[วันที่พ่อป่วย] 01 - จุดเริ่มต้น
เมื่อได้ยินดังนั้น ผมรีบถามแม่ทันทีว่าพ่อเป็นอะไร มีอะไรหรือเปล่า ทำไมอยู่ดีๆพ่อถึงป่วย

แม่เล่ามาว่าอยู่ๆพ่อก็นิ่งไป กำลังไปโรงพยาบาล

“พ่อทำท่าจะลุกไปห้องน้ำ แต่อยู่ๆก็ล้มตัวลงบนเตียงแล้วก็นิ่งไป”

“แม่เรียกเท่าไรก็ไม่ได้ยิน ไม่ตื่น”

“แม่ตกใจมากเลยเรียกรถพยาบาล เขาเพิ่งมารับพ่อไป อีกสักพักเดี๋ยวแม่จะตามไปดู”

“กลับมาอยู่เป็นเพื่อนแม่เถอะลูก”

เห็นสถานการณ์เป็นอย่างนั้น ผมจึงรีบปลอบแม่ก่อน อะไรที่พูดได้ก็พยายามพูด เพื่อให้แม่สบายใจ แล้วก็รับปากว่าจะกลับบ้าน

ก็พยายามบอกแม่ว่าเดี๋ยวช่วงนี้จะดูแลแม่เองไม่ต้องห่วง ก็พูดไปตามเท่าที่จะทำได้ คุยกันเสร็จแม่ก็ไล่ให้ผมไปนอนพัก เพราะที่อังกฤษมันดึกมากแล้ว แม่ก็จะไปเฝ้าพ่อที่ห้องฉุกเฉิน

ระหว่างนั้นผมนอนไม่หลับ ความคิดมากมายหลั่งใหลเข้ามาในหัว ไม่รู้อะไรเป็นอะไร มันเป็นผสมปนเปไปกันหมด ในใจก็นึกไปต่างๆนานา ก็ถามตัวเองวนไปซ้ำๆ

“พ่อเป็นอะไรวะ?”

“ทำไมอยู่ๆถึงป่วย?”

“พ่อไปทำอะไรมาหรือเปล่า?”

บางจุดก็ถึงขั้นตีอกชกหัวโทษตัวเองว่าไม่น่ามาเรียนต่อนอกเลย เสียเวลาเปล่าๆถ้ารู้ว่าพ่อจะป่วยนะ ป่านนี้เลือกทำงานอยู่ในไทยซะตั้งแต่แรกก็ดี อย่างน้อยจะได้พาพ่อไปเที่ยวต่างประเทศได้ ไม่ต้องรอเราเรียนจบ

“พ่อจะรีบป่วยทำไมวะ กูยังไม่ทันกลับไปพาเที่ยวเลย แม่งเอ๊ย ทำไมโชคชะตาเหี้ยอย่างนี้วะ”

สักพักผ่านไป 2-3 ชั่วโมงแม่ก็ทักแชทมาหาเพื่ออัพเดทถึงอาการของพ่อ (ตอนนั้นแม่อยู่โรงพยาบาลในตัวเมือง)

“พ่อถึงหมอแล้วนะลูก”

“พ่อเป็นอาการเส้นเลือดในสมองตีบ”

“เดี๋ยวตอนเช้าจะเริ่มการผ่าตัด ตอนนี้ทำใจให้สบาย หมอจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว”

พอเห็นข้อความดังนั้น ใครจะไปทำใจสบายได้ล่ะครับ ก็ตกใจสิ เพราะปีนั้นคนดังๆทั้งในและต่างประเทศต่างพากันล้มป่วยด้วยโรคนั้นไปหลายราย (โรคเดียวกับอ๊อฟ พงษ์พัฒน์นั่นแหละ)

ณ จุดๆนั้นยิ่งกว่าแตกตื่นอีกครับ รีบค้น Google อย่างไว ด้วยความตระหนก เพราะกลัวโอกาสรอดจะน้อย ค้นไปค้นมา แม่งใจเสียหนักกว่าเดิมอีกว่ะ ไอ้ห่าเอ๊ย

พอคิดอะไรไม่ออก ผมจึงตัดสินใจทักแชทไปหาเพื่อนที่เป็นเภสัชกรแล้วถามทุกข้อเท็จจริงจากปากมัน ว่าไอ้โรคนี้มันเป็นยังไงมายังไง แล้วที่สำคัญคือ “มันแย่แค่ไหน??!!” เพราะผมแน่ใจว่าหากหาใน Google ต่อไปคงทำให้จิตตกกว่าเดิมเป็นแน่แท้

