Japan Memory 3 : “โอคายาม่า” เอโดะที่ยังเคลื่อนไหว
 ร้อยเรียงการเดินทางตอนที่ 3 คราวนี้ดิฉันหยิบเรื่องราวของจังหวัดอีกแห่งในฝั่งชูโกคุที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสมาเล่าสู่กันฟังค่ะ แม้ว่าในปัจจุบันญี่ปุ่นจะกลายเป็นประเทศที่มีความทันสมัย นวัตกรรมอำนวยความสะดวกมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่สร้างความน่าสนใจเสมอคือ “วัฒนธรรมดั้งเดิม” ที่ไม่เคยหายไป ยังคงมีการสร้างสรรค์และอนุรักษ์ไว้อย่างกลมกลืน

...จนเหมือนบางที่...ยังมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน... 

“โอคายาม่า” เป็นจังหวัดหนึ่งที่ยังมีกลิ่นอายแบบนั้น จังหวัดพื้นที่ไม่เล็กไม่ใหญ่นักของฮอนชูฝั่งล่างแห่งนี้ สมัยเก่าแก่นั้นเป็นเหมือน “เส้นเลือด” ที่หล่อเลี้ยงคนญี่ปุ่นมาช้านาน ส่วนในปัจจุบัน...ที่นี่คือหนึ่งในโลเกชันถ่ายละครและภาพยนตร์ย้อนยุคหลายเรื่อง และเมืองท่องเที่ยวน่ารักๆ สำหรับคนที่ไม่ชอบความวุ่นวาย

ดิฉันมีโอกาสไปเยือนมา 2 ครั้ง ครั้งแรกคือเมื่อปี 2017 กับการตามรอยภาพยนตร์ “ซามูไรพเนจร (Rurouni Kenshin)” Live Action ที่สร้างจากมังงะชื่อดัง เสน่ห์เรียบง่ายของที่นี่ ทำให้ดิฉันกลับไปเยือนอีกครั้งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้เอง ในประสบการณ์การเดินทางเที่ยว 2 ภูมิภาคในฝั่งคันไซ – ชูโกคุที่ผ่านมา ดิฉันพักที่จังหวัดนี้เสมอ เพราะสะดวกสำหรับการออกเมืองไปในจังหวัดใกล้เคียงอื่นๆ

“Nozomi”...Sanyo Shinkansen ความเร็วเฉลี่ย 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง พี่ใหญ่ของรถไฟหัวกระสุนที่เร็วที่สุด ยังทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมในการพาดิฉันจากโอซาก้าไปที่นั่น โดยปกติแล้วหากจอง JR Pass แบบอื่นๆ หรือแม้กระทั่งแบบ Nation Wide ที่นั่งรถไฟได้ทั่วประเทศก็ไม่สามารถนั่งขบวนนี้ได้ ถือเป็นสิทธิพิเศษสำหรับ “JR Sanyo –Sanin Pass” ที่ดิฉันถือ เพราะสามารถจองที่นั่งรถไฟชินกันเซนทั้ง 5 ขบวนที่วิ่งในฝั่งใต้ (Nozomi / Mizuho / Hikari / Sakura / Kodama) และรถไฟด่วนพิเศษที่พาสครอบคลุมในภูมิภาคได้ฟรีโดยไม่ติดขัด ไม่ต้องแย่งที่นั่งเป็นเก้าอี้ดนตรีแบบตู้ Non Reserved Seat นั่งยังไม่ทันเบื่อก็ไปถึงปลายทางภายใน 45 นาที ดิฉันโยนกระเป๋าเดินทางใบกะทัดรัดกับเป้ใบพอเหมาะเข้าไปในล๊อคเกอร์หยอดเหรียญหน้าสถานีก่อนจะกลับเข้าไปในระบบรางอีกครั้งเพื่อนั่งรถไฟลง “คุราชิกิ” เมืองท่าสุดเก่าแก่แห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ดินแดนที่ใน “ยุคเฮอัน” คือสมรภูมิปะทะกันระหว่าง “ตระกูลไทระ” และ “ตระกูลมินาโมโตะ” รวมถึงเป็นด่านพักข้าวสำคัญ ก่อนจะส่งไปยังหัวเมืองใหญ่ใน “ยุคเอโดะ” แห่งนี้ เป็นอีกที่ที่เหมือนประวัติศาสตร์ยังเคลื่อนไหวผ่านกาลเวลา

