[วันที่พ่อป่วย] 02 - ถึงมือหมอ
เวลาประมาณเที่ยงคืนของประเทศไทย...

แม่ผมโทรศัพท์หาหน่วยกู้ภัยที่รู้จักกันให้มารับตัวพ่อไปส่งที่โรงพยาบาล เมื่อหน่วยกู้ภัยมา เขาก็รีบจัดการพาพ่อไปส่งที่โรงพยาบาลเอกชนที่ใกล้ที่สุด ซึ่งก็คือโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่มีกิตติศัพท์หนาหูว่าแพงหูฉีก ด้วยความกังวลว่าค่ารักษาจะแพงพุ่งหลักล้าน ผมจึงรีบถามถึงเหตุผลจากแม่

“แม่ ทำไมเลือกไปโรงพยาบาลนี้อะ มันแพงนะผ่าตัดทีเป็นแสนเป็นล้าน”

“เอาเถอะลูก ขอให้พ่อปลอดภัยก็พอแล้ว”

และแล้วพ่อก็ถึงมือหมอที่โรงพยาบาลนั้น ทางหมอและโรงพยาบาลบอกว่าจะผ่าตัดให้ประมาณตี 3 หลังทุกๆฝ่ายเตรียมการพร้อมแล้ว

...

เมื่อถึงเวลาที่นัดหมายไว้ ทีมผ่าตัดก็ได้เริ่มลงมือช่วยชีวิตพ่อ ด้วยการเจาะกะโหลกและดูดเอาลิ่มเลือดที่ตีบตันนั้นออกมาเพื่อช่วยชีวิตคนไข้ การผ่าตัดกินเวลาไปหลายชั่วโมง ผมจำตัวเลขไม่ได้แน่ชัดว่ากี่ชั่วโมง อาจจะประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งทุกอย่างแล้วเสร็จก่อนเวลา 7 โมงตามเวลาไทย

แต่ภายหลังจากผ่าตัดเสร็จ หมอที่ผ่าตัดให้พ่อก็ออกมาแจ้งแม่ว่า พ่อพ้นขีดอันตรายแล้ว และทีมผ่าตัดสามารถดูดเอาลิ่มเลือดเหล่านั้นออกมาได้หมดจด สิ่งต่อไปที่จะต้องบริหารจัดการก็คือ ภาวะพักฟื้นของคนไข้ และการกายภาพบำบัดซึ่งอาจกินเวลาร่วมปี

เพราะในขณะนั้นร่างกายของคนไข้ได้ตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ครึ่งซีก (ข้างขวาตั้งแต่แขนขวาลงไปยังขาขวา) ทำให้จำเป็นต้องมีการทำกายภาพบำบัดภายหลังจากที่คนไข้อาการดีขึ้นแล้ว

หลังจากผ่าตัดเสร็จ ไอ้เพื่อนที่เป็นเภสัชกรของผมมันก็ติดต่อไปที่แม่ผมพอดี และเสนอให้ทำการย้ายพ่อผมไปไว้ที่โรงพยาบาลของอาจารย์มัน ด้วยหวังว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ถูกกว่า และด้วยสถานะที่เป็นสถาบันวิจัยของฝ่ายราชการด้วย จึงน่าจะมีอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัยคอยดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้นกว่า เพราะโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งก็มีอุปกรณ์ที่ไม่พร้อมเพรียงเท่ากับสถาบันการรักษาของภาครัฐ

ด้วยความที่ผมก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กลัวว่าจะจ่ายไม่ไหว จึงเออออห่อหมกไปกับเมื่อมันเสนอมา และช่วยโน้มน้าวทางแม่ให้อีกที

ทางแม่เองก็เห็นด้วยที่จะย้ายพ่อไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลของภาครัฐ แต่อย่างไรก็ดีมันก็ยังมีเรื่องทางเทคนิคที่จะต้องจัดการและใช้เวลา ไม่สามารถย้ายได้แบบปุบปับ ทำให้ในวันนั้นเราต้องพึ่งโรงพยาบาลเอกชนไปอีก 1 คืนเต็มๆ