พอไอ้เภสัชนั่นรู้เรื่องก็ตกใจ แสดงความเป็นห่วง ตามประสาเพื่อนฝูง

“เฮ้ย มึง พ่อมึงป่วยเหรอวะ”

“เป็นยังไงบ้าง”

“เดี๋ยวกูอธิบายให้ฟังคร่าวๆ แปบนึง”

“ละมึงจะเอายังไง จะกลับไทยเลยไหม

“ละตอนกลับถึงสุวรรณภูมิจะกลับมาบ้านยังไง”

“ใครจะไปรับมึง มึงจะกลับบ้านยังไง ให้กูไปรับไหม”

“!!$@$$$^$^^&”

ดูมัน... รัวคำถามมาซะตอบไม่ทันเลยทีเดียว ผมก็ตอบไปเรียบๆว่า

“เออ กำลังจะกลับภายใน 2-3 วันนี้แหละ เพิ่งรู้ข่าว ยังไม่รู้เลยอาการเป็นยังไง พ่ออยู่ที่โรงพยาบาล”

หลังจากนั้นมันก็โทรมาร่ายยาวถึงรายละเอียดของโรค และอาการ การรักษา ความเสี่ยง ความเป็นไปได้ต่างๆนานา ในภาษาที่เข้าใจยากตามสไตล์มัน ที่สื่อสารให้คนที่ไม่ได้เรียนมาแทบจะงงในทุกๆคำอธิบายของมัน แต่ก็พอจับใจความได้ว่ามันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ซึ่งผมก็พอได้ถอนหายใจยาวๆขึ้นมาบ้าง ภายหลังจากเป็นกระต่ายใน 2-3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นอกจากนี้มันยังใจดีเสนอตัวจะโทรไปหาแม่ผมแล้วพยายามช่วยอธิบายให้แม่สบายใจอีก ละยังบอกอีกว่า

“เดี๋ยวกูบอกอาจารย์กูที่เป็นหมอในโรงพยาบาลนั้นดูแลให้ ไม่ต้องห่วงๆ”



ผมได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโล่งใจ ละรำพึงรำพันในใจกับตัวเอง

“ทำไมเพื่อนแม่งประเสริฐจังวะ ตอนเด็กไอ้เหี้ยนี่แม่งยังชอบแกล้งคนอื่นอยู่เลย โตมาแม่งโคตรมีน้ำใจ”

หลังจากมันโทรศัพท์ไปพูดคุยกับแม่ผมแล้ว ผมก็เริ่มจัดการสะสางธุระของตนเองที่อังกฤษ โดยพยายามรีบจัดแจงทุกอย่าง เก็บของ จัดกระเป๋า พยายามรื้อทุกอย่างในบ้านเช่านั้น แล้วเลือกๆเอาของที่จะต้องการบินกลับไทย พร้อมๆไปกับการหาซื้อตั๋วเครื่องบินอย่างเร่งรีบ เพื่อที่จะบินกลับไทยให้เร็วที่สุด ของฟงของฝากอะไรไม่ได้เตรียมมันเลย รีบจัด

เนื่องจากผมไม่แน่ใจว่าจะได้กลับมาอีกครั้งเมื่อไร จึงไม่สามารถบินกลับทันทีในวันรุ่งขึ้น เพราะต้องไปคุยลาออกจากงานที่ร้านอาหารไทยร้านนั้นก่อน อย่างน้อยก็เพื่อให้เขาสามารถหาคนมาทำแทนได้ในวันที่เราลาออก และบินกลับไทย (หากไม่เช่นนั้น พี่เจ้าของร้านจะต้องทำงานคนเดียว ซึ่งก็ไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย)

รวมถึงต้องคุยกับทางเจ้าของบ้านเช่า เพื่อจัดการปัญหาเรื่องค่าเช่าและสัมภาระบางส่วนที่ผมจะฝากไว้ที่นี่ก่อนจะกลับมาเก็บครั้งหน้าอีกด้วย

เมื่อจัดการธุระทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมจึงบินกลับไทยภายใน 3 วันถัดมา...

...

SHARE
Written in this book
วันที่พ่อป่วย
เรื่องเล่าอ่านสบายๆเกี่ยวกับพ่อ คนสำคัญของครอบครัว ที่ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง เลยมาเล่าให้คนในเน็ตฟังเผื่อเป็นอุทาหรณ์
Writer
DarionTH
The Igniter
คนธรรมดาๆ

Comments