ครั้งแรกที่ดิฉันไปอาศัยการเดิน จึงยังเห็นอะไรไม่มากนัก แต่เมื่อใช้สิทธิ์ JR West Pass เช่าจักรยานจาก Ekirin Bike & Car Rent ตอนที่ไปครั้งล่าสุด ทำให้เห็นอะไรมากกว่าที่เคย เมื่อปั่นออกจากสถานีคุราชิกิ ไปตาม ถ.โมโตมาจิ จากตึกเตี้ยๆ แบบสมัยนิยม บรรยากาศในเวิ้งหนึ่งก็กลายเป็นชุมชนเก่าแก่ ดิฉันเลือกปั่นจักรยานช้าๆ ไปตามทางที่เป็นบ้านสไตล์ญี่ปุ่นเรียบๆ รายเรียงไปตามซอกซอยเล็กๆ แม้ความเป็นอยู่จะเป็นแบบปัจจุบันก็ตามที แต่ความเรียบง่ายสงบเงียบทำให้รู้สึกเหมือนเราย้อนกลับไปในยุคทองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยุคหนึ่งของญี่ปุ่น การเที่ยวแบบไม่รบกวนวิถีชีวิตคนท้องถิ่นทำให้เราได้รับรอยยิ้มและอัธยาศัยดีจากเจ้าบ้านเสมอ หลังจากซอกแซกสัญจรไปตามซอกซอยต่างๆ อยู่พักหนึ่ง ดิฉันก็ออกมาถึงสะพานหัวโค้ง หน้า “พิพิธภัณฑ์ Folk Craft” หนึ่งในแลนด์มาร์คของ “เขตคลองประวัติศาสตร์คุราชิกิ (Kurashiki Bikan Historical Quarter)” 

บริเวณนี้นักท่องเที่ยวเริ่มหนาตามากขึ้น บ้านและยุ้งข้าวสไตล์ “คุระคุสึริ” 2 ฝั่งตามแนวคุ้งคลองกลายเป็นร้านรวงต่างๆ บางแห่งทำเป็นเรียวกังเล็กๆ ผู้คนเดินชมไปตามถนนบ้าง ล่องเรือไปตามคลองเพื่อสัมผัสบรรยากาศสมัยเก่าๆ บ้าง เลือกเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในบริเวณบ้าง หากเปลี่ยนการแต่งกายจากเสื้อผ้าสมัยนิยมเป็นยูกาตะหรือกิโมโน ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินอยู่ในเมืองเก่าที่ยังอนุรักษ์ไว้อย่างดี และเพิ่มความประทับใจมากขึ้นอีกเมื่อที่นี่เป็นเมืองไม่กี่แห่งที่รอดจากการทิ้งระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากอานุภาพของศิลปะตะวันตกที่อยู่ใน “พิพิธภัณฑ์ศิลปะโอฮาระ” เป็นเหมือนเกราะคุ้มกันให้ที่นี่ปลอดภัย และยังเป็นเมืองเก่าที่มีลมหายใจมาจนถึงปัจจุบัน

แต่ในความเก่าแก่ก็มีมุมชิคๆ ที่ดิฉันชอบเป็นการส่วนตัว นั่นคือ “Kurashiki Denim Street” ตรอกเล็กๆ ที่มีร้านเสื้อผ้ายีนส์เนื้อดี ให้ได้ชอปและถ่ายรูปเท่ๆ โดยไม่ต้องนั่งรถไฟไปถึง “โคจิม่า” เมืองผลิตภัณฑ์ยีนส์ชื่อดังของจังหวัด อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นกิมมิกของที่นี่คือขนม “สีฟ้ากางเกงยีนส์” ไม่ว่าจะเป็นซาลาเปา เบอร์เกอร์ หรือแม้แต่ไอศกรีม ก็ล้วนแต่เป็นสีที่ในทางการวิจัยกล่าวกันว่า “ทำให้เกิดความอยากอาหารลดลง”

...แต่คงไม่ได้ผลกับดิฉันเท่าไรนัก...เพราะอร่อยทุกอย่าง... XD 

หลังจากอิ่มกับขนมรองท้องสีสันแปลกตา ก็ได้เวลาที่ดิฉันต้องนำจักรยานไปคืนตามเวลาที่ระบุไว้ และตัดสินใจกลับไปที่ตัวเมืองโอคายาม่า เพื่อไปในที่เที่ยวอีกแห่ง ที่เมื่อครั้งก่อนดิฉันไม่ได้แวะไป นั่นคือ “ปราสาทโอคายาม่า” 

