับหัวใจ

ฉันกลับถึงห้องก็เกือบสองทุ่มเเล้ว 
อาบน้ำ กินข้าว เเล้วก็หยิบยาหม่องมาทารอบหัวเเม่โป้ง
วางหมอนซ้อนกันสองชั้น เเล้วนอนยกขาสูงตามที่พี่ดาวบอก
พรุ่งนี้อาจจะดีขึ้น หรือไม่ก็บวมหนักกว่าเดิม
มีเเค่สองอย่างเท่านั้น

เช้าตรู่วันอาทิตย์

02:00 น.

ฉันค่อยๆ ยกขาลงจากเตียง
กินน้ำเปล่าหลังตื่นนอนตามปกติ
เอาล่ะ คิดว่าคงไหว ยังไงก็อยู่สู้กันอีกนิดนะคุณฝ่าเท้า

กว่าจะขับรถไปถึงงานก็เกือบตีสี่เเล้ว
พี่โดมนัดถ่ายรูปรวมตอนตีสี่
ฉันรีบหาที่จอดรถ เเล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังจุดนัดพบ

เเน่นอนหัวเเม่เท้าบวมกว่าเมื่อวาน มันบวมจนใหญ่กว่าหัวเเม่เท้าอีกข้าง เเละร้าวมาจนเกือบถึงอุ้งเท้า ฉันลองวิ่งเหยาะๆ เเละลงน้ำหนักไปให้น้อยที่สุด

ปีนี้จะมีการปล่อยตัวนักวิ่งเร็วกว่าปีที่เเล้ว
เพื่อที่จะได้ไม่ร้อนจนเกินไป
ตีห้าเศษเราออกจากจุดปล่อยตัว
ฉันค่อยๆ ก้าวด้วยความระมัดระวัง ค่อยๆ ลงน้ำหนัก
ค่อยๆ ก้าว ผ่านโรงเรียน ห้างร้าน วัด
ห้ากิโลเมตรผ่านไป หัวเเม่เท้าฉันยังโอเค
ฉันรู้สึกอย่างนั้น

เราวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 90 นาที
ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
สิ่งที่ฉันเจอมันดีกว่าที่คิดไว้เยอะ
ฉันไม่ได้เจ็บจนเดินไม่ไหว
หรือจะต้องเจาะลูกโป่งเพื่อยุติการทำหน้าที่เพเซอร์

เราเดินไปรับเหรียญเเละเข้าไปยังซุ้มอาหาร
ข้าวไข่เจียว โรตี ข้าวเหนียว ไก่ทอด รอเราอยู่ตรงนั้น

เเละหน้าที่เพเซอร์ 90 นาทีได้จบลงเเล้ว
หน้าที่ของฉันเเละทีมเพเซอร์ลุล่วงไปได้
อาจจะทุลักทุเลบ้าง
เเต่ก็ผ่านไปได้

ขอบคุณ
/.





SHARE

Comments