เนื่องจากการผ่าตัด และการรักษาโรคในลักษณะดังกล่าวที่พ่อผมกำลังเป็นนี้ จำเป็นต้องให้หมอเจ้าของไข้ดูแลอย่างใกล้ชิด และเป็นผู้คอยติดตามทำ follow-up แก่คนไข้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อการรักษาและดูแลที่ต่อเนื่อง

การนึกจะย้ายโรงพยาบาลจึงไม่ใช่แค่การนึกจะย้ายก็ย้ายได้ทันทีเลย แต่เราจำเป็นจะต้องเข้าพบหมอเจ้าของไข้ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อพูดคุยและสอบถามว่า หมอที่เป็นเจ้าของไข้ของเคสใดเคสหนึ่ง (อย่างเคสนี้คือ เคสของพ่อ) นั้นในเวลาราชการเขาประจำการอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งใด

ไม่ต้องกังวลนะครับ สำหรับใครที่เจอเคสเดียวกับพ่อผม หมอโรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่มักมีตำแหน่งเป็นอาจารย์หมออยู่แล้ว และแน่นอนอาจารย์หมอพวกนี้ก็ประจำการเป็นข้าราชการหมออยู่ภายในโรงพยาบาลของภาครัฐแห่งใดแห่งหนึ่งใกล้ๆกันนั้นเอง ดังนั้น หากกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล จึงควรปรึกษาหมอเจ้าของไข้ให้เร็วที่สุด เพื่อดีลกับเรื่องของการย้ายคนไข้ไปสู่โรงพยาบาลรัฐ

อย่างเคสของพ่อผม หมอเจ้าของไข้ก็เป็นอาจารย์หมอฝ่ายศัลยกรรมประสาทอยู่ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง ทำให้การเจรจาขอย้ายตัวคนไข้เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกมากขึ้น เพราะหมอเจ้าของไข้เขาจะเป็นฝ่ายจัดการดำเนินเรื่องเพื่อส่งตัวคนไข้ต่อไปยังโรงพยาบาลที่เขาประจำการอยู่ได้

เมื่อจัดการเรื่องเอกสารและประสานงานด้านการส่งตัวคนไข้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางโรงพยาบาลจึงนัดส่งตัวคนไข้กันในวันรุ่งขึ้น จุดนี้โรงพยาบาลเอกชนดำเนินการได้ดีและสะดวกรวดเร็วมาก ยอมในความ active เลย

หลังจากทราบข่าวดังนั้น ผมจึงโทรไปบอกเพื่อนเภสัชกรให้มันรู้ข่าวว่าเรากำลังจะย้ายพ่อไปยังโรงพยาบาลรัฐอีกแห่งหนึ่ง และขอบคุณมันที่อุตส่าห์ช่วยเป็นธุระไปถึงอาจารย์ของมันให้ แต่คงไม่ได้ใช้บริการอาจารย์ของมัน มันก็ยังอุตส่าห์ออกตัวอีกว่า

“เฮ้ย ไม่เป็นไร !!”

“เดี๋ยวกูบอกเพื่อนที่เป็นหมอที่บรรจุอยู่โรงพยาบาลนั้นให้ช่วยดูให้ มันเพิ่งเรียนจบๆ ปีนี้มันน่าจะไป Intern ที่นั่นพอดี”

ได้ยินดังนั้นผมก็คิดในใจ



“โอ้โห่ แม่งเพื่อนโคตรดี เพื่อนดีๆอย่างนี้ไปหามาได้จากไหนอีกวะเนี่ย”

...

และแล้วในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา สิ่งนั้นมันก็มาถึง...

ใช่แล้วครับ... มันคือ บิลค่ารักษาพยาบาล จากโรงพยาบาลเอกชนนั่นเอง

แม่ผมทักแชทมาบอกว่าค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด 1 วัน และ 1 คืนครึ่ง รวมสนนราคาอยู่ที่...

...

SHARE
Written in this book
วันที่พ่อป่วย
เรื่องเล่าอ่านสบายๆเกี่ยวกับพ่อ คนสำคัญของครอบครัว ที่ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง เลยมาเล่าให้คนในเน็ตฟังเผื่อเป็นอุทาหรณ์
Writer
DarionTH
The Igniter
คนธรรมดาๆ

Comments