เมื่อกลับมาถึงตัวเมือง ความจอแจวุ่นวายก็เริ่มขึ้น แม้จะไม่แออัดเท่าเมืองใหญ่ของฝั่งตะวันตกอย่างโอซาก้า แต่การที่ชาวเมืองยืนรอรถเมล์และรถรางที่ป้ายในเวลาเที่ยงวันอย่างคับคั่ง รูปปั้น “โมโมทาโร่” หน้าสถานีมีคนถ่ายรูป หรือรอนัดพบกันบ้างในบางเวลาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกว่าที่นี่คึกคักไม่เบา ดิฉันยืนเข้าแถวตามเจ้าบ้านไม่นานนัก รถรางหน้าตาน่ารักลาย “คุณทามะ” นายสถานีแมวผู้โด่งดังของจังหวัดฝั่งคันไซอย่าง จ.วากายาม่า ก็มาถึงป้าย การโดยสารแสนสบายที่ให้ความรู้สึกเหมือนเรายังอยู่ใน “ยุคเมจิ” เคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ ควบคู่กับรถเมล์และรถยนต์บนท้องถนน ผิดกับการย่นเวลาการเดินทางที่แสนรวดเร็ว ขณะที่ดิฉันนั่งดูบรรยากาศไปเพลินๆ นายสถานีก็ประกาศว่าถึง “ชิโรชิตะ” ป้ายที่ดิฉันจะลงพอดี จึงต้องบอกลารถรางแสนน่ารักนี้ไปโดยปริยาย

จากป้ายรถรางที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางถนน มีทางเดินใต้ดินสำหรับข้ามฝั่งไปยังปราสาทสำคัญของจังหวัด ด้วยความที่เป็นวันธรรมดา ทำให้มีผู้คนมาที่นี่ค่อนข้างบางตา “แม่น้ำอาซาฮี” ซึ่งเป็นคูเมืองปราสาทค่อนข้างแห้งขอดเนื่องจากเป็นเวลาน้ำลงพอดี บรรยากาศเพิ่มความคึกครื้นเบาๆ จากเด็กๆ วัยมัธยมต้นที่มาทัศนศึกษา แต่เมื่อมาถึงเขตปราสาท เสียงโหวกเหวกนั้นก็หายไปโดยอัตโนมัติเพื่อให้เกียรติสถานที่ในการเข้าชม สมบัติของชาติที่หลับใหลอยู่ในตู้จัดแสดง บรรยากาศฐานที่ตั้งของ “ตระกูลอุกิตะ” ตระกูลโชกุนมือขวาของไทโคเจ้าพิภพ “โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ” ทำให้ประวัติศาสตร์ “ยุคเซนโงคุ” ที่เคยอ่านแล้วเลือนรางไปฟุ้งขึ้นมาเป็นภาพอีกครั้ง แม้จะสร้างขึ้นใหม่หลังถูกทำลายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ “ปราสาทกาดำ” แห่งนี้ ก็ยังทำหน้าที่บอกเล่ารากเหง้าของแดนอาทิตย์อุทัยให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้เรื่อยมา

ปล่อยให้ตัวเองได้จมอยู่ในห้วงเวลาเก่าๆ ทั้งวัน เมื่อถึงมื้อเย็น ดิฉันจึงพาตัวเองไปพบกับวิถีของคนปัจจุบันในร้านอาหารท้องถิ่น พวกร้านข้าวหน้าต่างๆ หรือราเมน ดิฉันชอบร้านสไตล์นี้มากกว่าร้านอาหารหรูหราหรือร้านกินดื่มอย่างอิซากายะเหมือนที่ใครต่อใครมักจะแวะกัน เพราะเราได้สัมผัสจริงๆ ว่าเขากินอยู่กันอย่างไร เสียงโหวกเหวกในครัว บรรยากาศง่ายๆ ของคนในร้านที่นั่งกินข้าวกันไป สนทนาเรื่องราวต่างๆ กับเจ้าของร้านสลับกับดูข่าวในทีวี ให้ความรู้สึกเหมือนเราอยู่บ้าน และปิดวันด้วยการแวะตุน “อาหารเกรด B” ในซูเปอร์มาร์เก็ตห้างดังเป็นมื้อดึก คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก แต่สำหรับที่ญี่ปุ่น ในช่วงเย็นที่มีการลดราคาอาหาร ไม่ว่าจะเป็นของสดหรืออาหารสำเร็จรูป ภาพที่ชาวออฟฟิศและคุณแม่บ้านต่างพากันมาชิงชัยซื้ออาหารราคาถูกคุณภาพดีในครัวร้อนคงเป็นภาพสร้างความสนใจให้คงต่างถิ่นอย่างเราไม่น้อย หลังจากตุนของกินแล้ว ดิฉันก็เดินเรื่อยเปื่อยตากแอร์อยู่ในห้างพักหนึ่งซึ่งก็ไม่มีอะไรตื่นตาล่อใจมากนักสำหรับคนไม่ใช่สายชอปปิงเท่าไรอย่างดิฉัน ก่อนจะกลับไปชาร์ตแบตเอาแรงสำหรับเดินทางในวันต่อไป 

วันนี้พอแค่นี้ค่ะ คราวหน้าจะหยิบเมืองไหนมาเล่าสู่กันฟัง ติดตามตอนต่อไปค่ะ ^^



SHARE
Written in this book
Movement Diary
Travel Guide & Travel X (Treme) perience
Writer
RealBummie
Ms.Introvert
Cold Heart Introvert Girl in Grey Silence World who live so strong & in style with headphone.

Comments